<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Thai Women's Organisation</title>
	<atom:link href="http://thaiwomensorganisation.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://thaiwomensorganisation.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Mon, 14 Jun 2010 13:47:14 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.4</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>คู่สมรสต้องสอบภาษาอังกฤษก่อนได้วีซ่า</title>
		<link>http://thaiwomensorganisation.com/2010/06/14/%e0%b8%84%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://thaiwomensorganisation.com/2010/06/14/%e0%b8%84%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Jun 2010 13:47:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>shilton</dc:creator>
				<category><![CDATA[Legal]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaiwomensorganisation.com/?p=715</guid>
		<description><![CDATA[คู่สมรสต้องสอบภาษาอังกฤษก่อนได้วีซ่า
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2010 รัฐบาลสหราชอาณาจักรประกาศว่า ผู้ที่ไม่ใช่พลเมืองยุโรป (เช่น ไทย เป็นต้น) ที่ต้องการขอวีซ่าเพื่อย้ายถิ่นฐานเข้ามาพำนักอยู่ในสหราชอาณาจักรในฐานะคู่สมรส  จำเป็นต้องผ่านการสอบความรู้ด้านภาษาอังกฤษก่อนที่จะได้รับวีซ่า
เริ่มตั้งแต่ประมาณเดือนกันยายน หรือตุลาคม 2010 ผู้ที่จะขอวีซ่าในฐานะคู่สมรสเหล่านี้จะต้องแสดงว่ามีความรู้ภาษาอังกฤษเพียงพอสำหรับการดำเนินชีวิตประจำวันในสหราชอาณาจักร โดยกฎข้อบังคับใหม่เหล่านี้ จะมีผลบังคับกับผู้ที่จะขอวีซ่าในฐานะคู่สมรส คู่หมั้น หรือคู่ชีวิต (ต่างเพศหรือเพศเดียวกัน) ของชาวอังกฤษ หรือของผู้มีถิ่นฐานพำนักถาวรในสหราชอาณาจักร และจะมีผลทั้งการขอวีซ่าในประเทศไทยและการขอต่อวีซ่าในประเทศอังกฤษ ซึ่งคาดว่าความรู้ภาษาอังกฤษนี้ จะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งทางด้านวัฒธรรม ช่วยส่งเสริมให้คู่สมรสปรับตัวเข้ากับสังคมและครอบครัวชาวอังกฤษ พร้อมทั้งเป็นการป้องกันการใช้สาธารณบริการอย่างไม่ถูกต้องอีกด้วย
รัฐมนตรีมหาดไทย นาง Theresa Mayได้ให้สัมภาษณ์ว่า
ข้าพเจ้าคิดว่าการพูดภาษาอังกฤษได้ เป็นสิ่งที่จำเป็นก่อนที่ผู้ใดจะย้ายถิ่นฐานเข้ามาพำนักอยู่ในสหราชอาณาจักร รัฐบาลกำลังทบทวนกฎข้อบังคับอื่น ๆ ในระบบการเข้าเมืองทั้งหมดเพื่อทำให้กฎข้อบังคับสำหรับการขอวีซ่าเข็มงวดขึ้น ความรู้ด้านภาษาอังกฤษเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกฎข้อบังคับใหม่เท่านั้น นอกจากนั้นจะมีการจำกัดจำนวนวีซ่าทำงานที่จะออกให้ และจะมีระบบควบคุมนักศึกษาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น…
ผู้ที่ต้องการเข้ามาอยู่ในสหราชอาณาจักรในฐานะคู่สมรส จำเป็นจะต้องแสดงหลักฐานว่ามีความรู้ด้านภาษาอังกฤษ ในระดับไม่ต่ำกว่า A 1 ซึ่งเป็นระดับเดียวกันกับผู้ที่ขอวีซ่าเข้ามาทำงานในประเภท tier 2 (เช่น อาชีพพ่อครัว เป็นต้น) โดยผู้ที่จะขอวีซ่าในฐานะคู่สมรส จำเป็นจะต้องผ่านการสอบภาษาอังกฤษกับสถานที่ที่รัฐบาลอังกฤษ (โฮมออฟฟิส) รับรองแล้วเท่านั้น ไม่ว่าคู่สมรสนั้นจะสมรส (หรือไม่ได้สมรส) ในประเทศไทยหรือในสหราชอาณาจักร และกฎข้อบังคับเกี่ยวกับภาษานี้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>คู่สมรสต้องสอบภาษาอังกฤษก่อนได้วีซ่า</strong></p>
<p>เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2010 รัฐบาลสหราชอาณาจักรประกาศว่า ผู้ที่ไม่ใช่พลเมืองยุโรป (เช่น ไทย เป็นต้น) ที่ต้องการขอวีซ่าเพื่อย้ายถิ่นฐานเข้ามาพำนักอยู่ในสหราชอาณาจักรในฐานะคู่สมรส  จำเป็นต้องผ่านการสอบความรู้ด้านภาษาอังกฤษก่อนที่จะได้รับวีซ่า<br />
เริ่มตั้งแต่ประมาณเดือนกันยายน หรือตุลาคม 2010 ผู้ที่จะขอวีซ่าในฐานะคู่สมรสเหล่านี้จะต้องแสดงว่ามีความรู้ภาษาอังกฤษเพียงพอสำหรับการดำเนินชีวิตประจำวันในสหราชอาณาจักร โดยกฎข้อบังคับใหม่เหล่านี้ จะมีผลบังคับกับผู้ที่จะขอวีซ่าในฐานะคู่สมรส คู่หมั้น หรือคู่ชีวิต (ต่างเพศหรือเพศเดียวกัน) ของชาวอังกฤษ หรือของผู้มีถิ่นฐานพำนักถาวรในสหราชอาณาจักร และจะมีผลทั้งการขอวีซ่าในประเทศไทยและการขอต่อวีซ่าในประเทศอังกฤษ ซึ่งคาดว่าความรู้ภาษาอังกฤษนี้ จะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งทางด้านวัฒธรรม ช่วยส่งเสริมให้คู่สมรสปรับตัวเข้ากับสังคมและครอบครัวชาวอังกฤษ พร้อมทั้งเป็นการป้องกันการใช้สาธารณบริการอย่างไม่ถูกต้องอีกด้วย<br />
รัฐมนตรีมหาดไทย นาง Theresa Mayได้ให้สัมภาษณ์ว่า<br />
ข้าพเจ้าคิดว่าการพูดภาษาอังกฤษได้ เป็นสิ่งที่จำเป็นก่อนที่ผู้ใดจะย้ายถิ่นฐานเข้ามาพำนักอยู่ในสหราชอาณาจักร รัฐบาลกำลังทบทวนกฎข้อบังคับอื่น ๆ ในระบบการเข้าเมืองทั้งหมดเพื่อทำให้กฎข้อบังคับสำหรับการขอวีซ่าเข็มงวดขึ้น ความรู้ด้านภาษาอังกฤษเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกฎข้อบังคับใหม่เท่านั้น นอกจากนั้นจะมีการจำกัดจำนวนวีซ่าทำงานที่จะออกให้ และจะมีระบบควบคุมนักศึกษาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น…<br />
ผู้ที่ต้องการเข้ามาอยู่ในสหราชอาณาจักรในฐานะคู่สมรส จำเป็นจะต้องแสดงหลักฐานว่ามีความรู้ด้านภาษาอังกฤษ ในระดับไม่ต่ำกว่า A 1 ซึ่งเป็นระดับเดียวกันกับผู้ที่ขอวีซ่าเข้ามาทำงานในประเภท tier 2 (เช่น อาชีพพ่อครัว เป็นต้น) โดยผู้ที่จะขอวีซ่าในฐานะคู่สมรส จำเป็นจะต้องผ่านการสอบภาษาอังกฤษกับสถานที่ที่รัฐบาลอังกฤษ (โฮมออฟฟิส) รับรองแล้วเท่านั้น ไม่ว่าคู่สมรสนั้นจะสมรส (หรือไม่ได้สมรส) ในประเทศไทยหรือในสหราชอาณาจักร และกฎข้อบังคับเกี่ยวกับภาษานี้ เป็นเพียงกฎที่เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากกฎข้อบังคับอื่น ๆ สำหรับการขอวีซ่าคู่สมรส เช่น คู่สมรสต้องมีสภาพการสมรสที่แท้จริง (ไม่ใช่สมรสเพื่อการขอวีซ่าเท่านั้น) และมีเงินค่าเลี้ยงชีพอย่างพอเพียง เป็นต้น<br />
คู่สมรสไทยที่ต้องการย้ายถิ่นฐานเข้ามาพำนักอยู่ในสหราชอาณาจักรจำเป็นจะต้องขอวีซ่าที่จะอนุญาตให้อยู่ในสหราชอาณาจักรได้เป็นระยะเวลาสองปี และหลังจากนั้นจึงจะมีสิทธิขอวีซ่าถาวรต่อไป เมื่อถึงเวลาของการขอวีซ่าถาวร ผู้ขอจำเป็นต้องสอบความรู้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตในสหราชอาณาจักร (Life in the UK) อีกครั้ง นอกเหนือจากการสอบภาษาอังกฤษสำหรับการขอวีซ่าคู่สมรสครั้งแรกนี้แล้วด้วย<br />
http://www.ukba.homeoffice.gov.uk/sitecontent/newsarticles/2010/268071/15migrants-english-requirement</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaiwomensorganisation.com/2010/06/14/%e0%b8%84%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การขอวีซ่านักท่องเที่ยวในประเทศไทย</title>
		<link>http://thaiwomensorganisation.com/2009/12/30/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%b5%e0%b8%8b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://thaiwomensorganisation.com/2009/12/30/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%b5%e0%b8%8b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 31 Dec 2009 02:23:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>shilton</dc:creator>
				<category><![CDATA[Legal]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaiwomensorganisation.com/?p=657</guid>
		<description><![CDATA[บทที่ 3 กฎหมายเข้าเมืองและการเข้าถือสัญชาติ
ส่วนที่ 3 B การขอวีซ่านักท่องเที่ยวในประเทศไทย
3B.1	วีซ่าท่องเที่ยว (Visitors visas)
3B.2	ประเภทของวีซ่าท่องเที่ยว
3B.3	กำหนดระยะเวลาของวีซ่าท่องเที่ยว
3B.4	วีซ่าท่องเที่ยวแบบเดินทางเข้าประเทศได้ครั้งเดียว
3B.5	อยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน
3B.6	การต่ออายุวีซ่าท่องเที่ยว
3B.7	ใช้เดินทางได้กี่ครั้ง
3B.8	ข้อบังคับอื่น ๆ
3B.8.1	ค่าเลี้ยงชีพ
3B.8.2	การรับรอง
3B.8.3	การปฏิเสธวีซ่า
3B.9	กฎข้อบังคับและประเด็นที่เจ้าหน้าที่จะพิจารณาสำหรับวีซ่าประเภทต่าง ๆ
3B.9.1	วีซ่าท่องเที่ยวทั่วไป (General visitors)
3B.9.2	วีซ่าท่องเที่ยวเพื่อเยี่ยมญาติ (Visiting family)
3B.9.2.1	ใครคือญาติ
3B.9.2.2	สิทธิอุทธรณ์
3B.9.3	วีซ่าท่องเที่ยวสำหรับเด็ก (Child visitors)
3B.9.3.1	การเดินทาง การต้อนรับ และการดูแลอย่างเหมาะสม
3B.9.3.2	การยินยอมของบิดามารดาหรือผู้ปกครอง
3B.9.3.3	เด็กจะเรียนหนังสือระหว่างอยู่ในสหราชอาณาจักรได้หรือไม่
3B.9.3.4	วีซ่าท่องเที่ยวสำหรับเด็ก จะใช้ได้เมื่อไร
3B.9.4	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทบิดามารดาผู้มีบุตรอายุต่ำกว่า 12 ปี กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนในสหราชอาณาจักร (Parents with children under 12 at school in UK)
3B.9.4.1	กฎข้อบังคับ
3B.9.5 	วีซ่าท่องเที่ยวเพื่อแต่งงาน (แต่ไม่อยู่ต่อในประเทศ) (Marriage/Civil partnership visits not settlement)
3B.9.5.1	กฎข้อบังคับ
3B.9.6	วีซ่าท่องเที่ยวเพื่อรับการรักษาพยาบาลด้วยทุนทรัพย์ส่วนตัว (Private Medical Treatment)
3B.9.6.1	กฎข้อบังคับ
3B.9.6.2	อาจต่อวีซ่าได้
3B.9.7	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทนักศึกษาหลักสูตรสั้น ๆ ไม่นานกว่า 6 เดือน (Student visitor)
3B.9.8	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทผู้มาเยี่ยมชมสถาบันการศึกษา (Prospective student)
3B.9.9	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจ (Business Visitors)
3B.9.9.1	บุคคลต่อไปนี้เป็นผู้ควรได้รับวีซ่าประเภทนี้
3B.9.9.2	ผู้มาทำงาน ที่ไม่ควรขอวีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจแต่ควรจะขอวีซ่าประเภทอื่น
•	ระบบให้คะแนน ระดับที่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>บทที่ 3 กฎหมายเข้าเมืองและการเข้าถือสัญชาติ<br />
ส่วนที่ 3 B การขอวีซ่านักท่องเที่ยวในประเทศไทย</p>
<p>3B.1	วีซ่าท่องเที่ยว (Visitors visas)<br />
3B.2	ประเภทของวีซ่าท่องเที่ยว<br />
3B.3	กำหนดระยะเวลาของวีซ่าท่องเที่ยว<br />
3B.4	วีซ่าท่องเที่ยวแบบเดินทางเข้าประเทศได้ครั้งเดียว<br />
3B.5	อยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน<br />
3B.6	การต่ออายุวีซ่าท่องเที่ยว<br />
3B.7	ใช้เดินทางได้กี่ครั้ง<br />
3B.8	ข้อบังคับอื่น ๆ<br />
3B.8.1	ค่าเลี้ยงชีพ<br />
3B.8.2	การรับรอง<br />
3B.8.3	การปฏิเสธวีซ่า<br />
3B.9	กฎข้อบังคับและประเด็นที่เจ้าหน้าที่จะพิจารณาสำหรับวีซ่าประเภทต่าง ๆ<br />
3B.9.1	วีซ่าท่องเที่ยวทั่วไป (General visitors)<br />
3B.9.2	วีซ่าท่องเที่ยวเพื่อเยี่ยมญาติ (Visiting family)<br />
3B.9.2.1	ใครคือญาติ<br />
3B.9.2.2	สิทธิอุทธรณ์<br />
3B.9.3	วีซ่าท่องเที่ยวสำหรับเด็ก (Child visitors)<br />
3B.9.3.1	การเดินทาง การต้อนรับ และการดูแลอย่างเหมาะสม<br />
3B.9.3.2	การยินยอมของบิดามารดาหรือผู้ปกครอง<br />
3B.9.3.3	เด็กจะเรียนหนังสือระหว่างอยู่ในสหราชอาณาจักรได้หรือไม่<br />
3B.9.3.4	วีซ่าท่องเที่ยวสำหรับเด็ก จะใช้ได้เมื่อไร<br />
3B.9.4	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทบิดามารดาผู้มีบุตรอายุต่ำกว่า 12 ปี กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนในสหราชอาณาจักร (Parents with children under 12 at school in UK)<br />
3B.9.4.1	กฎข้อบังคับ<br />
3B.9.5 	วีซ่าท่องเที่ยวเพื่อแต่งงาน (แต่ไม่อยู่ต่อในประเทศ) (Marriage/Civil partnership visits not settlement)<br />
3B.9.5.1	กฎข้อบังคับ<br />
3B.9.6	วีซ่าท่องเที่ยวเพื่อรับการรักษาพยาบาลด้วยทุนทรัพย์ส่วนตัว (Private Medical Treatment)<br />
3B.9.6.1	กฎข้อบังคับ<br />
3B.9.6.2	อาจต่อวีซ่าได้<br />
3B.9.7	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทนักศึกษาหลักสูตรสั้น ๆ ไม่นานกว่า 6 เดือน (Student visitor)<br />
3B.9.8	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทผู้มาเยี่ยมชมสถาบันการศึกษา (Prospective student)<br />
3B.9.9	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจ (Business Visitors)<br />
3B.9.9.1	บุคคลต่อไปนี้เป็นผู้ควรได้รับวีซ่าประเภทนี้<br />
3B.9.9.2	ผู้มาทำงาน ที่ไม่ควรขอวีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจแต่ควรจะขอวีซ่าประเภทอื่น<br />
•	ระบบให้คะแนน ระดับที่ 1<br />
•	ระบบให้คะแนน ระดับที่ 2<br />
•	ระบบให้คะแนน ระดับที่ 5<br />
3B.9.10	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจ (Business Visitors) อาจารย์ผู้มาทำงานวิจัย (Academic Visitors)<br />
3B.9.10.1	บุคคลผู้ที่ไม่เข้าข่ายวีซ่าประเภทอาจารย์ผู้มาทำงานวิจัย<br />
3B.9.10.2	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจ (Business Visitors) อาจารย์ผู้ควบคุมนักศึกษา (Visiting Professors)<br />
3B.9.10.3	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจ (Business Visitors) ผู้ทำงานเกี่ยวกับศาสนา (Religious Workers)<br />
3B.9.11	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทนักกีฬา (Sports visitors)<br />
3B.9.11.1	เจ้าหน้าที่และผู้ติดตามสนับสนุนนักกีฬา<br />
3B.9.11.2	นักกีฬาที่ต้องการมาฝึกหัด (Training)<br />
3B.9.12	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทนักแสดง (Entertainer Visitors)<br />
3B.9.13	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทบิดาหรือมารดาผู้มีสิทธิเยี่ยมบุตรที่พำนักอยู่ในสหราชอาณาจักร (Parents with access rights to children in the UK)<br />
3B.9.14	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทญาติสนิทผู้มาช่วยดูแลเด็ก (Child minders for relatives)<br />
3B.9.15	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทเพื่อสัมภาษณ์เข้าทำงาน (Persons coming for job interviews)<br />
3B.9.16	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทพยานปากสำคัญในศาล (Witnesses attending trials in the UK)<br />
3B.10	ตารางแสดงระยะเวลาที่สถานทูตอังกฤษในประเทศไทยใช้เวลาพิจารณาการขอวีซ่าเมื่อเดือน พฤษภาคม 2009</p>
<p>บทที่ 3 กฎหมายเข้าเมืองและการเข้าถือสัญชาติ<br />
ส่วนที่ 3 B การขอวีซ่านักท่องเที่ยวในประเทศไทย</p>
<p>3B.1	วีซ่าท่องเที่ยว (Visitors visas)</p>
<p>วีซ่าท่องเที่ยว  หรือที่กฎหมายเข้าเมืองเรียกว่า Visitor visa ถูกแก้ไขปรับปรุงใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับวีซ่าทำงานภายใต้ระบบให้คะแนน กฎใหม่เริ่มบังคับใช้เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2009 ซึ่งเพิ่มประเภทย่อยวีซ่านี้อีกมากมาย ผู้เขียนนับได้ทั้งหมด 28 ประเภท! จึงขอนำมาอธิบายเฉพาะบางประเภทที่เกี่ยวข้องหรือเป็นที่สนใจของคนไทยเท่านั้น และได้ทำลิงค์ต้นฉบับภาษาอังกฤษไว้ท้ายคำอธิบายแต่ละประเภทเพื่อเป็นแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมด้วย </p>
<p>3B.2	ประเภทของวีซ่าท่องเที่ยว</p>
<p>1.	วีซ่าท่องเที่ยวทั่วไป รวมถึง วีซ่าท่องเที่ยวเพื่อเยี่ยมญาติ<br />
2.	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทพิเศษ  สำหรับผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศไม่เกิน 6 เดือนด้วยเงื่อนไขจำเพาะที่ระบุไว้ เช่น<br />
•	เด็ก<br />
•	บิดามารดาผู้มีบุตรอายุต่ำกว่า 12 ปี กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนในสหราชอาณาจักร เพื่อแต่งงาน (แต่ไม่อยู่ต่อในสหราชอาณาจักร)<br />
•	เพื่อรับการรักษาพยาบาลด้วยทุนทรัพย์ส่วนตัว<br />
•	นักศึกษาหลักสูตรสั้น ๆ<br />
•	ผู้มาเยี่ยมชมสถาบันการศึกษา เป็นต้น<br />
3.	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจ สำหรับผู้ที่มีงานประจำอยู่ในประเทศไทย แต่มาทำงานใน<br />
สหราชอาณาจักรชั่วคราว ในสาขาที่กฎหมายอนุญาต เช่น<br />
•	อาจารย์ผู้มาทำงานวิจัย<br />
•	อาจารย์ผู้ควบคุมนักศึกษา<br />
•	ผู้ที่ทำงานในวัด เป็นต้น<br />
4.	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทนักกีฬา สำหรับผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาในโอกาสต่างๆ ภายในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน<br />
5.	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทนักแสดง สำหรับผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศไม่เกิน 6 เดือนเพื่อร่วมแสดงในงานที่เกี่ยวกับการกุศล ศิลปวัฒนธรรม หรือการแข่งขันดนตรี<br />
6.	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทอื่น ๆ เช่น<br />
•	บิดามารดาผู้มีสิทธิตามกฎหมายไปเยี่ยมบุตร<br />
•	ญาติสนิทผู้มาช่วยดูแลเด็ก<br />
•	เพื่อสัมภาษณ์เข้าทำงาน<br />
•	พยานปากสำคัญในศาล เป็นต้น</p>
<p>3B.3	กำหนดระยะเวลาของวีซ่าท่องเที่ยว</p>
<p>•	วีซ่าท่องเที่ยวอาจมีระยะเวลาอายุ 6 เดือน 12 เดือน 2 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี แต่จะใช้เดินทางไปสหราชอาณาจักรได้ชั่วคราวคือครั้งละไม่เกิน 6 เดือน สำหรับชนิด 6 เดือนจะใช้ได้ 1 หรือ 2 หรือไม่จำกัดจำนวนครั้ง และชนิดที่มีอายุนานกว่า 6 เดือน จะใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งตลอดระยะเวลาอายุวีซ่า<br />
•	วีซ่าท่องเที่ยวชนิดเข้าออกประเทศได้หลายครั้ง (Long term multiple entry) ที่ได้ก่อนวันที่ 27 พฤศจิกายน 2008 ยังใช้ได้ ตราบใดผู้นั้นยังเข้าข่ายเป็นนักท่องเที่ยวทั่วไป หรือ นักท่องเที่ยวประเภทธุรกิจ หากเข้าข่ายประเภทอื่นต้องขอวีซ่าใหม่<br />
•	วีซ่าท่องเที่ยวชนิดเข้าออกประเทศได้หลายครั้ง ที่ออกภายหลังวันที่ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2008 ใช้ได้สำหรับผู้ที่เข้าข่ายเป็นนักท่องเที่ยวทั่วไป หรือประเภทธุรกิจเท่านั้น</p>
<p>3B.4	วีซ่าท่องเที่ยวแบบเดินทางเข้าประเทศได้ครั้งเดียว</p>
<p>•	เพื่อเป็นพยานปากสำคัญในศาล<br />
•	เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือองค์กรอื่นขอให้ผู้นี้มาช่วยการสืบสวนของเจ้าหน้าที่<br />
•	เพื่อมาร่วมงานศพญาติใกล้ชิด<br />
•	เมื่อได้รับเชิญให้มาเป็นแขกในงานใดงานหนึ่งที่จัดขึ้นจริง เช่นพิธีกรรมทางศาสนา<br />
•	เพื่อมาทำธุรกรรมทางธุรกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง และผู้ขอวีซ่ามีความสำคัญต่อการทำธุรกรรมนั้น<br />
•	เพื่อเยี่ยมญาติใกล้ชิดที่กำลังมีครรภ์ หรือกำลังเจ็บป่วย<br />
http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/visitorgeneral </p>
<p>3B.5	อยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน</p>
<p>ผู้ถือวีซ่าท่องเที่ยวมีสิทธิอยู่ในสหราชอาณาจักรได้ในแต่ละครั้งไม่เกิน 6 เดือน หรือจนกระทั่งวีซ่าหมดอายุ ในกรณีที่การเดินทางครั้งหลังสุดมีวีซ่าอายุเหลือไม่ถึง 6 เดือน หากที่ท่านเดินทางเข้าออกอังกฤษหลายครั้ง เจ้าหน้าที่อาจประทับตราในหนังสือเดินทางสำหรับการเข้าเมืองครั้งแรกเท่านั้น ดังนั้นท่านควรเก็บรักษาหลักฐานการเดินทางไว้ให้ดี เพราะท่านอาจจะต้องแสดงว่าท่านอยู่ในประเทศไม่เกิน 6 เดือน และได้เดินทางเข้าประเทศครั้งสุดท้ายเมื่อใด</p>
<p>3B.6	การต่ออายุวีซ่าท่องเที่ยว</p>
<p>โดยปกติจะไม่มีการต่ออายุวีซ่าท่องเที่ยวเกิน 6 เดือน เว้นแต่จะเป็นกรณีที่น่ากรุณาที่สุด (Exceptional compassionate circumstances) หรือเป็น<br />
1.	อาจารย์ผู้มาทำงานวิจัย<br />
2.	ผู้รับการรักษาพยาบาลด้วยทุนทรัพย์ส่วนตัว หรือ<br />
3.	บิดามารดาผู้มีสิทธิตามกฎหมายไปเยี่ยมบุตร</p>
<p>ท่านเหล่านี้อาจอยู่ได้ถึง 12 เดือน</p>
<p>ผู้ใดครั้งแรกได้วีซ่าไม่ถึง 6 เดือน สามารถต่ออายุให้ครบ 6 เดือนได้ นอกจากจะมีเหตุสำคัญที่ควรปฏิเสธ</p>
<p>3B.7	ใช้เดินทางได้กี่ครั้ง</p>
<p>•	สำหรับชนิด 6 เดือนจะใช้ได้ 1 หรือ 2 หรือไม่จำกัดจำนวนครั้ง และชนิดที่มีอายุนานกว่า 6 เดือน จะใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งตลอดระยะเวลาอายุวีซ่า<br />
•	ไม่จำกัดระยะเวลาระหว่างแต่ละครั้ง แต่<br />
•	ไม่ควรอยู่ในสหราชอาณาจักรเกิน 6 เดือนในระยะเวลา 12 เดือน นอกจากได้รับอนุญาตให้อยู่เกิน 6 เดือน</p>
<p>3B.8	ข้อบังคับอื่น ๆ</p>
<p>3B.8.1	ค่าเลี้ยงชีพ<br />
	นักท่องเที่ยวจำเป็นต้องมีทุนทรัพย์ของตนเองอย่างเพียงพอโดยไม่ต้องพึ่งเงินสงเคราะห์ของรัฐบาล หรือโดยการทำงาน</p>
<p>3B.8.2	การรับรอง<br />
	เจ้าหน้าที่จะพิจารณาการรับรอง (Undertakings) จากผู้ที่อยู่ในสหราชอาณาจักร (แต่มีข่าวว่าต่อไปโฮมออฟฟิสจะบังคับให้ญาติในสหราชอาณาจักรออกใบรับรองให้ญาติผู้ขอวีซ่าท่องเที่ยวเพื่อเยี่ยมญาติ)</p>
<p>3B.8.3	การปฏิเสธวีซ่า<br />
	ในการที่จะปฏิเสธคำขอวีซ่าของผู้ใด เจ้าหน้าที่จะต้องพิจารณาว่ามีเหตุใดที่กฎหมายกำหนดไว้ให้เขาจำเป็นจะต้องปฏิเสธหรือควรปฏิเสธการขอวีซ่า (ตามที่ได้อ้างแล้วข้างต้น) หรือไม่ ยกตัวอย่างเช่นในกรณีที่ผู้ขอวีซ่าเคยทำผิดกฎหมายเข้าเมืองโดยอยู่ในอังกฤษเกินอายุวีซ่ามาก่อน เป็นต้น แต่เหตุผลนี้เป็นเพียงเหตุผลที่เขาควร จะปฏิเสธ (แต่ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธ) ดังนั้นหากท่านเคยกระทำผิดเช่นนั้น ขอแนะนำให้ผู้ขอวีซ่าแจ้งต่อเจ้าหน้าที่อย่างเปิดเผย มิฉะนั้นหากเจ้าหน้าที่ค้นพบเอง จะทำให้ความเป็นไปได้ในการได้รับวีซ่าของท่านน้อยลงไปมาก เพราะถือว่าท่านทำผิดฐานปกปิดหรือไม่แจ้งเรื่องสำคัญที่เจ้าหน้าที่จะพึงใช้ในการพิจาณาวีซ่าด้วยอีกฐานความผิดหนึ่ง นอกเหนือไปจากความผิดที่เคยทำไว้ในอดีต</p>
<p>3B.9	กฎข้อบังคับและประเด็นที่เจ้าหน้าที่จะพิจารณาสำหรับวีซ่าประเภทต่าง ๆ </p>
<p>3B.9.1	วีซ่าท่องเที่ยวทั่วไป (General visitors)</p>
<p>1.	ต้องการเข้ามาในสหราชอาณาจักรไม่เกิน 6 เดือน<br />
2.	มีเจตนาจะออกไปจากสหราชอาณาจักรหลังจากระยะเวลาดังกล่าว<br />
3.	จะไม่ทำงาน ผลิตสิ่งของ หรือให้บริการ แก่ประชาชนทั่วไป<br />
4.	ไม่เข้ารับการศึกษา<br />
5.	ไม่รับเงินสงเคราะห์ของรัฐบาล<br />
6.	มีเงินทุนพอเพียงเพื่อเดินทางออกไปจากสหราชอาณาจักร<br />
7.	ไม่ใช่ผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 18 ปี<br />
8.	ไม่กระทำกิจกรรมใด ๆ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ผู้มีวีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจ นักแสดง หรือนักกีฬา เท่านั้นที่มีสิทธิกระทำได้<br />
9.	ไม่ทำการสมรส<br />
10.	ไม่เจตนาเข้ามารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน<br />
11.	ไม่เข้ามาเพื่อเป็นทางผ่านไปประเทศอื่น</p>
<p>http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/visitorgeneral </p>
<p>3B.9.2	วีซ่าท่องเที่ยวเพื่อเยี่ยมญาติ (Visiting family)<br />
เจ้าหน้าที่จะพิจารณาว่าผู้ขอวีซ่าจะไปทำอะไร และจะอยู่ในสหราชอาณาจักรจริง ๆ นานเท่าไร และระหว่างที่อยู่ที่นั้นจะต้องไม่ทำกิจกรรมใด ๆ ที่กฎข้อบังคับห้ามไว้สำหรับผู้มีวีซ่าท่องเที่ยว และ<br />
ผู้ขอวีซ่ามีทุนทรัพย์พอเพียงสำหรับตนเองและผู้ติดตาม (ถ้ามี) ในการไปเยือนสหราชอาณาจักร และเพื่อเดินทางออกหรือไม่<br />
3B.9.2.1	ใครคือญาติ<br />
กฎหมายระบุไว้ว่าบุคคลเหล่านี้เป็นญาติ ซึ่งหากถูกปฏิเสธวีซ่าเยี่ยมญาติ ผู้ขอมีสิทธิตามกฎหมายที่จะอุทธรณ์คำปฏิเสธนั้น<br />
1.	คู่สมรส  บิดามารดา บุตรธิดา ปู่ย่าตายาย หลาน พี่น้อง ลุงป้าน้าอา ลูกพี่ลูกน้อง<br />
2.	บิดามารดา พี่น้อง ของคู่สมรส<br />
3.	ลูกเขยลูกสะใภ้<br />
4.	พ่อเลี้ยง แม่เลี้ยง ลูกเลี้ยง พี่น้องต่างบิดาหรือมารดา<br />
5.	คู่ครอง (ที่อยู่ด้วยกันมาแต่ไม่ได้สมรส ตลอดระยะเวลาสองในสามปีที่ผ่านมาก่อนหน้าวันที่ขอวีซ่านั้น)<br />
6.	บุตรบุญธรรมที่กฎหมายอังกฤษรับรอง ถือว่าเป็นบุตรโดยกำเนิดของบิดามารดาบุญธรรมนั้น</p>
<p>3B.9.2.2	สิทธิอุทธรณ์<br />
ผู้ขอวีซ่าเพื่อเยี่ยมบุคคลที่กฎหมายระบุว่าเป็นญาติ มีสิทธิอุทธรณ์การปฏิเสธวีซ่านั้น<br />
http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/vistortransitvisa2 </p>
<p>3B.9.3	วีซ่าท่องเที่ยวสำหรับเด็ก (Child visitors)</p>
<p>เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีต้องแสดงให้เห็นว่า<br />
1.	ได้มีการจัดจัดเตรียมเรื่องการเดินทาง การต้อนรับ และการดูแลระหว่างที่อยู่ในสหราชอาณาจักรไว้อย่างเหมาะสมแล้ว<br />
2.	มีบิดามารดา หรือผู้ปกครองซึ่งทำมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลเด็กนั้นในประเทศไทย และ<br />
3.	บิดามารดาหรือผู้ปกครองนั้นยินยอมให้เด็กเดินทาง</p>
<p>3B.9.3.1	การเดินทาง การต้อนรับ และการดูแลอย่างเหมาะสม<br />
สิ่งนี้อาจจะแต่งต่างกันในแต่ละกรณี เจ้าหน้าที่จะต้องทราบชื่อและที่อยู่ของผู้ที่จะดูแลเด็กในสหราชอาณาจักร หรือผู้ที่เดินทางกับเด็ก และเจ้าหน้าที่จะสอบถามเรื่องการดูแลเด็ก ซึ่งส่วนมากหมายถึงกำหนดการเดินทางและรายละเอียดเรื่องที่พักของบิดามารดา (ในกรณีที่เดินทางด้วยกัน) หรือขอดูจดหมายจากผู้ที่จะต้อนรับทางอังกฤษ<br />
3B.9.3.2	การยินยอมของบิดามารดาหรือผู้ปกครอง<br />
เจ้าหน้าที่จะต้องบันทึกคำยินยอมของบิดามารดาหรือผู้ปกครองในประเทศไทยด้วย ส่วนมากบิดามารดาหรือผู้ปกครองที่จะเดินทางกับเด็กก็จะเซ็นใบสมัครขอวีซ่าด้วยตนเอง หรือหากไม่ได้เดินทางด้วยก็สามารถทำหนังสือยินยอมได้ เจ้าหน้าที่จะปฏิเสธวีซ่าหากสงสัยในคำยินยอม หรือไม่มีการยินยอม และไม่มีคำอธิบายที่สมเหตุสมผล ในกรณีที่บิดามารดาหย่าขาดจากกัน ผู้ที่มีสิทธิในตัวเด็กตามกฎหมาย หรือเป็นผู้รับผิดชอบแต่ผู้เดียว (Sole responsibility) จะต้องเป็นผู้ยินยอม<br />
3B.9.3.3	เด็กจะเรียนหนังสือระหว่างอยู่ในสหราชอาณาจักรได้หรือไม่<br />
เด็กที่มีวีซ่าท่องเที่ยวอาจเรียนหลักสูตรสั้น ๆ ในโรงเรียนเอกชนได้ แต่โรงเรียนจะต้อง<br />
1.	ได้รับการรับรองจาก Register of Education and Training Providers หรือ<br />
2.	เป็นผู้รับรองระดับที่ 4 ภายใต้ระบบให้คะแนน หรือ<br />
3.	ได้รับการรับรองจากโฮมออฟฟิส<br />
4.	ในกรณีหลักสูตรสั้น ๆ เป็นประเภทที่เน้นการทำกิจกรรม  โรงเรียนไม่จำเป็นต้องได้รับการรับรอง หลักสูตรเหล่านี้อาจมีส่วนการสอนภาษาอังกฤษบ้าง แต่จะต้องเป็นส่วนน้อยของหลักสูตรทั้งหมด และ<br />
•	โรงเรียนจะต้องมีแผนการปกป้องคุ้มครองระวังภัยต่อเด็กนักเรียน และ<br />
•	หากหลักสูตรจำเป็นจะต้องได้รับการรับรอง โรงเรียนก็ได้รับการรับรองนั้น ๆ แล้ว<br />
โรงเรียนอาจส่งหนังสือยืนยันเนื้อหาหลักสูตร ระยะเวลา กฎหมายข้อบังคับ และการยืนยันจากองค์กรควบคุมว่าโรงเรียนได้ปฏิบัติตามกฎหมายข้อบังคับต่าง ๆ แล้ว<br />
3B.9.3.4	วีซ่าท่องเที่ยวสำหรับเด็ก จะใช้ได้เมื่อไร<br />
เด็กจำเป็นต้องเดินทางพร้อมกับผู้ใหญ่ ซึ่งอาจจะเป็น 1 หรือ 2 คน ที่มีชื่ออยู่ในวีซ่าของเด็ก หากเด็กจะต้องเดินทางแต่ผู้เดียวหรือยังไม่แน่ใจว่าผู้ใหญ่คนไหนจะเดินทางด้วย วีซ่าเด็กควรจะเป็นประเภท เดินทางแต่ผู้เดียว แต่เจ้าหน้าที่จะเพ่งเล่งใบสมัครขอวีซ่าและสถานการณ์ของเด็กผู้ขอวีซ่าประเภทนี้เป็นพิเศษ<br />
http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/specialchildv<br />
3B.9.4	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทบิดามารดาผู้มีบุตรอายุต่ำกว่า 12 ปี กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนในสหราชอาณาจักร (Parents with children under 12 at school in UK)<br />
3B.9.4.1	กฎข้อบังคับ</p>
<p>1.	บิดามารดาต้องเข้าข่ายกฎข้อบังคับของวีซ่าท่องเที่ยวทั่วไปข้างต้น และ<br />
2.	บุตรได้รับวีซ่าเด็กนักเรียน (Child student) เพื่อเรียนในโรงเรียนไปมา (day school) ซึ่งได้รับเป็นผู้รับรองภายใต้ระบบให้คะแนนระดับที่ 4 และ<br />
3.	เด็กมีอายุต่ำกว่า 12 ปี และ<br />
4.	บิดามารดามีหลักฐานยืนยันว่ามีทุนทรัพย์เพียงพอและมั่นคงสำหรับการมีบ้านเรือนอีกแห่งในสหราชอาณาจักร และ<br />
5.	บิดามารดาไม่ต้องการมีบ้านที่เป็นบ้านหลักอยู่ในสหราชอาณาจักร<br />
บิดามารดาจะได้รับวีซ่าอนุญาตให้อยู่ในสหราชอาณาจักร 12 เดือน<br />
http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/parentchildunder12</p>
<p>3B.9.5 	วีซ่าท่องเที่ยวเพื่อแต่งงาน (แต่ไม่อยู่ต่อในประเทศ) (Marriage/Civil partnership visits not settlement)</p>
<p>ผู้ที่ตั้งใจจะแต่งงาน แต่ไม่อยู่ต่อในสหราชอาณาจักรหลังจากแต่งงานแล้วเท่านั้นจึงจะขอวีซ่าประเภทนี้ได้ ส่วนผู้ที่ต้องการแต่งงานในสหราชอาณาจักรแล้วจะพำนักอาศัยอยู่ที่นั่น ต้องขอวีซ่าคู่หมั้น</p>
<p>3B.9.5.1	กฎข้อบังคับ<br />
ผู้ขอจะต้องเข้าข่ายกฎข้อบังคับของวีซ่าท่องเที่ยวทั่วไปข้างต้น และแสดงหลักฐานการแสดงความจำนงที่จะสมรส (Notification of marriage) หรือหลักฐานการจัดเตรียมพิธีสมรสซึ่งจะเกิดขึ้นในระหว่างอายุของวีซ่า คือ 6 เดือน เมื่อจะทำการสมรสเจ้าหน้าที่สำนักทะเบียน (registry office) จะตรวจสอบวีซ่า ก่อนรับการแจ้งว่าจะทำพิธีสมรส ส่วนผู้ที่อยู่ในสหราชอาณาจักรแล้ว และต้องการจดทะเบียนสมรส ต้องขอใบอนุญาตพิเศษ (Certification of Approval) จากโฮมออฟฟิสก่อน ดูรายละเอียดได้ที่ บทที่ 4 กฎหมายครอบครัว<br />
http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/vistortransitvisa13 </p>
<p>3B.9.6	วีซ่าท่องเที่ยวเพื่อรับการรักษาพยาบาลด้วยทุนทรัพย์ส่วนตัว (Private Medical Treatment)</p>
<p>3B.9.6.1	กฎข้อบังคับ</p>
<p>1.	ต้องเข้าข่ายกฎข้อบังคับของวีซ่าท่องเที่ยวทั่วไปข้างต้น<br />
2.	ต้องเดินทางไปสหราชอาณาจักรเพื่อรับการรักษาพยาบาลด้วยทุนทรัพย์ส่วนตัวจริง ๆ<br />
3.	ต้องไม่เจตนาไปรับการรักษาพยาบาลฟรีในโรงพยาบาลของรัฐ นอกจากตามที่กระทรวงสาธารณะสุขอนุญาตไว้เท่านั้น<br />
4.	เป็นการรักษาพยาบาลที่มีกำหนดเวลาแน่นอน<br />
5.	ผู้ขอวีซ่าเจตนาจะออกจากสหราชอาณาจักรหลังจากได้รับการรักษาพยาบาล<br />
6.	ผู้ขอวีซ่าไม่เป็นโรคติดต่อ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้อื่น<br />
7.	ต้องแสดงหลักฐานการนัดหมายแพทย์ หรือการเข้ารับการรักษาพยาบาลโดยทุนทรัพย์ส่วนตัวนั้น และ<br />
8.	ต้องมีทุนทรัพย์ในสหราชอาณาจักรพอเพียงสำหรับจ่ายค่ารักษาพยาบาล และผู้ขอวีซ่าต้องยืนยัน (Undertaking) ว่าจะใช้ทุนทรัพย์นั้นจ่ายค่ารักษาพยาบาล<br />
9.	หากเจ้าหน้าที่ไม่มั่นใจว่าค่ารักษาพยาบาลที่ผู้ขอวีซ่าแจ้งถูกต้อง หรือสงสัยในหลักฐานที่นำมาแสดง เขาอาจติดต่อสอบถามแพทย์หรือโรงพยาบาลโดยตรง</p>
<p>3B.9.6.2	อาจต่อวีซ่าได้<br />
ผู้ที่ได้รับวีซ่าประเภทนี้ อยู่ในอังกฤษได้ 6 เดือน แต่โฮมออฟฟิสอาจต่ออายุวีซ่าให้ได้ หากมีหนังสือยืนยันจากแพทย์ผู้ใหญ่ของรัฐ (NHS Consultant) เรื่องการรักษาพยาบาลที่จำเป็นต้องดำเนินการต่อไปอีก<br />
http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/privatemedicaltreatment </p>
<p>3B.9.7	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทนักศึกษาหลักสูตรสั้น ๆ ไม่นานกว่า 6 เดือน (Student visitor)</p>
<p>1.	ต้องไม่ทำงาน ไม่ว่าจะรับหรือไม่รับค่าจ้าง<br />
2.	ไม่มีการต่อวีซ่า และจะไม่ได้วีซ่าระยะยาว<br />
3.	ไม่มีกฎข้อบังคับว่าจะต้องเรียนสัปดาห์ละกี่ชั่วโมง หรือเวลาไหนบ้าง อาจจะเป็นหลักสูตรวันเสาร์อาทิตย์ หรือภาคค่ำก็ได้ และไม่จำเป็นว่าจะได้ประกาศนียบัตรหรือไม่<br />
4.	ต้องเรียนในสถานศึกษาเอกชน ซึ่ง<br />
•	ได้รับการรับรองจาก Register of Education and Training Providers หรือ<br />
•	เป็นผู้รับรองระดับที่ 4 ภายใต้ระบบให้คะแนน หรือ<br />
•	ได้รับการรับรองจากโฮมออฟฟิส </p>
<p>นักศึกษาหลักสูตรสั้น ๆ นี้ไม่มีสิทธิอุทธรณ์การปฏิเสธวีซ่า แต่หากนักศึกษา ฯ ตั้งใจจะไปเยี่ยมผู้ซึ่งกฎหมายนับว่าเป็นญาติ (ดูรายละเอียดที่วีซ่าท่องเที่ยวเพื่อเยื่ยมญาติข้างต้น) นักศึกษาก็มีสิทธิอุทธรณ์การปฏิเสธวีซ่าได้</p>
<p>http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/studentvisitor </p>
<p>3B.9.8	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทผู้มาเยี่ยมชมสถาบันการศึกษา (Prospective student)<br />
คือผู้ที่ตั้งใจมาศึกษาในสหราชอาณาจักร แต่ยังไม่ตัดสินใจแน่นอนว่าจะศึกษาที่ใดหรือขั้นตอนการสมัครยังไม่เสร็จสิ้น เมื่อผู้นี้ได้รับการตอบรับอย่างไม่มีข้อแม้จากสถานศึกษาแล้ว ก็มีสิทธิเปลี่ยนวีซ่า (Switching) เป็นประเภทนักศึกษาภายใต้ระบบให้คะแนนในประเทศอังกฤษได้<br />
1.	นักศึกษาจำพวกนี้หมายรวม ถึงนักศึกษาพยาบาลหรือผดุงครรภ์ที่จบการศึกษาจากประเทศไทย แต่ไม่รวมแพทย์หรือทันตแพทย์<br />
2.	นักศึกษาจะต้องมีกำหนดการและจุดหมายอย่างชัดเจนว่าจะเรียนวิชาอะไร และมีหลักฐานการติดต่อกับสถานศึกษาในสหราชอาณาจักรแล้ว เช่น นักศึกษาที่ได้การตอบรับจากสถานศึกษา เพียงจำเป็นต้องมีการสัมภาษณ์ก่อนเท่านั้น เป็นต้น ผู้ที่มีโครงการเลื่อนลอยว่าจะศึกษาเพื่อให้ได้ปริญญา โดยไม่ทราบแน่ว่าจากที่ไหนเช่นนี้ จะไม่ได้รับวีซ่าชนิดนี้<br />
3.	นักศึกษาต้องแสดงหลักฐานว่าหลักสูตรจะเริ่มต้นภายในอายุของวีซ่าชนิดนี้คือ 6 เดือน<br />
วีซ่าประเภทนี้มีสิทธิอุทธรณ์การปฏิเสธขอวีซ่า และมีสิทธินำผู้ติดตามคือ คู่สมรส และบุตรผู้เยาว์ไปด้วย<br />
http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/prospectivestudent<br />
3B.9.9	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจ (Business Visitors)<br />
วีซ่าประเภทนี้ใช้สำหรับผู้ที่ทำงานในประเทศไทย แต่ต้องการเดินทางมาสหราชอาณาจักรเพียงระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อกิจการธุรกิจ วีซ่านี้ต้อง:<br />
1.	เข้าข่ายกฎข้อบังคับของวีซ่าท่องเที่ยวทั่วไปข้างต้น และ<br />
2.	ผู้ขอทำงานอยู่ในประเทศไทย และไม่คิดจะย้ายที่ทำงานมาอยู่ในสหราชอาณาจักร แม้เป็นการชั่วคราว และ<br />
3.	รับเงินเดือนจากประเทศไทย แต่มีสิทธิรับค่าเบี้ยเลี้ยง และค่าเดินทางระหว่างอยู่ในอังกฤษได้และ<br />
4.	ไม่ทำงานเกี่ยวกับการขายสินค้า หรือให้บริการโดยตรงกับประชาชนทั่วไป</p>
<p>3B.9.9.1	บุคคลต่อไปนี้เป็นผู้ควรได้รับวีซ่าประเภทนี้<br />
•	ผู้ทำงานในกองถ่ายภาพยนตร์ (film crews) ซึ่งหมายรวมถึง นักแสดง ผู้อำนวยการ ผู้กำกับ ช่างเทคนิคต่าง ๆ ในการถ่ายทำภาพยนตร์นอกสถานที่ (location shoot) แต่ต้องถูกจ้างและได้รับค่าจ้างจากบริษัทในประเทศไทย<br />
•	ตัวแทนสื่อสารมวลชนจากประเทศไทย ในกรณีถูกจ้างและได้รับค่าจ้างจากบริษัทในประเทศไทย และมาหาหรือทำข่าวให้หนังสือพิมพ์หรือรายการในประเทศไทย<br />
•	อาจารย์ผู้มาทำการวิจัย (academic visitors)<br />
•	อาจารย์ผู้มาควบคุม หรือมาสอนนักศึกษาที่เดินทางมาเรียนหลักสูตรต่างประเทศ (visiting professors)<br />
•	เจ้าหน้าที่บริษัทในประเทศไทยที่มีสัญญาซื้อสินค้าหรือบริการจากบริษัทในสหราชอาณาจักร (secondees) แต่บริษัททั้งสองไม่ใช่บริษัทในเครือเดียวกัน และเจ้าหน้าที่ไทยถูกส่งมาเป็นกรณีพิเศษเพื่อช่วยให้บริษัทในสหราชอาณาจักรส่งสินค้าหรือบริการนั้นได้ตามสัญญา เช่น ชี้แจงรายละเอียดของบริษัทไทย แต่ผู้นี้จะต้องเป็นพนักงานและรับเงินเดือนจากบริษัทไทยโดยตลอด หากบริษัททั้งสองเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน เจ้าหน้าที่ผู้ถูกส่งมาประจำในสหราชอาณาจักร จะต้องขอวีซ่าทำงานภายใต้ระบบให้คะแนนประเภทพนักงานย้ายสาขา (tier 2 intra-company transfer) ส่วนผู้อื่นที่มาทำงานในสหราชอาณาจักรจะต้องขอวีซ่าทำงานภายใต้ระบบให้คะแนนประเภทอื่น ๆ ตามสมควร<br />
•	วีซ่าประเภทนี้อนุญาตให้มาทำงานในสหราชอาณาจักรได้คราวละ 6 เดือน แต่หากจำเป็นก็อาจจะได้รับวีซ่าเพื่อกลับเข้ามาใหม่<br />
•	ผู้ทำงานให้วัด (religious workers) อาจจะสอนหรือเทศน์ระหว่างการเดินทางธุรกิจ เช่นในที่ประชุม เป็นต้น แต่ต้องเป็นผู้ทำงานในประเทศไทย และไม่รับตำแหน่ง หน้าที่ หรืองานใด ๆ ในสหราชอาณาจักร<br />
•	ที่ปรึกษา ผู้ฝึก ผู้แก้ปัญหา (Advisers, consultants, trainers หรือ trouble shooters) ที่ทำงานให้กับบริษัทในประเทศไทยในเครือเดียวกันกับบริษัทในอังกฤษ แต่ต้องไม่ใช่ประเภทที่ถือว่าเป็นการจ้างงานโดยสาขาอังกฤษ<br />
•	เจ้าหน้าที่บริษัทไทยเข้ามาฝึกงานเฉพาะ และพิเศษในทางเทคนิค หรือระบบการทำงานในอังกฤษ ที่ไม่ใช่การฝึกการทำงาน on the job training และบริษัทไทยที่เป็นนายจ้างนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัทในเครือ หรือมีสัญญาซื้อขายกับบริษัทอังกฤษ</p>
<p>นอกจากนั้นผู้ที่เข้ามาทำงานต่อไปนี้ เป็นผู้ที่เข้ามาในสหราชอาณาจักรด้วยวีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจได้</p>
<p>•	ผู้มาประชุม สัมภาษณ์ หรือสัมมนา<br />
•	ผู้มาแสดงสินค้า ประเภทการส่งเสริมสินค้า และไม่ใช่การขายโดยตรงแก่ประชาชนทั่วไป<br />
•	ผู้มาติดต่อการค้าขาย ต่อรองและเซ็นสัญญาซื้อขาย<br />
•	ผู้มาวิจัยข้อมูล เช่นนักหนังสือพิมพ์มาทำข่าวเพื่อไปเขียนลงในหนังสือพิมพ์ไทย เป็นต้น<br />
•	ผู้มาสำรวจตรวจสอบสถานที่ (site visit)<br />
•	ผู้มาซื้อและตรวจรายละเอียดของสินค้า หรือตรวจสินค้า<br />
•	ผู้ขนย้ายสินค้ามาจากประเทศไทย<br />
•	ผู้มาสัมภาษณ์ ในกรณีที่มีการนัดหมายการสัมภาษณ์ไว้แล้ว<br />
•	หัวหน้าทัวร์บริษัทไทย ที่จะนำลูกทัวร์มาเที่ยวอังกฤษ และจะออกจากอังกฤษพร้อมกับคณะลูกทัวร์<br />
•	ผู้บรรยายในงานประชุมที่จัดขึ้นพิเศษ และไม่ไช่เพื่อผลประโยชน์ทางการค้า<br />
•	นักแปล ล่าม ที่เป็นพนักงานบริษัทไทย ที่เดินทางเข้ามาแปล หรือเป็นล่ามให้กับเจ้าหน้าที่ของบริษัท ผู้เดินทางเข้ามาด้วยวีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจ<br />
•	ตัวแทนบริษัทไอที ประเภท ซอฟต์แวร์ ที่มาติดตั้ง แก้ไข ต่อเติมสินค้าของบริษัท หรือตัวแทนของบริษัทที่มารับทราบข้อมูล ความต้องการของลูกค้าในสหราชอาณาจักร แต่ตัวแทนที่จะต้องเข้ามาตรวจสอบความต้องการของลูกค้าอย่างละเอียด ควรขอวีซ่าภายใต้ระบบให้คะแนน เพราะงานเช่นนี้ถือว่าเป็นประเภท ที่ปรึกษา (consultancy)<br />
•	ตัวแทนบริษัทไทยที่มาซ่อมแซมดูแล สินค้าของบริษัท ซึ่งอยู่ระหว่างการรับประกัน<br />
•	ตัวแทนบริษัทไทยที่มาประกอบ ติดตั้งเครื่องจักร ที่ไม่สามารถส่งมาเป็นชิ้นเดียว และที่บริษัทไทยขายให้กับบริษัทในสหราชอาณาจักร<br />
•	ตัวแทนบริษัทไทยที่มาติดตั้ง รื้อถอน ซ่อมแซมดูแล หรือแนะนำ การก่อสร้างและพัฒนาเครื่องจักรที่ทำในประเทศไทย<br />
•	กรรมการที่มาประชุมคณะกรรมการของบริษัทในสหราชอาณาจักร แต่ต้องไม่ใช่พนักงานของบริษัทอังกฤษ แต่มีสิทธิรับเบี้ยประชุมได้<br />
3B.9.9.2	ผู้มาทำงาน ที่ไม่ควรขอวีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจแต่ควรจะขอวีซ่าประเภทอื่น<br />
ระบบให้คะแนน ระดับที่ 1<br />
1.	ผู้ที่มาก่อตั้งธุรกิจในสหราชอาณาจักร ควรขอวีซ่า ระดับที่ 1 ประเภทผู้ประกอบการ (tier 1 entrepreneur)<br />
2.	ผู้ที่จะผลิตสินค้าหรือให้บริการในสหราชอาณาจักร ควรขอวีซ่า ระดับที่ 1 ประเภททั่วไป (tier 1 general) ระดับที่ 2 หรือระดับที่ 5 ทำงานชั่วคราว (temporary work) ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของผู้ขอวีซ่า กิจการ ผู้รับรองในสหราชอาณาจักร และระยะเวลาของการทำงานนั้น ๆ<br />
3.	ผู้ที่จะขายสินค้าหรือให้บริการในสหราชอาณาจักร ควรขอวีซ่า ระดับที่ 1 ประเภททั่วไป ระดับที่ 2 หรือระดับที่ 5 ทำงานชั่วคราว ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของผู้ขอวีซ่า กิจการ ผู้รับรองในสหราชอาณาจักร และระยะเวลาของการทำงานนั้น ๆ<br />
4.	ที่ปรึกษาที่ทำงานอิสระ (self-employed consultants) นอกจากผู้ที่มีสัญญาว่าจ้างกับบริษัทในประเทศไทยที่เป็นสาขาของบริษัทในสหราชอาณาจักร ควรขอวีซ่า ระดับที่ 1 ประเภททั่วไป<br />
5.	ผู้ฝึกสอน (those offering training) นอกจากการฝึกสอนนั้นสำหรับผลิตภัณฑ์ไทย หรือผลิตภัณฑ์เฉพาะของกลุ่มบริษัทที่บริษัทอังกฤษเป็นสมาชิก ควรขอวีซ่า ระดับที่ 1 ประเภททั่วไป<br />
ระบบให้คะแนน ระดับที่ 2<br />
6.	พนักงานบริษัทไทย ที่มีสาขา และถูกส่งมาทำงานในสหราชอาณาจักร ควรขอวีซ่า ระดับที่ 2 ประเภทพนักงานย้ายสาขา<br />
7.	คนที่จะมาทำงานในประเภทซึ่งคนงานในอังกฤษหรือยุโรปก็ทำได้ ควรขอวีซ่า ระดับที่ 2 ประเภท ทั่วไป แต่ต้องเป็นงานในบัญชีอาชีพขาดแคลนแรงงาน (shortage occupation list) หรือได้ผ่านการตรวจสอบหาแรงงานในประเทศแล้ว (resident labour market test)<br />
8.	ผู้ที่เป็นพนักงานเต็มเวลาและได้รับเงินเดือนในฐานะกรรมการหรือผู้ร่วมงานของคณะขุดค้นโบราณคดี (archaeological dig)<br />
ระบบให้คะแนน ระดับที่ 5<br />
9.	นักกีฬาที่มาร่วมการแข่งขันกีฬานัดเดียวกรณีพิเศษ ขอวีซ่าท่องเที่ยวประเภทนักกีฬาได้ นอกจากนั้นต้องขอภายใต้ระบบให้คะแนน ระดับที่ 5 ทำงานชั่วคราว ประเภทนักกีฬาและนักแสดง<br />
10.	นักดนตรี หรือนักแสดงที่มาแสดงดนตรี หรือแสดงภาพยนตร์ต้องขอภายใต้ระบบให้คะแนน ระดับที่ 5 ทำงานชั่วคราว ประเภทนักกีฬาและนักแสดง<br />
http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/businessvisitor<br />
3B.9.10	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจ (Business Visitors) อาจารย์ผู้มาทำงานวิจัย (Academic Visitors)<br />
•	อาจารย์ผู้สอนหนังสือในสถานศึกษาไทย แต่มาทำงานวิจัยในสหราชอาณาจักรระหว่างการหยุดพักสอน (sabbaticals) เช่นการวิจัยสำหรับงานเขียนหนังสือ เป็นต้น แต่ผู้ที่ได้รับการหยุดงานจากบริษัทเอกชนเพื่อทำการวิจัย ขอวีซ่าประเภทนี้ไม่ได้ หรือ<br />
•	อาจารย์ (หมายรวมแพทย์) ในโครงการแลกเปลี่ยนอย่างเป็นทางการกับสถานศึกษาในอังกฤษ<br />
•	ศาสตราจารย์แพทย์ หรือทันตแพทย์ ผู้อยู่ในโครงการวิจัย สอน และรักษาพยาบาล และ<br />
•	จะต้องไม่ได้รับเงินค่าจ้างใด ๆ จากองค์กรในอังกฤษ นอกจากค่าใช้จ่าย ค่าสินน้ำใจเล็กน้อย ตามสมควร (reasonable honoraria) หรือการจ่ายเงินในรูปแบบการแลกเปลี่ยน (payment on an exchanged basis)<br />
•	ไม่ทำงานอื่นนอกจากงานทางวิชาการที่ได้รับอนุญาตตามวีซ่า<br />
•	ไม่รับตำแหน่งหรือทำงานในหน้าที่ที่เกิดว่างลง<br />
•	ไม่อยู่ในสหราชอาณาจักรเกิน 12 เดือน และต้องออกนอกประเทศหลังจากนั้น<br />
•	ไม่รับการจ้างงานในสหราชอาณาจักร<br />
•	มีทุนทรัพย์เพียงพอสำหรับการเลี้ยงชีพของตนเอง และผู้ติดตามโดยไม่รับเงินสงเคราะห์ของรัฐบาล  หรือมีที่พักอาศัยและได้รับการเลี้ยงดูโดยญาติหรือเพื่อน<br />
•	 มีทุนทรัพย์เพียงพอสำหรับการเดินทางออกไปจากสหราชอาณาจักร</p>
<p>3B.9.10.1	บุคคลผู้ที่ไม่เข้าข่ายวีซ่าประเภทอาจารย์ผู้มาทำงานวิจัย<br />
•	นักศึกษาที่จบใหม่ ๆโดยเฉพาะผู้ที่ได้ปริญญาจากสหราชอาณาจักร<br />
•	นักศึกษาที่กำลังทำวิจัยต่อหลังจากได้รับปริญญา (postgraduate researchers) เพื่อที่จะได้รับปริญญาสูงขึ้นในสหราชอาณาจักร ควรขอวีซ่าเป็นวีซ่านักศึกษาในระดับที่ 4 หรือ ระดับที่ 2 ภายใต้ระบบให้คะแนน<br />
•	อาจารย์ในมหาวิทยาลัย (lecturers) ที่จะมาสอนและจะได้ค่าจ้าง จะต้องขอวีซ่า ระดับที่ 2  ภายใต้ระบบให้คะแนน แต่นักวิชาการอาจจะขอวีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจได้หากอยู่ไม่เกิน 6 เดือน และเพียงมาร่วมงานประชุมหรือสัมมนาพิเศษ ในคราวเดียว และไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการค้า (not a commercial venture)<br />
•	ผู้ที่ทำงานกับบริษัทเอกชนและได้รับอนุญาตหยุดงานเพื่อทำงานวิจัย ขอวีซ่าประเภทนี้ไม่ได้<br />
•	นักวิจัยที่ได้รับการสนับสนุน (sponsored researchers) คือบุคคลที่ต้องการเข้ามาในสหราชอาณาจักรเพื่อเป็นผู้นำ หรือผู้ร่วมโครงการวิจัยทางการ ซึ่งมีองค์การอังกฤษเป็นเจ้าภาพ แต่ไม่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากองค์กรวิจัยอังกฤษ หมายรวมถึง มหาวิทยาลัย องค์กรวิจัยที่ไม่แสวงหากำไร องค์กรการกุศล สภาวิจัยแห่งชาติ เช่น สภาวิจัยทางแพทย์  นักวิจัยผู้ได้รับการสนับสนุน จะทำงานโดยตำแหน่ง และอยู่ในความควบคุมขององค์กรที่จะได้รับประโยชน์จากการวิจัยนั้น นักวิจัยผู้ได้รับการสนับสนุนนี้อาจจะได้รับเงินทุนจากองค์กรในสหราชอาณาจักร หรือต่างประเทศ และควรขอวีซ่าในระดับที่ 5 ประเภทแรงงานชั่วคราว หรือประเภทโครงการแลกเปลี่ยนที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล (government authorised exchange) แต่นักวิชาการผู้ซึ่งต้องการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ หรือ ปรึกษาหารืออย่างไม่เป็นทางการกับนักวิชาการด้วยกันในสหราชอาณาจักร อาจเข้าข่ายขอวีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจได้</p>
<p>อาจารย์ทำงานวิจัยจะได้วีซ่า 12 เดือน แต่ไม่มีการต่อวีซ่าอีก<br />
ผู้ติดตาม คือคู่สมรส และบุตรผู้เยาว์จะได้วีซ่าในระยะเวลาเท่ากันกับอาจารย์ ฯ แต่ต้องเข้าข่ายวีซ่าท่องเที่ยวทั่วไป หรือวีซ่าเด็กด้วย<br />
บุตรผู้เยาว์มีสิทธิเรียนในโรงเรียนของรัฐระหว่างพักอาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักร</p>
<p>http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/academicvisitor </p>
<p>3B.9.10.2	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจ (Business Visitors) อาจารย์ผู้ควบคุมนักศึกษา (Visiting Professors)<br />
นักศึกษาจากสถาบันการศึกษาไทย อาจเข้ามาศึกษาในสหราชอาณาจักรในหลักสูตรต่างประเทศ และมีอาจารย์ผู้ฝึกสอนคุมมาด้วย อาจารย์เหล่านี้อาจสอนนักศึกษาด้วยได้ แต่เฉพาะในสถานศึกษาเจ้าภาพที่อาจารย์คุมนักศึกษามา และอาจารย์จะต้องเป็นเจ้าหน้าที่ รับค่าจ้างจากสถานศึกษาไทย และไม่ทำงานหรือมีที่ทำงานเป็นหลักอยู่ในสหราชอาณาจักร<br />
http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/visitingprofessors<br />
3B.9.10.3	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจ (Business Visitors) ผู้ทำงานเกี่ยวกับศาสนา (Religious Workers)<br />
1.	ผู้ทำงานเกี่ยวกับศาสนา เช่น พระภิกษุสงฆ์ ที่เดินทางมาร่วมงานเป็นครั้งคราว เช่น งานประชุม เป็นต้น และทำการสอนหรือเทศน์ระหว่างอยู่ในอังกฤษ สามารถขอวีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจได้ แต่ท่านต้องมีที่ประจำอยู่นอกอังกฤษ และไม่เข้ามารับตำแหน่งหรือทำงานประจำในอังกฤษ<br />
2.	พระภิกษุสงฆ์ที่จะเข้ามาทำงานและอยู่ประจำในวัด เพื่อการเทศน์ และการสอนศาสนาจะต้องเข้าข่ายและขอวีซ่าภายใต้ระบบให้คะแนนระดับที่ 2 ประเภทนักบวช<br />
3.	พระภิกษุสงฆ์ที่เข้ามาทำงานชั่วคราวให้วัด อาจจะขอวีซ่าทำงานชั่วคราวได้ภายใต้ระบบให้คะแนนระดับที่ 5 ประเภททำงานให้วัด (tier 5 temporary workers)<br />
http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/religiousworker<br />
3B.9.11	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทนักกีฬา (Sports visitors)<br />
นักกีฬาที่เข้ามาแข่งกีฬานัดพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันประเภทเดี่ยวหรือทีมจากประเทศไทย รวมทั้งที่มาแข่งขันนัดการกุศล การแข่งขันเพื่อการโชว์ (Exhibition matches) หรือเป็นนักกีฬาสมัครเล่นเข้ามาร่วมทีมสมัครเล่น<br />
นักกีฬาที่เข้ามาเพื่อการปรากฎตัว แสดงตัว เซ็นหนังสือ สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ ต่อรองสัญญา ติดต่อผู้สนับสนุน (Sponsorships) หรือมาเพื่อทำการทดลองเล่น (trials) หากไม่ใช่การทดลองเล่นต่อหน้าผู้ชม ไม่ว่าผู้ชมจะจ่ายเงินค่าดูหรือไม่ก็ตาม ก็เข้าข่ายวีซ่าท่องเที่ยวประเภทนักกีฬา<br />
นอกจากนี้ยังรวมถึงนักกีฬาที่มาแข่งขันในนัดเฉพาะพิเศษ และไม่มาประจำในสหราชอาณาจักร เพียงมาร่วมการแข่งขันชนะเลิศ รายการต่าง ๆ เช่น<br />
•	British Open Golf หรือ Wimbledon<br />
•	นักรักบี้ ฟุตบอล คริกเก็ต หรือ<br />
•	นักมวยมาต่อยมวยรายการเดียว เป็นต้น<br />
3B.9.11.1	เจ้าหน้าที่และผู้ติดตามสนับสนุนนักกีฬา<br />
เจ้าหน้าที่และผู้ติดตามสนับสนุนนักกีฬา ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาอาชีพหรือสมัครเล่น ที่เดินทางเข้ามาร่วมรายการแข่งขันเดียวกันกับนักกีฬา ก็ขอวีซ่าชนิดนี้ได้เช่นกัน เช่น นักกายภาพบำบัด (Physiotherapists) ครูผู้ฝึกสอน (coaches) นักโภชนาการ (dieticians) องค์รักษ์ประจำตัว (bodyguards) นักข่าว (press officers) เป็นต้น คนเลี้ยงม้า (grooms) สำหรับกีฬาโปโลก็มากับนักแข่งโปโลได้ หากเจ้าหน้าที่พิจารณาวีซ่ามั่นใจว่าคนเลี้ยงม้าจะไม่มาอยู่ประจำตลอดฤดูโปโลเพื่อทำงานในโรงม้า เจ้าหน้าที่ผู้มาร่วมในการแข่งขันเดียวกันกับนักกีฬา เช่น กรรมการ ผู้กำกับเส้น เหล่านี้ก็สามารถขอวีซ่าท่องเที่ยวประเภทนักกีฬาได้เหมือนกัน<br />
การแข่งขันกีฬานัดการกุศล หรือเพื่อการโชว์ (Exhibition) ประเภทกิจสาธารณะ (testimonials) แม้จะมาเล่นกับทีมอังกฤษก็ขอวีซ่าท่องเที่ยวประเภทนักกีฬาได้ แต่ต้องไม่รับเงินค่าจ้างนอกจากค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายเท่านั้น</p>
<p>3B.9.11.2	นักกีฬาที่ต้องการมาฝึกหัด (Training)</p>
<p>•	สามารถมาได้เป็นการชั่วคราวและต้องไม่มาอยู่ประจำในสหราชอาณาจักร<br />
•	ต้องไม่รับเงินจากองค์กรกีฬาสหราชอาณาจักร<br />
•	ไม่เข้ามาเล่นร่วมกันกับทีมอังกฤษ และ<br />
•	การแข่งขันที่เข้าร่วมจะต้องเป็นประเภท  Friendly / exhibition เท่านั้น</p>
<p>http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/sportsvisitor </p>
<p>3B.9.12	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทนักแสดง (Entertainer Visitors)<br />
คือนักแสดงที่มาแสดงในงานศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญ งานแข่งขันดนตรี (Music competitions) งานแสดงเพื่อการกุศล ในสหราชอาณาจักรเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ส่วนนักแสดงที่มาทำงานต้องเข้าข่ายระบบให้คะแนนระดับที่ 2 หรือ 5<br />
วีซ่าท่องเที่ยวประเภทนักแสดง หมายรวมถึง<br />
•	นักดนตรีที่มาร่วมงานแข่งขันดนตรี (music competitions)<br />
•	ผู้มีชื่อเสียงระดับโลกที่มาออกอากาศ ปรากฎตัว แต่จะรับค่าจ้างไม่ได้<br />
•	นักดนตรีที่มาทำการทดสอบ (audition)<br />
•	นักแสดงสมัครเล่นที่เข้ามาแสดงรายการใดรายการหนึ่งโดยเฉพาะ<br />
•	นักแสดงสมัครเล่นที่เข้ามาแสดงเป็นกลุ่ม เช่นนักร้องประสานเสียง นักดนตรีในวงดนตรีมาแสดงในรายการใดรายการหนึ่งโดยเฉพาะ<br />
•	นักแสดงอาชีพในรายการการกุศล หรือรายการที่ผู้จัดไม่ได้แสวงหากำไรและผู้แสดงไม่ได้รับค่าจ้าง<br />
•	นักแสดงอาชีพหรือสมัครเล่นมาร่วมงานด้านวัฒนธรรมที่ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาล หรือองค์กรต่างชาติที่ได้รับการยอมรับ หรือมาร่วมในงานเทศกาล ต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ใน http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/vistortransitvisa<br />
เจ้าหน้าที่และผู้ติดตามสนับสนุนนักแสดง ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงอาชีพหรือสมัครเล่น ที่เดินทางเข้ามาร่วมรายการเดียวกัน เช่น นักโภชนาการ (Dieticians) องค์รักษ์ประจำตัว (bodyguards) นักข่าว (press officers) เป็นต้น รวมทั้งเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ซึ่งมาร่วมรายการเดียวกันกับนักแสดง เช่น นักออกแบบท่าเต้น (choreographers) ผู้กำกับเวที (stage managers) นักออกแบบ (designers) เหล่านี้ก็เข้าข่ายวีซ่าท่องเที่ยวประเภทนักแสดงเช่นกัน<br />
http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/vistortransitvisa</p>
<p>3B.9.13	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทบิดาหรือมารดาผู้มีสิทธิเยี่ยมบุตรที่พำนักอยู่ในบิดาหรือมารดาต้องเข้าข่ายกฎข้อบังคับของวีซ่าท่องเที่ยวประเภททั่วไปข้างต้น<br />
และต้องแสดง:<br />
1.	ว่าเป็นบิดาหรือมารดาของเด็กที่อาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักร และต้องการใช้สิทธิเพื่อที่จะได้เยี่ยมบุตร<br />
2.	ว่ามีบิดาหรือมารดา (หรือผู้อื่น) ซึ่งดูแลเด็กนั้นพำนักอยู่ในสหราชอาณาจักร<br />
3.	ว่าเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี และ<br />
4.	หลักฐานจากศาลอังกฤษว่าผู้ขอวีซ่ามีสิทธิเยี่ยมเด็ก หรือมีคำสาบาญยืนยัน (sworn affidavit) จากผู้ที่ดูแลเด็กว่าผู้ขอวีซ่าได้รับอนุญาตให้เยี่ยมเด็กได้ และ<br />
5.	คำอธิบายอย่างละเอียดถึงกำหนดการและการจัดการต่าง ๆ สำหรับการเยี่ยมครั้งนี้ หากการเยี่ยมนี้จำเป็นต้องมีการควบคุม (supervised contact) ก็มีคำอธิบายของผู้ควบคุมด้วย<br />
บิดาหรือมารดา ฯ จะได้วีซ่าให้อยู่ในสหราชอาณาจักรได้ 12 เดือน และหากถูกปฏิเสธวีซ่ามีสิทธิอุทธรณ์คำปฏิเสธนั้นด้วย</p>
<p>http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/parentaccessrights </p>
<p>3B.9.14	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทญาติสนิทผู้มาช่วยดูแลเด็ก (Child minders for relatives)<br />
1.	ผู้ขอวีซ่าเป็นญาติสนิทของบิดาหรือมารดาเด็ก จะต้องเป็นญาติใกล้ชิดเช่น เป็น พ่อแม่ พี่น้อง เขยสะใภ้ เป็นต้น ส่วนญาติอื่น ๆ ที่ห่างไกลออกไปอาจเข้าข่ายการขอวีซ่านี้ได้ หากญาตินั้นพักอาศัยอยู่เป็นครอบครัวเดียวกันกับบิดามารดาเด็กในประเทศไทย หรือเป็นญาติที่ใกล้ชิดที่สุดที่ยังเหลืออยู่ของบิดามารดาเด็ก<br />
2.	บิดามารดาเด็กไม่สามารถดูแลเด็กในช่วงเวลากลางวันได้ แต่ก็ไม่ใช่เป็นไปเพื่อที่จะให้บิดามารดาเด็กไปทำงานนอกบ้าน แต่เป็นเพียงการช่วยเหลือดูแลเด็กอย่างชั่วคราวเท่านั้น<br />
3.	บิดามารดาเด็กไม่มีวีซ่าที่จะนำไปสู่การอยู่อังกฤษได้อย่างถาวร<br />
4.	ญาตินี้จะไม่รับเงินเดือน นอกจากได้ที่พักอาศัย อาหารการกิน และเงินติดตัวบ้างเท่านั้น ญาตินี้จะไม่อยู่ในอังกฤษเกินกว่า 6 เดือน.<br />
ญาติมีสิทธิอุทธรณ์หากถูกปฏิเสธวีซ่า</p>
<p>http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/childminder</p>
<p>3B.9.15	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทเพื่อสัมภาษณ์เข้าทำงาน (Persons coming for job interviews)<br />
เจ้าหน้าที่พิจารณาคำร้องขอวีซ่าต้องมั่นใจว่าผู้ขอวีซ่าจะกลับมาประเทศไทยเพื่อขอวีซ่าใหม่ในประเภทที่ถูกต้อง หากได้งานที่ขอวีซ่าไปสัมภาษณ์นี้<br />
http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/jobinterview </p>
<p>3B.9.16	วีซ่าท่องเที่ยวประเภทพยานปากสำคัญในศาล (Witnesses attending trials in the UK)<br />
ผู้ขอวีซ่าต้องแสดงหลักฐานจากทนายในอังกฤษว่าการไปปรากฎตัวในศาลของผู้ขอฯ เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับฝ่ายอัยการ หรือฝ่ายจำเลยในคดี<br />
http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/witnessesattendingtrialsinUK#10579996 </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaiwomensorganisation.com/2009/12/30/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%b5%e0%b8%8b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กฎหมายเข้าเมืองฉบับปรับปรุงใหม่ (Borders, Citizenship and Immigration Act 2009) เฉพาะข้อเปลี่ยนแปลงในส่วนที่เกี่ยวกับการขอพำนักถาวร และการขอสัญชาติอังกฤษ</title>
		<link>http://thaiwomensorganisation.com/2009/10/16/%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1/</link>
		<comments>http://thaiwomensorganisation.com/2009/10/16/%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 16 Oct 2009 13:26:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>shilton</dc:creator>
				<category><![CDATA[Legal]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaiwomensorganisation.com/?p=655</guid>
		<description><![CDATA[กฎหมายเข้าเมืองฉบับปรับปรุงใหม่ (Borders, Citizenship and Immigration Act 2009) เฉพาะข้อเปลี่ยนแปลงในส่วนที่เกี่ยวกับการขอพำนักถาวร และการขอสัญชาติอังกฤษhttp://www.opsi.gov.uk/acts/acts2009/ukpga_20090011_en_5#pt2-pb1-l1g41 
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2009 กฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงการขอพำนักถาวร และการขอสัญชาติตามระบบใหม่ได้ผ่านการอนุมัติของสภาผู้แทน ฯ (Parliament) และได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว (Royal assent) โดยบางส่วนจะเริ่มบังคับใช้ทันที บางส่วนจะเริ่มปลายปี 2009 และบางส่วนยังไม่มีกำหนดแน่นอน
ข้อดีสำหรับคนไทยในระหว่างการเปลี่ยนกฎหมาย (Transitional arrangement)
แม้กฎหมายใหม่นี้จะได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว แต่รัฐบาลยังไม่ได้ออกกฎหมายลูกซึ่งจำเป็นสำหรับการระบุรายละเอียดข้อบังคับปลีกย่อยต่างๆ อีกมาก ดังนั้นโฮมออฟฟิสประกาศไว้ในสภา ฯ ว่า จะยังไม่มีบังคับใช้ข้อกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวกับการขอพำนักถาวร (Permanent resident) และการขอสัญชาติ จนกระทั่งเดือนกรกฎาคม 2011 คืออีก 2 ปีข้างหน้า และเมื่อเริ่มบังคับใช้ตามกำหนดดังกล่าว บุคคลต่อไปนี้ คือ
1.	ผู้ที่ได้รับวีซ่าถาวรแล้ว และ
2.	ผู้ที่ได้ยื่นใบสมัครขอวีซ่าถาวรก่อนเดือนกรกฎาคม 2011 แต่โฮมออฟฟิสยังไม่ได้พิจารณาใบสมัครนั้น
ก็ยังมีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายเก่าต่ออีก 2 ปี หมายความว่า เมื่อบุคคลเหล่านี้สมัครขอสัญชาติ ใบสมัครของเขาจะได้รับการพิจารณาภายใต้กฎข้อบังคับของกฎหมายเก่า อีกเป็นระยะเวลา 2 ปี จนถึงเดือนกรกฎาคม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>กฎหมายเข้าเมืองฉบับปรับปรุงใหม่ (Borders, Citizenship and Immigration Act 2009) เฉพาะข้อเปลี่ยนแปลงในส่วนที่เกี่ยวกับการขอพำนักถาวร และการขอสัญชาติอังกฤษhttp://www.opsi.gov.uk/acts/acts2009/ukpga_20090011_en_5#pt2-pb1-l1g41 </p>
<p>เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2009 กฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงการขอพำนักถาวร และการขอสัญชาติตามระบบใหม่ได้ผ่านการอนุมัติของสภาผู้แทน ฯ (Parliament) และได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว (Royal assent) โดยบางส่วนจะเริ่มบังคับใช้ทันที บางส่วนจะเริ่มปลายปี 2009 และบางส่วนยังไม่มีกำหนดแน่นอน</p>
<p>ข้อดีสำหรับคนไทยในระหว่างการเปลี่ยนกฎหมาย (Transitional arrangement)</p>
<p>แม้กฎหมายใหม่นี้จะได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว แต่รัฐบาลยังไม่ได้ออกกฎหมายลูกซึ่งจำเป็นสำหรับการระบุรายละเอียดข้อบังคับปลีกย่อยต่างๆ อีกมาก ดังนั้นโฮมออฟฟิสประกาศไว้ในสภา ฯ ว่า จะยังไม่มีบังคับใช้ข้อกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวกับการขอพำนักถาวร (Permanent resident) และการขอสัญชาติ จนกระทั่งเดือนกรกฎาคม 2011 คืออีก 2 ปีข้างหน้า และเมื่อเริ่มบังคับใช้ตามกำหนดดังกล่าว บุคคลต่อไปนี้ คือ<br />
1.	ผู้ที่ได้รับวีซ่าถาวรแล้ว และ<br />
2.	ผู้ที่ได้ยื่นใบสมัครขอวีซ่าถาวรก่อนเดือนกรกฎาคม 2011 แต่โฮมออฟฟิสยังไม่ได้พิจารณาใบสมัครนั้น</p>
<p>ก็ยังมีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายเก่าต่ออีก 2 ปี หมายความว่า เมื่อบุคคลเหล่านี้สมัครขอสัญชาติ ใบสมัครของเขาจะได้รับการพิจารณาภายใต้กฎข้อบังคับของกฎหมายเก่า อีกเป็นระยะเวลา 2 ปี จนถึงเดือนกรกฎาคม 2013 ดังนั้นชาวไทยที่ต้องการพำนักอาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักร ควรรีบเรียนและสอบภาษาอังกฤษให้ได้โดยเร็ว เพื่อที่จะทำการสมัครขอวีซ่าถาวรและสัญชาติภายใต้กฎข้อบังคับของกฎหมายเก่า ซึ่งง่ายและเร็วกว่าของกฎหมายใหม่</p>
<p>ผลกระทบสำหรับคนไทยภายใต้กฎหมายใหม่     </p>
<p>ภายใต้กฎข้อบังคับของกฎหมายใหม่ การได้รับสิทธิพำนักถาวรหรือสัญชาติ จะยากขึ้นและการสมัครจะใช้เวลานานขึ้น เพราะจะมีขั้นตอนคือการเป็นพลเมืองทดลอง เพิ่มเติมขึ้นมาจากกฎหมายเดิม ดูรายละเอียดใน ตารางแสดงระบบการขอสัญชาติและพำนักถาวรภายใต้กฎหมายใหม่</p>
<p>ผู้ที่มีสิทธิขออนุญาตเป็นพลเมืองทดลอง<br />
ผู้ที่มีสิทธิขออนุญาตเป็นพลเมืองทดลอง เพื่อก้าวต่อไปเป็นพลเมืองเต็มขั้น หรือพำนักถาวรได้ คือบุคคลเหล่านี้เท่านั้น<br />
•	คนเข้าเมืองด้านเศรษฐกิจ คือผู้ที่เข้ามาทำงานภายใต้ระบบให้คะแนนระดับที่ 1 และระดับที่ 2 และผู้ติดตาม<br />
•	คนเข้าเมืองด้านครอบครัว เช่นคู่สมรส และผู้ติดตาม<br />
•	ผู้ลี้ภัย (refugees) </p>
<p>ผู้สมัครขอเป็นพลเมืองทดลองจะต้องมีวีซ่าประเภทที่อนุญาตให้มีสิทธิขอสัญชาติหรือขอพำนักถาวรได้ตลอดระยะเวลาที่กำหนดไว้ (Qualifying status) โดยไม่มีการเปลี่ยนประเภทของสิทธินั้นๆ เช่น เดิมมีสิทธิจากวีซ่าภายใต้ระบบให้คะแนน จะเปลี่ยนมาใช้สิทธิจากวีซ่าประเภทครอบครัวไม่ได้ (แต่เปลี่ยนงานในระดับที่ 1 เป็นระดับที่ 2ได้)</p>
<p>ผู้ที่ไม่มีสิทธิขออนุญาตเป็นพลเมืองทดลอง<br />
•	นักเรียนนักศึกษา และผู้ติดตาม<br />
•	ผู้ที่มาทำงานชั่วคราวในระดับที่ 5 และผู้ติดตาม<br />
•	นักท่องเที่ยว </p>
<p>แต่หากนักเรียนนักศึกษาจะเปลี่ยนวีซ่ามาเป็นระดับที่ 1 หรือ 2 ก็จะต้องเริ่มนับกำหนดระยะเวลาใหม่สำหรับการขอเป็นพลเมืองทดลอง</p>
<p>กฎข้อบังคับอื่น ๆ<br />
1.	ผู้ที่ได้วีซ่าทำงานในระดับที่ 1-2 ภายใต้ระบบให้คะแนน จะต้องทำงานตลอดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ในขอเป็นพลเมืองทดลอง หรือการขอสัญชาติ</p>
<p>2.	ผู้ที่ได้วีซ่าประเภทสมาชิกในครอบครัว จะต้องได้รับการรับรองจากผู้รับรองคนเดียวกัน ทั้ง 2 ขั้นตอน คือ เมื่อขอเป็นพลเมืองทดลอง และเมื่อขอสัญชาติ ยกเว้นผู้ได้วีซ่าประเภทหม้ายของชาวอังกฤษ (Bereavement) หรือประเภทเป็นเหยื่อต่อความรุนแรงในครอบครัว (domestic violence)</p>
<p>3.	ในการขอสัญชาติ กฎข้อบังคับเรื่องกำหนดระยะเวลาที่อนุญาตให้อยู่นอกสหราชอาณาจักรได้ จะไม่มีการถัวเฉลี่ยอีกต่อไป โดยจะอนุญาตให้อยู่นอกประเทศได้ปีละไม่เกิน 90 วัน จากเดิมซึ่งอนุญาตไว้ 450 วันภายใน 5 ปี</p>
<p>4.	ระยะเวลาในการเป็นพลเมืองทดลองคือ 1-3 ปีสำหรับผู้ที่จะขอสัญชาติ และ 3-8 ปีสำหรับผู้ที่จะขอพำนักถาวร โดยระยะเวลาจะสั้นหรือยาว ขึ้นอยู่กับการทำกิจกรรมที่เป็นสาธารณะประโยชน์ เช่นการทำงานเป็นอาสาสมัครให้องค์กรการกุศล เป็นต้น (แต่ยังไม่มีรายละเอียดในเรื่องนี้)</p>
<p>5.	ผู้ที่เป็นพลเมืองทดลอง จะยังไม่มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือใด ๆ ของรัฐ</p>
<p>6.	เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2009 โฮมออฟฟิสประกาศว่าจะให้มีการสอบภาษาอังกฤษ 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อตอนคนเข้าเมืองสมัครขอเป็นพลเมืองทดลอง โดยข้อสอบจะเน้นเรื่องการใช้ชีวิตประจำวัน ส่วนครั้งที่สองเมื่อตอนสมัครขอสัญชาติ ข้อสอบจะยากขึ้น และมีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และการเมือง http://www.bia.homeoffice.gov.uk/sitecontent/newsarticles/2009/august/pbs-for-citizenship </p>
<p>จะยกเลิกการให้วีซ่าถาวรสำหรับผู้ที่อยู่ในสหราชอาณาจักรมาเป็นเวลานาน</p>
<p> ถึงแม้จะยังไม่มีการระบุไว้ในกฎหมายใหม่ แต่รัฐบาลก็มีดำริจะยกเลิกการให้วีซ่าถาวรสำหรับผู้ที่อยู่ในสหราชอาณาจักรมาเป็นเวลานาน (Indefinite Leave based on Long Residence) ไม่ว่าจะเป็นประเภท 10 ปี หรือ 14 ปี ดังนั้นผู้ที่ใกล้จะครบกำหนด ควรจะรีบเรียนและสอบภาษาอังกฤษให้ได้โดยเร็ว เพื่อที่จะขอวีซ่าถาวรให้ได้ก่อนที่โฮมออฟฟิสจะเปลี่ยนกฎหมายในเรื่องนี้</p>
<p>หมายเหตุคำแปล</p>
<p>ในบทนี้ผู้เขียนใช้คำว่า วีซ่าถาวร สำหรับ คำภาษาอังกฤษที่โฮมออฟฟิสใช้ คือ Indefinite leave to remain แต่ภายใต้กฎหมายใหม่ โฮมออฟฟิสไม่ใช้ คำว่า indefinite leave to remain อีกต่อไป แต่ใช้คำว่า permanent residence ซึ่งผู้เขียนแปลว่า การพำนักถาวร ผู้เขียนเข้าใจว่าไม่มีหรือมีความแตกต่างน้อยมากระหว่างสองคำนี้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaiwomensorganisation.com/2009/10/16/%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คำแนะนำเรื่อง การขอรับคำปรึกษา หรือ ถามคำถามเกี่ยวกับกฎหมายผ่านทางชมรมเพื่อนหญิงไทยในสหราชอาณาจักร</title>
		<link>http://thaiwomensorganisation.com/2009/09/11/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e2%80%9c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a/</link>
		<comments>http://thaiwomensorganisation.com/2009/09/11/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e2%80%9c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 11 Sep 2009 21:51:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>shilton</dc:creator>
				<category><![CDATA[Legal]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaiwomensorganisation.com/?p=647</guid>
		<description><![CDATA[คำแนะนำเรื่อง “การขอรับคำปรึกษา และ/หรือ ถามคำถามเกี่ยวกับกฎหมายผ่านทางชมรมเพื่อนหญิงไทยในสหราชอาณาจักร
1.	หากท่านฝากคำถามผ่านทางเว็บไซต์ www.thaiwomensorganisation.com โปรดตรวจสอบว่าอีเมลของท่านถูกต้องแน่นอนแล้วหรือไม่ บางกรณีทางชมรม ฯ ส่งคำตอบไปแล้ว อีเมลจะถูกตีกลับ โดยท่านอาจคิดว่าทางชมรม ฯ เพิกเฉยต่อคำถามของท่าน
2.	ขอให้ชี้แจ้งข้อมูลส่วนตัวของท่าน ในกรณีที่ต้องการถามเรื่องเกี่ยวกับวีซ่าประเภทต่าง ๆ พร้อมสแกน หรือถ่ายภาพหน้าวีซ่า และหน้าที่บันทึกการเดินทางเข้า-ออกประเทศของท่านแนบมาพร้อมกับคำถาม                                      [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คำแนะนำเรื่อง “การขอรับคำปรึกษา และ/หรือ ถามคำถามเกี่ยวกับกฎหมายผ่านทางชมรมเพื่อนหญิงไทยในสหราชอาณาจักร</p>
<p>1.	หากท่านฝากคำถามผ่านทางเว็บไซต์ www.thaiwomensorganisation.com โปรดตรวจสอบว่าอีเมลของท่านถูกต้องแน่นอนแล้วหรือไม่ บางกรณีทางชมรม ฯ ส่งคำตอบไปแล้ว อีเมลจะถูกตีกลับ โดยท่านอาจคิดว่าทางชมรม ฯ เพิกเฉยต่อคำถามของท่าน</p>
<p>2.	ขอให้ชี้แจ้งข้อมูลส่วนตัวของท่าน ในกรณีที่ต้องการถามเรื่องเกี่ยวกับวีซ่าประเภทต่าง ๆ พร้อมสแกน หรือถ่ายภาพหน้าวีซ่า และหน้าที่บันทึกการเดินทางเข้า-ออกประเทศของท่านแนบมาพร้อมกับคำถาม                                                                                                   </p>
<p>       การลอกข้อมูลมาไม่เพียงพอต่อการพิจารณา ทางชมรมฯต้องขอปฏิเสธในการ<br />
       ตอบคำถามของท่าน เพราะประเภทของวีซ่าที่ท่านได้มาสำคัญที่สุด คำตอบจะถูกต้อง<br />
       หรือไม่ ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของวีซ่าเป็นสำคัญ</p>
<p>3.	ท่านไม่จำเป็นต้องเกริ่นนำว่าเป็นคำถามของใครหรืออารัมภบทเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับคำถาม โปรดให้ข้อมูลที่เป็นความจริงที่สั้น และกระชับได้ใจความ เพื่อเอื้อประโยชน์ในการพิจารณาและตอบคำถามเท่านั้น</p>
<p>4.	โปรดเรียบเรียงคำถามของท่าน และระบุคำถามของท่านเป็นข้อ ๆ อย่างชัดเจน เพื่อทางชมรม ฯ จะสามารถตอบคำถามของท่านได้ตรงประเด็น</p>
<p>5.	หากท่านไม่ถนัดในการใช้ภาษาอังกฤษ อย่าส่งคำถามของท่านมาเป็นภาษาอังกฤษ เพราะจะทำให้การข้อมูลและคำถามผิด  ในขณะเดียวกัน ทางชมรมฯ จะตอบคำถามของท่านกลับไปเป็นภาษาอังกฤษเช่นกัน  โปรดส่งคำถามของท่านมาเป็นภาษาไทย เพื่อประโยชน์ของตัวท่านเอง (ในกรณีที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของท่านไม่มีโปรแกรมภาษาไทย ท่านสามารถตั้งค่าภาษาไทยในคอมพิวเตอร์ของท่านได้ด้วยตนเอง โดยศึกษารายละเอียดและขั้นตอนการตั้งค่าภาษาไทยได้ที่ www.thaiwomensorganisation.com)   </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaiwomensorganisation.com/2009/09/11/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e2%80%9c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้อมูลสำหรับ ระดับที่ 4 ภายใต้ระบบให้คะแนน ประเภทนักศึกษา (Tier 4 points based system: students)</title>
		<link>http://thaiwomensorganisation.com/2009/09/11/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-4-%e0%b8%a0/</link>
		<comments>http://thaiwomensorganisation.com/2009/09/11/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-4-%e0%b8%a0/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 11 Sep 2009 09:46:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>shilton</dc:creator>
				<category><![CDATA[Legal]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaiwomensorganisation.com/?p=641</guid>
		<description><![CDATA[3E.48	 ข้อมูลสำหรับ ระดับที่ 4 ภายใต้ระบบให้คะแนน ประเภทนักศึกษา (Tier 4 points based system: students)
3E.48.1	การขอวีซ่าเพื่อเดินทางมาศึกษาในสหราชอาณาจักรในฐานะนักศึกษาทั่วไป (Applying to come to the UK as a general student)
3E.48.2	กำหนดการ และรายละเอียดของกฎหมายใหม่แบ่งได้เป็น 4 ระยะ
3E.48.2.1	การขออนุญาตเป็นผู้รับรอง
3E.48.2.2	การดำเนินการ ระดับที่ 4 ภายใต้ระบบให้คะแนน
3E.48.2.3	การทดลองและดำเนินการใช้ระบบบริหารของผู้รับรอง (Sponsorship management system: SMS)
3E.48.2.4	การดำเนินงานใช้ระบบบริหารของผู้รับรองอย่างเต็มรูปแบบ (Sponsorship management system: SMS)
3E.48.3	คุณสมบัติที่จำเป็นของนักศึกษาที่จะเข้ามาศึกษาในสหราชอาณาจักร (Eligibility for general students coming to the UK)
3E.48.3.1	จะขอวีซ่าได้นานเท่าไร
3E.48.3.2	การเปลี่ยนผู้รับรอง
3E.48.3.3	หลักสูตรระดับใดที่มีสิทธิออกจดหมายรับรองวีซ่าให้นักศึกษาได้ (What are the acceptable levels of courses that a general student [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>3E.48	 ข้อมูลสำหรับ ระดับที่ 4 ภายใต้ระบบให้คะแนน ประเภทนักศึกษา (Tier 4 points based system: students)</p>
<p>3E.48.1	การขอวีซ่าเพื่อเดินทางมาศึกษาในสหราชอาณาจักรในฐานะนักศึกษาทั่วไป (Applying to come to the UK as a general student)</p>
<p>3E.48.2	กำหนดการ และรายละเอียดของกฎหมายใหม่แบ่งได้เป็น 4 ระยะ<br />
3E.48.2.1	การขออนุญาตเป็นผู้รับรอง<br />
3E.48.2.2	การดำเนินการ ระดับที่ 4 ภายใต้ระบบให้คะแนน<br />
3E.48.2.3	การทดลองและดำเนินการใช้ระบบบริหารของผู้รับรอง (Sponsorship management system: SMS)<br />
3E.48.2.4	การดำเนินงานใช้ระบบบริหารของผู้รับรองอย่างเต็มรูปแบบ (Sponsorship management system: SMS)</p>
<p>3E.48.3	คุณสมบัติที่จำเป็นของนักศึกษาที่จะเข้ามาศึกษาในสหราชอาณาจักร (Eligibility for general students coming to the UK)<br />
3E.48.3.1	จะขอวีซ่าได้นานเท่าไร<br />
3E.48.3.2	การเปลี่ยนผู้รับรอง<br />
3E.48.3.3	หลักสูตรระดับใดที่มีสิทธิออกจดหมายรับรองวีซ่าให้นักศึกษาได้ (What are the acceptable levels of courses that a general student can get a visa letter for?)<br />
3E.48.4	นักศึกษาทั่วไปเข้าศึกษาหลักสูตรอะไรได้บ้าง (What type of study can a general student do?)<br />
3E.48.4.1	หลักสูตรภาษาอังกฤษ<br />
3E.48.4.2	หลักสูตรระดับอุดมศึกษา<br />
3E.48.4.3	การฝึกงาน (Work-placements)<br />
3E.48.4.4	หลักสูตรเตรียมความพร้อมก่อนภาคปกติ (Pre-sessional courses)</p>
<p>3E.48.5	การขอวีซ่าเพื่อเดินทางมาศึกษาในสหราชอาณาจักรในฐานะนักศึกษาทั่วไป   (Applying to come to the UK as a general student)<br />
3E.48.5.1	เอกสารจำเป็นสำหรับการขอวีซ่า<br />
3E.48.5.2	จดหมายรับรองวีซ่า (Visa letter) จากสถาบันการศึกษาที่ได้รับอนุญาตจากโฮมออฟฟิส<br />
3E.48.5.3	จำนวนเงินที่จำเป็นต้องแสดงสำหรับการขอวีซ่านักเรียนภายใต้ระบบให้คะแนน (Tier 4) คือ<br />
3E.48.5.4	จำนวนเงินที่จำเป็นต้องแสดงสำหรับการขอต่อวีซ่านักเรียน<br />
3E.48.5.5	เงินค่าเลี้ยงชีพ<br />
3E.48.5.6	หลักฐานแสดงเงินค่าเลี้ยงชีพ</p>
<p>3E.48.6	การขอต่อวีซ่าเมื่อนักศึกษาอยู่ในสหราชอาณาจักรแล้ว (How to apply if you are already in the UK)</p>
<p>3E.48.7	การขอวีซ่าจากภายนอกสหราชอาณาจักร (How to apply if you are outside the UK)</p>
<p>3E.48	 ข้อมูลสำหรับ ระดับที่ 4 ภายใต้ระบบให้คะแนน ประเภทนักศึกษา (Tier 4 points based system: students)</p>
<p>หลังจากที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเข้าเมืองใหม่สำหรับผู้ที่เข้ามาทำงานในสหราชอาณาจักรแล้ว โฮมออฟฟิส ก็กำลังทำการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเข้าเมืองใหม่สำหรับนักเรียนด้วยเหมือนกัน</p>
<p>3E.48.1	การขอวีซ่าเพื่อเดินทางมาศึกษาในสหราชอาณาจักรในฐานะนักศึกษาทั่วไป   (Applying to come to the UK as a general student) </p>
<p>หลักใหญ่ ๆ คือ นักเรียนที่ต้องการศึกษาในสหราชอาณาจักร<br />
•	ต้องได้รับใบรับรองจากสถาบันการศึกษาที่ได้รับอนุญาตจากโฮมออฟฟิส และ<br />
•	ต้องมีการพิมพ์ลายมือเมื่อขอวีซ่า </p>
<p>ส่วนสถาบันการศึกษาที่ต้องการรับนักเรียนต่างชาติ ก็มีหน้าที่<br />
•	ต้องทำการติดตามข้อมูลของนักเรียนและ<br />
•	ต้องแจ้งให้โฮมออฟฟิสทราบหากนักเรียนผู้ใดไม่มาลงทะเบียนเข้าเรียน หรือขาดเรียนเกิน 10 ครั้ง</p>
<p>3E.48.2	กำหนดการ และรายละเอียดของกฎหมายใหม่แบ่งได้เป็น 4 ระยะ ดังนี้</p>
<p>3E.48.2.1	การขออนุญาตเป็นผู้รับรอง<br />
	ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2008  สถาบันการศึกษาสามารถสมัครขออนุญาตเป็นผู้รับรองได้จากโฮมออฟฟิส (Licensed sponsor) และหากสมัครก่อนวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2009 ก็จะได้รับการพิจารณาก่อนที่ระดับที่ 4 ภายใต้ระบบให้คะแนน จะเริ่มใช้บังคับคือ ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2009 เป็นต้นไป ในการพิจารณาใบสมัครจากสถาบันการศึกษาเหล่านี้ โฮมออฟฟิสจะทำการเยี่ยมเยียนตรวจสอบสถาบันการศึกษาที่คิดว่าจะเป็นการเสี่ยงหากออกใบอนุญาตให้เป็นผู้รับรอง บัญชีรายชื่อของสถาบันการศึกษาที่ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้รับรองจากโฮมออฟฟสแล้ว หาได้ที่ http://www.ukba.homeoffice.gov.uk/sitecontent/documents/employersandsponsors/pointsbasedsystem/registerofsponsorseducation </p>
<p>3E.48.2.2	การดำเนินการ ระดับที่ 4 ภายใต้ระบบให้คะแนน<br />
	ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2009 เป็นต้นไป นักเรียนที่ต้องการศึกษาในสหราชอาณาจักรจะต้องสมัครภายใต้ระบบให้คะแนน คือ<br />
•	นักเรียนผู้ใหญ่ จะรับอนุญาตให้เข้ามาศึกษาในสหราชอาณาจักรได้ต่อเมื่อมีหลักฐานประวัติการเรียนที่เป็นแนวทางมาก่อนแล้ว (track record) และ<br />
•	จะต้องเข้าเรียนในหลักสูตรซึ่งเทียบเท่าหรือสูงกว่า ระดับที่ 3 ของ  National Qualification Framework (NQF)  หรือสำหรับผู้ที่มาเรียนภาษาอังกฤษ ต้องเข้าเรียนในหลักสูตรเท่ากับระดับ A 2 European Common Framework of Reference for Language</p>
<p>ดังนั้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2009 เป็นต้นไป โฮมออฟฟิสจะปฏิเสธการขอวีซ่า หรือการขอต่อวีซ่าของนักเรียนนักศึกษาผู้ไม่มีใบรับรองจากสถาบันการศึกษาที่ได้รับอนุญาตจากโฮมออฟฟิสแล้ว และชื่อของสถาบันการศึกษาเหล่านั้นปรากฎอยู่ในบัญชีผู้รับรองของโฮมออฟฟิสด้วย (Sponsor Register)</p>
<p>3E.48.2.3	การทดลองและดำเนินการใช้ระบบบริหารของผู้รับรอง (Sponsorship management system: SMS)<br />
	เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม 2009 เป็นต้นไป นักเรียนที่ต้องการศึกษาในสหราชอาณาจักรจะต้องแสดงว่า<br />
o	มีทรัพย์สินเพียงพอสำหรับค่าเลี้ยงชีพในสหราชอาณาจักร และ<br />
o	มีหลักฐานการศึกษาที่เคยยื่นต่อสถาบันการศึกษาผู้ออกใบรับรองนั้น เช่นหลักฐานแสดงคุณวุฒิต่าง ๆ เป็นต้น และ </p>
<p>ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2009 เป็นต้นไป สถาบันการศึกษาจะต้องมั่นใจว่านักเรียนที่ได้รับการรับรองนั้น จะปฏิบัติตามกฎข้อบังคับของวีซ่าที่จะได้รับ และ</p>
<p>สถาบันการศึกษาจะต้องทำหน้าที่เก็บรักษาประวัติของนักเรียนโดยการเก็บ สำเนาหนังสือเดินทาง และปรับปรุงรายละเอียดส่วนตัว เช่น ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ เป็นต้น ให้เป็นปัจจุบันเสมอ</p>
<p>นอกจากนี้ตั้งแต่ประมาณเดือนกันยายน 2009 เป็นต้นไป โฮมออฟฟิสจะทำการทดลองระบบบริหารของผู้รับรอง (Sponsorship management system: SMS) ซึ่งจะทำให้สถาบันการศึกษาสามารถออกใบรับรองหรือที่เรียกว่า คำยืนยันตอบรับการสอน ให้นักศึกษา (confirmations of acceptance for studies: CAS) และทำหน้าที่ในการติดตามตรวจสอบหรือรายงานข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียนให้กับโฮมออฟฟิสได้โดยทางอิเล็กทรอนิก</p>
<p>ก่อนที่ระบบบริหารของผู้รับรอง (Sponsorship management system: SMS) จะเริ่มบังคับใช้ สถาบันการศึกษาจำเป็นต้องตอบรับนักเรียนเป็นจดหมาย โดยต้องมีรายละเอียด เช่น ชื่อหลักสูตร ระยะเวลาของหลักสูตร หมายเลขประจำตัวของผู้รับรอง ส่วนการรายงานเรื่องนักเรียนไม่ได้มาลงทะเบียนเข้าเรียน หรือขาดเรียน ยังไม่จำเป็นต้องแจ้งจนกว่าระบบบริหารของผู้รับรอง (Sponsorship management system: SMS) จะเริ่มทดลองใช้ตั้งแต่ประมาณเดือนกันยายน 2009 เป็นต้นไป</p>
<p>	ภายหลังเดือนกันยายน 2009 จะมีการเปลี่ยนแปลงอีก 2 ครั้ง<br />
•	ผู้ที่อยู่ในสหราชอาณาจักรแล้ว และต้องการเปลี่ยนจากระดับอื่น ภายใต้ระบบให้คะแนน ที่สามารถเปลี่ยนเป็นระดับที่ 4 ประเภทนักเรียนได้ จะต้องได้รับคำยืนยันตอบรับการสอน (CAS)  จากสถาบันการศึกษาภายใต้ระบบบริหารของผู้รับรอง (Sponsorship management system: SMS) เพื่อที่จะขอเปลี่ยนวีซ่า<br />
•	ผู้ที่อยู่ในสหราชอาณาจักรแล้ว และมีวีซ่าเดิมเป็นนักเรียนและต้องการต่อวีซ่า จะต้องได้รับคำยืนยันตอบรับการสอน (CAS)  จากสถาบันการศึกษา ภายใต้ระบบบริหารของผู้รับรอง เพื่อที่จะทำการขอต่อวีซ่า </p>
<p>3E.48.2.4	การดำเนินงานใช้ระบบบริหารของผู้รับรองอย่างเต็มรูปแบบ (Sponsorship management system: SMS)<br />
	เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2010 เป็นต้นไป นักเรียนทุกคนที่อยู่ในสหราชอาณาจักร หรืออยู่นอกสหราชอาณาจักร  จะต้องได้รับคำยืนยันตอบรับการสอน (CAS) จากสถาบันการศึกษา ภายใต้ระบบบริหารของผู้รับรอง เพื่อที่จะขอวีซ่า หรือ ขอต่อวีซ่า </p>
<p>3E.48.3	คุณสมบัติที่จำเป็นของนักศึกษาที่จะเข้ามาศึกษาในสหราชอาณาจักร (Eligibility for general students coming to the UK)<br />
ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 2009 เป็นต้นไป ผู้ที่ต้องการเดินทางมาศึกษาในสหราชอาณาจักรในฐานะนักศึกษาทั่วไป คือไม่ใช่เป็นนักเรียนอายุต่ำกว่า 16 ปี หรือผู้ที่อยู่ในสหราชอาณาจักรแล้วและต้องการต่อวีซ่านักศึกษา จะต้องผ่านการประเมินโดยระบบให้คะแนน และจะต้องได้คะแนนทั้งสิ้น 40 คะแนนตามหลักเกณฑ์ดังนี้<br />
•	30 คะแนนสำหรับจดหมายรับรองวีซ่า (Visa letter) จากสถาบันการศึกษาที่ได้รับอนุญาตจากโฮมออฟฟิสให้เป็นผู้รับรอง และ<br />
•	10 คะแนนสำหรับหลักฐานแสดงว่ามีเงินพอเพียงสำหรับค่าเล่าเรียน และค่าครองชีพที่จำเป็น (ค่าเลี้ยงชีพ) และ<br />
ตั้งแต่ประมาณเดือนกันยายน 2009 เป็นต้นไป ระบบไอทีที่เกี่ยวกับการรับรองนักศึกษาของสถาบันการศึกษาจะเริ่มมีการบังคับใช้ ซึ่งจะทำให้ไม่มีใช้จดหมายรับรองวีซ่า อีกต่อไป แต่จะเปลี่ยนเป็น คำยืนยันการตอบรับให้เข้าเรียน (Confirmations of Acceptance of Studies: CAS) ซึ่งมีข้อมูลเหมือนกันกับจดหมายรับรองวีซ่า ฯ แทน</p>
<p>หากนักศึกษาต้องการเข้ามาศึกษาในสหราชอาณาจักรในระยะเวลาน้อยกว่า 6 เดือน ก็สามารถขอวีซ่าได้ในฐานะ นักศึกษาหลักสูตรสั้น ๆ (Student visitor)</p>
<p>3E.48.3.1	จะขอวีซ่าได้นานเท่าไร<br />
ถ้านักศึกษาเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาหรือสูงกว่า จะได้รับอนุญาตให้อยู่ในสหราชอาณาจักรตลอดระยะเวลาของหลักสูตร แต่ไม่เกิน 4 ปี หากหลักสูตรนั้นมีระยะเวลานานกว่า 4 ปี นักศึกษาจำเป็นต้องขอต่อวีซ่ากับโฮมออฟฟิสอีกครั้ง</p>
<p>ถ้านักศึกษาเรียนในระดับต่ำกว่าอุดมศึกษา ก็จะได้รับอนุญาตให้อยู่ในสหราชอาณาจักรได้ไม่เกิน 3 ปี</p>
<p>เมื่อวีซ่าหมดอายุ นักศึกษาจะได้รับเวลาเพิ่มเติมสำหรับการเก็บเข้าของ และจัดการกับธุระส่วนตัวเพื่อที่จะออกไปจากสหราชอาณาจักร หรือนักศึกษาจะต้องขอต่อวีซ่า  หรือขอเปลี่ยนวีซ่าไปเป็นประเภทอื่นที่จะเปลี่ยนได้</p>
<p>3E.48.3.2	การเปลี่ยนผู้รับรอง<br />
ถ้านักศึกษาต้องการจะศึกษากับสถาบันฯ (ผู้รับรอง) อื่นที่ไม่ใช่สถาบันซึ่งเป็นผู้รับรองวีซ่าให้ในครั้งแรก ไม่ว่าจะก่อนเดินทางเข้ามาในสหราชอาณาจักร หรือเมื่อเดินทางเข้ามาแล้วก็ตาม นักศึกษาจำเป็นต้องขอจดหมายรับรองวีซ่า (Visa letter) จากสถาบันการศึกษาใหม่ และยื่นใบสมัครขอวีซ่าใหม่ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่นักศึกษาจะต้องมั่นใจว่าจะศึกษากับสถาบัน ฯ ใดก่อนที่จะทำการขอวีซ่า</p>
<p>หากนักศึกษายังไม่แน่ใจว่าจะศึกษากับสถาบัน ฯ ใด ก็อาจจะขอวีซ่าในฐานะผู้มาเยี่ยมชมสถาบันการศึกษา (Prospective student) ก่อนได้ และขอเปลี่ยนเป็นวีซ่านักเรียนทั่วไป เมื่อเข้ามาในสหราชอาณาจักร และตัดสินใจได้แล้ว<br />
3E.48.3.3	หลักสูตรระดับใดที่มีสิทธิออกจดหมายรับรองวีซ่าให้นักศึกษาได้ (What are the acceptable levels of courses that a general student can get a visa letter for?)<br />
•	หลักสูตรในระดับที่ 3 หรือสูงกว่าของ National Qualifications framework (NQF) หรือหลักสูตรในระดับเดียวกัน หรือ<br />
•	หลักสูตรภาษาอังกฤษในระดับ เอสอง ของ The Common European Framework of Reference for Languages หรือ<br />
•	หลักสูตรระยะสั้นในต่างประเทศ (Short term abroad programmes) ของสถาบันอุดมศึกษาต่างประเทศ ในกรณีที่การศึกษาในสหราชอาณาจักรเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรนั้น และประกาศนียบัตรที่จะได้รับเมื่อจบหลักสูตรได้รับการรับรองจาก UK NARIC ว่าอยู่ในระดับเทียบเท่าอุดมศึกษาในสหราชอาณาจักร<br />
•	หลักสูตรที่ได้รับการตรวจสอบจากองค์กรที่โฮมออฟฟิสรับรองแล้ว (Approved accreditation bodies) ว่าอยู่ในระดับที่ 3 หรือสูงกว่าของ National Qualifications framework (NQF) (ในบางกรณีเท่านั้น)</p>
<p>3E.48.4	นักศึกษาทั่วไปเข้าศึกษาหลักสูตรอะไรได้บ้าง (What type of study can a general student do?)<br />
นักศึกษาต้องศึกษาเต็มเวลาใน<br />
•	ระดับอุดมศึกษาหรือสูงกว่า ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ หรือ<br />
•	หลักสูตรต่างประเทศระดับอุดมศึกษาของสถาบันการศึกษาต่างประเทศที่ได้มีการรับรองว่าเทียบเท่ากับขั้นอุดมศึกษาของสหราชอาณาจักร หรือ<br />
•	หลักสูตรระดับต่ำกว่าอุดมศึกษาในสหราชอาณาจักร  แต่ต้องไม่ต่ำกว่าระดับที่ 3 หรือเทียบเท่า ภายใต้ National Qualifications framework (NQF)และมีการสอนเป็นทางการในเวลากลางวัน (ระหว่าง 0800-1800 น วันจันทร์ถึงวันศุกร์) อย่างน้อยสัปดาห์ละ 15 ชั่วโมง หรือ<br />
•	หลักสูตรซึ่งไม่ต่ำกว่าระดับที่ 3 หรือเทียบเท่า ภายใต้ National Qualifications framework (NQF) หรือหลักสูตรของสถาบันต่างประเทศ ซึ่งเทียบเท่าระดับอุดมศึกษาของสหราชอาณาจักร ซึ่งมีการฝึกงาน (work-placement) ไม่เกินร้อยละ 50 ของหลักสูตรทั้งหมด</p>
<p>3E.48.4.1	หลักสูตรภาษาอังกฤษ<br />
นักศึกษาสามารถสมัครเรียนและยื่นจดหมายรับรองวีซ่าจากสถาบัน ฯ เพื่อขอวีซ่าเข้าเรียนในหลักสูตรระดับต่ำกว่าที่กำหนดได้ หากหลักสูตรนั้นเป็นการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเท่านั้น และจะต้องเป็นหลักสูตรสอนภาษาอังกฤษในระดับ เอสองภายใต้ The Common European Framework of Reference for Languages เป็นอย่างต่ำ นอกจากนี้เมื่อจบหลักสูตรจะต้องมีการสอบบเพื่อให้ได้รับการรับรองในระดับนี้หรือสูงกว่า</p>
<p>3E.48.4.2	หลักสูตรระดับอุดมศึกษา<br />
	นักศึกษาสามารถสมัครเรียนและยื่นจดหมายรับรองวีซ่าจากสถาบัน ฯ เพื่อขอวีซ่าเข้าเรียนในหลักสูตรระดับอุดมศึกษาของสถาบันการศึกษาต่างประเทศ หากการศึกษาในสหราชอาณาจักรเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรของสถาบัน ฯ นั้น และประกาศนียบัตรซึ่งนักศึกษาจะได้รับเมื่อจบจากหลักสูตรได้รับการรับรองจาก UK NARIC ว่าอยู่ในระดับเทียบเท่าอุดมศึกษาในสหราชอาณาจักร</p>
<p>3E.48.4.3	การฝึกงาน (Work-placements<br />
	นักศึกษาอาจมีการฝึกงาน หากการฝึกงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร แต่การฝึกงานนั้นต้องมีระยะเวลาไม่เกินร้อยละ 50 ของระยะเวลาทั้งหมดของหลักสูตร ยกตัวอย่างเช่น หลักสูตรประเภท 4 ปีซึ่งมีการฝึกงานรวมอยู่ในนั้น 1 ปี เป็นต้น </p>
<p>3E.48.4.4	หลักสูตรเตรียมความพร้อมก่อนภาคปกติ (Pre-sessional courses)<br />
หลักสูตรเตรียมความพร้อมก่อนภาคปกติ เป็นหลักสูตรจำพวก<br />
•	สอนภาษาอังกฤษแบบเร่งรัด หรือ<br />
•	ปูพื้นฐานนักศึกษาให้พร้อมสำหรับการเรียนภาคปกติ<br />
	ในการที่จะได้รับวีซ่าเพื่อเข้าเรียนในหลักสูตรเตรียมความพร้อม ฯ นักศึกษาจะต้องผ่านการประเมินโดยระบบให้คะแนน และจะต้องได้คะแนนทั้งสิ้น 40 คะแนน เช่นเดียวกับการขอวีซ่าเข้าเรียนในภาคปกติ คือ<br />
•	30 คะแนนสำหรับจดหมายรับรองวีซ่า (Visa letter) จากสถาบันการศึกษาที่ได้รับอนุญาตจากโฮมออฟฟิสให้เป็นผู้รับรอง และ<br />
•	10 คะแนนสำหรับหลักฐานแสดงว่ามีเงินพอเพียงสำหรับค่าเล่าเรียน และค่าครองชีพที่จำเป็น (ค่าเลี้ยงชีพ)</p>
<p>	หากสถาบัน ฯ ตอบรับให้นักศึกษาเข้าเรียน อย่างไม่มีเงื่อนไข (Unconditional offer) นักศึกษาจะได้รับวีซ่าครอบคลุมระยะเวลาเรียนของทั้งสองหลักสูตร หากการเรียนหลักสูตรเตรียมความพร้อม ฯ นั้น<br />
•	เรียนกับสถาบันการศึกษาเดียวกันกับภาคปกติ หรือ<br />
•	เรียนกับสถาบันการศึกษาในเครือและมีชื่อรวมอยู่ในใบอนุญาตเดียวกันกับของสถาบันการศึกษาหลัก (ภาคปกติ)</p>
<p>	แต่หากสถาบัน ฯ ตอบรับให้นักศึกษาเข้าเรียนอย่างมีเงื่อนไข (Conditional offer) นักศึกษาจำเป็นต้องขอวีซ่าสำหรับเข้ามาเรียนในหลักสูตรเตรียมความพร้อม ฯ อย่างเดียวก่อน และเมื่อสำเร็จการศึกษาในหลักสูตรนั้นแล้ว ก็อาจขอต่อวีซ่าเพื่อเข้าเรียนในหลักสูตรภาคปกติต่อเนื่องได้ </p>
<p>3E.48.5	การขอวีซ่าเพื่อเดินทางมาศึกษาในสหราชอาณาจักรในฐานะนักศึกษาทั่วไป (Applying to come to the UK as a general student)</p>
<p>ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 2009 เป็นต้นไป นักศึกษาทุกคนที่จะเดินทางเข้ามาศึกษาในสหราชอาณาจักรจะต้องขอวีซ่าภายใต้ระบบให้คะแนน ไม่ว่าจะเดินทางเข้ามาศึกษาเป็นครั้งแรกหรือเป็นการต่อวีซ่าเพื่อศึกษาต่อ</p>
<p>3E.48.5.1	เอกสารจำเป็นสำหรับการขอวีซ่า<br />
•	จดหมายรับรองวีซ่า (Visa letter) จากสถาบันการศึกษาที่ได้รับอนุญาตจากโฮมออฟฟิสให้เป็นผู้รับรอง และ<br />
•	หลักฐานทางการเงินซึ่งแสดงว่ามีเงินพอเพียงสำหรับค่าเล่าเรียน และค่าครองชีพที่จำเป็นระหว่างอยู่ในสหราชอาณาจักร (ค่าเลี้ยงชีพ)</p>
<p>3E.48.5.2	จดหมายรับรองวีซ่า (Visa letter) จากสถาบันการศึกษาที่ได้รับอนุญาตจากโฮมออฟฟิส</p>
<p>จดหมายรับรองวีซ่า (Visa letter) จากสถาบันการศึกษา ฯ ควรมีข้อมูลดังนี้</p>
<p>ประเภท	นักศึกษาทั่วไป<br />
นักศึกษา	•	ชื่อและนามสกุล ซึ่งต้องตรงกันกับชื่อในหนังสือเดินทาง<br />
•	สัญชาติ<br />
•	บ้านเลขที่ในประเทศไทย<br />
•	หมายเลขหนังสือเดินทาง<br />
ผู้รับรอง	•	หมายเลขใบอนุญาต<br />
•	ที่อยู่และรายละเอียดของเจ้าหน้าที่ติดต่อ<br />
•	ชื่อและที่อยู่ของสถาบันการศึกษาอื่นที่เกี่ยวข้อง หากนักศึกษาจำเป็นจะต้องศึกษากับสถาบันฯ อื่นในหลักสูตรนั้นด้วย<br />
•	ชื่อและที่อยู่ของสถาบันระดับอุดมศึกษาต่างประเทศ หากการศึกษาในสหราชอาณาจักรเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรของสถาบัน ฯ นั้น<br />
หลักสูตร	•	ชื่อหลักสูตร<br />
•	ระดับของหลักสูตร ประกาศนียบัตร หรือคุณวุฒิที่นักศึกษาจะได้รับเมื่อสำเร็จการศึกษา<br />
•	วันที่หลักสูตรเริ่มต้น<br />
•	วันที่หลักสูตรเสร็จสิ้น<br />
•	จำนวนชั่วโมงเรียนในแต่ละสัปดาห์<br />
•	สถานที่เรียนของนักศึกษา หากแตกต่างจากสถานที่หลักของผู้รับรอง<br />
•	สถานที่ฝึกงานของนักศึกษา หากมีการฝึกงาน<br />
การเงิน	•	จำนวนค่าเล่าเรียนในปีแรก<br />
•	จำนวนค่าเล่าเรียนที่จ่ายแล้ว<br />
•	จำนวนค่าที่พักอาศัยในปีแรก หากพักในสถานที่ของสถาบัน ฯ<br />
•	จำนวนค่าที่พักอาศัยที่จ่ายแล้ว หากพักในสถานที่สถาบัน ฯ<br />
หลักฐานการศึกษาที่นักศึกษายื่นต่อผู้รับรองเมื่อสมัครเข้าศึกษา<br />
	•	อธิบายประเภทของหลักฐานแต่ละชิ้นโดยย่อ<br />
•	ชื่อหลักสูตร<br />
•	ระดับคุณวุฒิที่นักศึกษาได้รับแล้ว<br />
•	ปีที่นักศึกษาสำเร็จการศึกษาและได้รับคุณวุฒินั้น<br />
•	ชื่อของสถาบันที่ออกคุณวุฒิ หรือหลักฐานที่นักศึกษาใช้แสดง รวมทั้งชื่อและรายละเอียดของเจ้าหน้าที่ติดต่อ<br />
•	หลักฐานออกเมื่อไร<br />
•	ใบรับรองของ ATAS (Academic Technology Approval Scheme) หากจำเป็นสำหรับหลักสูตรที่นักศึกษากำลังสมัคร</p>
<p>นักศึกษาอาจมีจดหมายรับรองวีซ่า (Visa letter) หลายฉบับจากหลาย ๆ สถาบัน ฯ แต่มีสิทธิใช้จดหมายเหล่านั้นเพียงฉบับเดียวในการขอวีซ่า ดังนั้นก่อนที่จะยื่นขอวีซ่านักศึกษาต้องแน่ใจว่าจะเลือกไปศึกษาที่สถาบันใด</p>
<p>ตั้งแต่ประมาณเดือนกันยายน 2009 เป็นต้นไป ระบบไอทีที่เกี่ยวกับการรับรองนักศึกษาของสถาบันการศึกษาจะเริ่มมีการบังคับใช้ ซึ่งจะทำให้ไม่มีการใช้จดหมายรับรองวีซ่า อีกต่อไป แต่จะเปลี่ยนเป็น คำยืนยันการตอบรับให้เข้าเรียน (Confirmations of Acceptance of Studies: CAS) ซึ่งมีข้อมูลเหมือนกันกับจดหมายรับรองวีซ่า แทน</p>
<p>3E.48.5.3	จำนวนเงินที่จำเป็นต้องแสดงสำหรับการขอวีซ่านักเรียนภายใต้ระบบให้คะแนน (Tier 4) คือ</p>
<p>ระยะเวลาของหลักสูตร	ที่ตั้งของสถาบันการศึกษา	จำนวนเงินที่ต้องแสดง<br />
9 เดือนหรือน้อยกว่า	ลอนดอน	ค่าเล่าเรียน และ<br />
ค่าเลี้ยงชีพอีก 800 ปอนด์ต่อเดือน สำหรับทุก ๆ เดือนตามกำหนดระยะเวลาของหลักสูตร<br />
9 เดือนหรือน้อยกว่า	ภายนอกลอนดอนและสถานที่อื่นในสหราชอาณาจักร	ค่าเล่าเรียน และ<br />
ค่าเลี้ยงชีพอีก 600 ปอนด์ต่อเดือน สำหรับทุก ๆ เดือนตามกำหนดระยะเวลาของหลักสูตร<br />
มากกว่า 9 เดือน	ลอนดอน	ค่าเล่าเรียนสำหรับปีแรก และ<br />
ค่าเลี้ยงชีพสำหรับ 9 เดือน อีก 7,200 ปอนด์<br />
มากกว่า 9 เดือน	ภายนอกลอนดอนและสถานที่อื่นในสหราชอาณาจักร	ค่าเล่าเรียนสำหรับปีแรก และ<br />
ค่าเลี้ยงชีพสำหรับ 9 เดือน อีก 5,400 ปอนด์</p>
<p>3E.48.5.4	จำนวนเงินที่จำเป็นต้องแสดงสำหรับการขอต่อวีซ่านักเรียน<br />
ในสหราชอาณาจักร หรือที่ประเทศไทย สำหรับนักเรียนที่เพิ่งเรียนจบหลักสูตร มาแล้วไม่นานกว่า 4 เดือน และหลักสูตรนั้นมีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน </p>
<p>สำหรับผู้ที่สมัครขอต่อวีซ่าก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2009 ต้องยื่นหลักฐานแสดงว่ามีจำนวนเงินที่จำเป็น ในวันที่ยื่นใบสมัครเท่านั้น (Transitional arrangement) ส่วนผู้ที่ขอต่อวีซ่าหลังจากวันที่ 1 ตุลาคม จะต้องแสดงว่ามีเงินจำนวนนี้ไม่น้อยกว่า 28 วันก่อนวันสมัคร ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.ukba.homeoffice.gov.uk/studyingintheuk/adult-students/money/what-money-do-i-need/ </p>
<p>ระยะเวลาของหลักสูตร	ที่ตั้งของสถาบันการศึกษา	จำนวนเงินที่ต้องแสดง<br />
9 เดือนหรือน้อยกว่า	ลอนดอน	ค่าเล่าเรียน และ<br />
ค่าเลี้ยงชีพอีก 800 ปอนด์ต่อเดือน แต่ไม่เกิน 2 เดือน คือ 1,600 ปอนด์เท่านั้น<br />
9 เดือนหรือน้อยกว่า	ภายนอกลอนดอนและสถานที่อื่นในสหราชอาณาจักร	ค่าเล่าเรียน และ<br />
ค่าเลี้ยงชีพอีก 600 ปอนด์ต่อเดือน แต่ไม่เกิน 2 เดือน คือ 1,200 ปอนด์เท่านั้น<br />
มากกว่า 9 เดือน	ลอนดอน	ค่าเล่าเรียนสำหรับปีแรก และ<br />
ค่าเลี้ยงชีพอีก 800 ปอนด์ต่อเดือน แต่ไม่เกิน 2 เดือน คือ 1,600 ปอนด์เท่านั้น<br />
มากกว่า 9 เดือน	ภายนอกลอนดอนและสถานที่อื่นในสหราชอาณาจักร	ค่าเล่าเรียนสำหรับปีแรก และ<br />
ค่าเลี้ยงชีพอีก 600 ปอนด์ต่อเดือน แต่ไม่เกิน 2 เดือน คือ 1,200 ปอนด์เท่านั้น</p>
<p>3E.48.5.5	เงินค่าเลี้ยงชีพ<br />
เงินค่าเลี้ยงชีพอาจเป็น<br />
•	เงินสดในธนาคารที่นักศึกษาสามารถเบิกออกมาใช้ได้ หรือ<br />
•	เงินทุนของรัฐบาล หรือองค์กรอื่นที่เป็นผู้ให้ทุน<br />
โฮมออฟฟิสจะไม่มีการรับ บัญชีประเภทอื่น หรือเอกสารการเงินอื่น ๆ เช่น หุ้น พันธบัตร (Bonds) กองทุนบำนาญ (pension funds) เป็นต้นไม่ว่าทรัพย์สินเหล่านั้นจะเบิกออกมาใช้ได้เมื่อไร</p>
<p>3E.48.5.6	หลักฐานแสดงเงินค่าเลี้ยงชีพ<br />
1.	บัญชีส่วนตัวในธนาคาร หรือใน Building society<br />
2.	สมุดฝากเงินของ Building society<br />
3.	หนังสือยืนยันจากธนาคาร<br />
4.	หนังสือจากองค์กรการเงินที่ได้รับการควมคุม (regulated financial institution) ยืนยันว่าจะให้เงินสด หรือเงินกู้แก่นักศึกษาทันทีที่ได้รับวีซ่า<br />
5.	หนังสือจากรัฐบาล หรือองค์กรอื่นที่เป็นเจ้าของทุน</p>
<p>3E.48.6	การขอต่อวีซ่าเมื่อนักศึกษาอยู่ในสหราชอาณาจักรแล้ว (How to apply if you are already in the UK)<br />
1.	ตรวจสอบว่านักศึกษาจะได้คะแนนเพียงพอสำหรับการขอต่อวีซ่านักศึกษาหรือไม่<br />
2.	กรอกใบสมัครขอต่อวีซ่าให้เรียบร้อย<br />
3.	ส่งใบสมัคร ฯ พร้อมค่าธรรมเนียม และหลักฐานรับรองไปที่ โฮมออฟฟิส</p>
<p>นักศึกษาจำเป็นจะต้องส่งหลักฐานรับรองทั้งหมดไปพร้อมกับใบสมัคร ฯ  เพราะจะไม่สามารถส่งหลักฐานอื่นเพิ่มเติมได้อีกหลังจากโฮมออฟฟิสพิจารณาใบสมัคร ฯ แล้ว นักศึกษาควรส่งหลักฐานการศึกษาที่เคยยื่นต่อผู้รับรอง รวมไปกับหลักฐานรับรองอื่น ๆ ด้วย</p>
<p>หากนักศึกษาผู้ใดต้องการขอต่อวีซ่าให้ผู้ติดตามในเวลาเดียวกัน ต้องส่งใบสมัครขอต่อวีซ่าของผู้ติดตามไปในซองเดียวกันกับใบสมัคร ฯ ของนักศึกษาด้วย</p>
<p>3E.48.7	การขอวีซ่าจากภายนอกสหราชอาณาจักร (How to apply if you are outside the UK)<br />
4.	ตรวจสอบว่านักศึกษาจะได้คะแนนเพียงพอสำหรับการขอวีซ่านักศึกษาหรือไม่<br />
5.	เข้าไปที่เว็บไซต์ www.visa4uk.fco.gov.uk/<br />
กรอกใบสมัครขอวีซ่าทางเว็บไซต์ (ออนไลน์)<br />
เดินทางไปที่ศูนย์รับคำขอวีซ่าในวันที่สะดวก หรือสามารถนัดหมายการเข้าพบเจ้าหน้าที่ทางเว็บไซต์ได้เพื่อยื่นใบสมัครขอวีซ่าและบันทึกข้อมูลไบโอเมตริก (Biometric)</p>
<p>นักศึกษาจำเป็นจะต้องส่งหลักฐานรับรองทั้งหมดไปพร้อมกับใบสมัครขอวีซ่า เพราะจะไม่สามารถส่งหลักฐานอื่นเพิ่มเติม หลังจากเจ้าหน้าที่พิจารณาใบสมัคร ฯ แล้ว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaiwomensorganisation.com/2009/09/11/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-4-%e0%b8%a0/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ท่านจะขอคำปรึกษาเรื่องกฎหมายเข้าเมืองได้ที่ไหน</title>
		<link>http://thaiwomensorganisation.com/2009/09/11/%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://thaiwomensorganisation.com/2009/09/11/%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 11 Sep 2009 09:34:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>shilton</dc:creator>
				<category><![CDATA[Legal]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaiwomensorganisation.com/?p=637</guid>
		<description><![CDATA[ท่านจะขอคำปรึกษาเรื่องกฎหมายเข้าเมืองได้ที่ไหน
หลายท่านมีปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายเข้าเมือง เพราะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเข้าใจยาก หรือบางท่านอาจเคยทำผิดกฎหมายมาก่อนและต้องการทราบว่าจะแก้ตัวได้อย่างไร ผู้เขียนขออนุญาตให้ข้อคิดเกี่ยวกับการปรึกษาทางด้านกฎหมายกับทุก ๆ ท่านว่า
1.	ท่านอาจปรึกษาเพื่อนหรือคนรู้จักได้ แต่ต้องตระหนักอยู่เสมอว่าเขาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นเขาอาจจะให้ข้อมูลท่านผิด ๆ เพราะกรณีของเขากับของท่านต้องมีข้อแตกต่างกันแน่นอน และความแตกต่างนี้อาจเป็นจุดสำคัญทำให้เรื่องของเพื่อนกับของท่านไม่ใช่กรณีเดียวกัน นอกจากนี้ผู้เขียนสังเกตว่าข้อแนะนำระหว่างเพื่อนคนไทยด้วยกัน ส่วนใหญ่มักจะเป็นประเภท “ได้ยินมาว่า” ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผิดพลาดเกือบทั้งสิ้น
2.	แม้ทนายบางคนก็อาจไม่มีความรู้ในเรื่องนี้อย่างจริงจัง หรือเขาอาจจะมีปัญหาในการสื่อสารกับท่าน ดังนั้นหากเขามาบอกว่าจะทำอย่างโน้นอย่างนี้ได้ แต่ต้องเก็บเงินเป็นจำนวนมากก่อนสำหรับค่าทำเรื่อง ท่านก็ควรสงสัยทันที อย่าเชื่อใครเพียงเพราะเขาพูดในสิ่งที่ท่านอยากจะได้ยิน ขอให้ท่านหัดเป็นคนขี้สงสัย และขี้ระแวงอยู่เสมอ ๆ จะได้ไม่ถูกหลอกง่าย ๆ
3.	หากท่านไม่แน่ใจในผู้ให้คำปรึกษาคนใดคนหนึ่ง ท่านอาจไปปรึกษาคนอื่นอีกก็ได้ (second opinion) แม้ท่านจะต้องเสียค่าปรึกษาสองครั้ง แต่ก็อาจจะคุ้มกว่าเพื่อความมั่นใจ แต่ทนายหลายคนมักจะให้คำปรึกษาครั้งแรกโดยไม่คิดเงิน
4.	ในกรณีที่ท่านพิจารณาแล้วว่าผู้ที่จะเป็นตัวแทนดำเนินเรื่องให้ท่านคนนี้เชื่อถือได้ ท่านก็ไม่ควรจ่ายเงินให้เขาทั้งหมดทีเดียว เพราะหากเรื่องไม่เป็นผลดังที่เขาสัญญาไว้ท่านอาจต้องเสียเงินฟรี และเสียเวลาอีกด้วย
5.	ท่านต้องเก็บสำเนาเอกสารหลักฐานทุกชิ้นไว้ให้ดี โดยเฉพาะหนังสือเดินทาง หากไม่จำเป็นก็ไม่ควรให้เอกสารตัวจริงแก่ใคร ให้เพียงสำเนาก็ได้ และท่านต้องคอยติดตามเรื่องของตัวเองเสมอ ๆ อย่างปล่อยให้เรื่องหรือเอกสารหายไปได้
6.	วิธีที่ท่านจะให้โอกาสตัวเองให้ประสบความสำเร็จในการสมัครวีซ่าได้มากที่สุดคือการหาข้อมูลด้วยตัวเองก่อนที่จะปรึกษาทนายหรือผู้อื่น เพราะการที่ท่านมีข้อมูลพร้อมทั้งปัญหาและข้อสงสัยอยู่บ้างแล้ว จะทำให้การปรึกษามีประสิทธิภาพดีขึ้น สำหรับท่านที่ภาษาอังกฤษยังไม่คล่อง ท่านสามารถอ่านคู่มือฉบับภาษาไทย และคำถามต่าง ๆ ที่อาจเกี่ยวกับตัวท่านจากเว็บไซต์ของชมรม ฯ ได้ที่ thaiwomensorganisation.com ส่วนท่านที่ภาษาอังกฤษดีแล้ว หาข้อมูลได้จากเว็บไซต์ของโฮมออฟฟิสได้โดยตรงที่  http://www.bia.homeoffice.gov.uk/
7.	 สำหรับท่านที่มีความจำเป็นต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายเข้าเมือง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ท่านจะขอคำปรึกษาเรื่องกฎหมายเข้าเมืองได้ที่ไหน</p>
<p>หลายท่านมีปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายเข้าเมือง เพราะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเข้าใจยาก หรือบางท่านอาจเคยทำผิดกฎหมายมาก่อนและต้องการทราบว่าจะแก้ตัวได้อย่างไร ผู้เขียนขออนุญาตให้ข้อคิดเกี่ยวกับการปรึกษาทางด้านกฎหมายกับทุก ๆ ท่านว่า<br />
1.	ท่านอาจปรึกษาเพื่อนหรือคนรู้จักได้ แต่ต้องตระหนักอยู่เสมอว่าเขาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นเขาอาจจะให้ข้อมูลท่านผิด ๆ เพราะกรณีของเขากับของท่านต้องมีข้อแตกต่างกันแน่นอน และความแตกต่างนี้อาจเป็นจุดสำคัญทำให้เรื่องของเพื่อนกับของท่านไม่ใช่กรณีเดียวกัน นอกจากนี้ผู้เขียนสังเกตว่าข้อแนะนำระหว่างเพื่อนคนไทยด้วยกัน ส่วนใหญ่มักจะเป็นประเภท “ได้ยินมาว่า” ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผิดพลาดเกือบทั้งสิ้น<br />
2.	แม้ทนายบางคนก็อาจไม่มีความรู้ในเรื่องนี้อย่างจริงจัง หรือเขาอาจจะมีปัญหาในการสื่อสารกับท่าน ดังนั้นหากเขามาบอกว่าจะทำอย่างโน้นอย่างนี้ได้ แต่ต้องเก็บเงินเป็นจำนวนมากก่อนสำหรับค่าทำเรื่อง ท่านก็ควรสงสัยทันที อย่าเชื่อใครเพียงเพราะเขาพูดในสิ่งที่ท่านอยากจะได้ยิน ขอให้ท่านหัดเป็นคนขี้สงสัย และขี้ระแวงอยู่เสมอ ๆ จะได้ไม่ถูกหลอกง่าย ๆ<br />
3.	หากท่านไม่แน่ใจในผู้ให้คำปรึกษาคนใดคนหนึ่ง ท่านอาจไปปรึกษาคนอื่นอีกก็ได้ (second opinion) แม้ท่านจะต้องเสียค่าปรึกษาสองครั้ง แต่ก็อาจจะคุ้มกว่าเพื่อความมั่นใจ แต่ทนายหลายคนมักจะให้คำปรึกษาครั้งแรกโดยไม่คิดเงิน<br />
4.	ในกรณีที่ท่านพิจารณาแล้วว่าผู้ที่จะเป็นตัวแทนดำเนินเรื่องให้ท่านคนนี้เชื่อถือได้ ท่านก็ไม่ควรจ่ายเงินให้เขาทั้งหมดทีเดียว เพราะหากเรื่องไม่เป็นผลดังที่เขาสัญญาไว้ท่านอาจต้องเสียเงินฟรี และเสียเวลาอีกด้วย<br />
5.	ท่านต้องเก็บสำเนาเอกสารหลักฐานทุกชิ้นไว้ให้ดี โดยเฉพาะหนังสือเดินทาง หากไม่จำเป็นก็ไม่ควรให้เอกสารตัวจริงแก่ใคร ให้เพียงสำเนาก็ได้ และท่านต้องคอยติดตามเรื่องของตัวเองเสมอ ๆ อย่างปล่อยให้เรื่องหรือเอกสารหายไปได้<br />
6.	วิธีที่ท่านจะให้โอกาสตัวเองให้ประสบความสำเร็จในการสมัครวีซ่าได้มากที่สุดคือการหาข้อมูลด้วยตัวเองก่อนที่จะปรึกษาทนายหรือผู้อื่น เพราะการที่ท่านมีข้อมูลพร้อมทั้งปัญหาและข้อสงสัยอยู่บ้างแล้ว จะทำให้การปรึกษามีประสิทธิภาพดีขึ้น สำหรับท่านที่ภาษาอังกฤษยังไม่คล่อง ท่านสามารถอ่านคู่มือฉบับภาษาไทย และคำถามต่าง ๆ ที่อาจเกี่ยวกับตัวท่านจากเว็บไซต์ของชมรม ฯ ได้ที่ thaiwomensorganisation.com ส่วนท่านที่ภาษาอังกฤษดีแล้ว หาข้อมูลได้จากเว็บไซต์ของโฮมออฟฟิสได้โดยตรงที่  http://www.bia.homeoffice.gov.uk/<br />
7.	 สำหรับท่านที่มีความจำเป็นต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายเข้าเมือง ผู้เขียนขอแนะนำองค์กรต่อไปนี้</p>
<p>1.	Immigration Advisory Service (IAS)<br />
Head Office<br />
County House<br />
190 Great Dover Street<br />
London<br />
SE1 4YB<br />
Tel:  0844 974 4000 (หมายเลขนี้จะส่งให้ท่านได้ไปพูดกับสาขาที่ใกล้ที่สุดของท่าน)<br />
E-mail: advice@iasuk.org<br />
http://www.iasuk.org/non-profit-fee-paying-service.aspx </p>
<p>องค์กรนี้ให้คำปรึกษาเรื่องกฎหมายเข้าเมืองทั่วไป และมีสาขาหลายแห่ง ท่านสามารถหาข้อมูลได้จากเว็บไซต์ขององค์กร หากท่านที่มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์ของรัฐเพื่อช่วยเหลือค่าทนาย (Legal aid) จะได้รับคำปรึกษาฟรี แต่หากท่านไม่มีสิทธิดังกล่าว ท่านก็อาจต้องจ่ายเงินค่าปรึกษา แต่องค์กรนี้เป็นองค์กรการกุศล ไม่ใช่หน่วยงานที่ค้ากำไร ดังนั้นค่าปรึกษาจะถูกกว่าของทนายความทั่วไป และที่สำคัญ เป็นองค์กรที่ท่านไว้ใจได้ว่าเป็นองค์กรที่มีความรู้ในเรื่องกฎหมายเข้าเมืองจริงและดีกว่าที่อื่นๆ แต่ปัญหาก็คือ มีคนใช้บริการมาก ดังนั้นท่านต้องพยายามติดต่อกับองค์กรนี้ให้ได้ ถึงแม้จะต้องโทรหลายๆ ครั้งก็ตาม ท่านควรติดต่อแต่เนิ่นๆ เพื่อนัดพบ และเมื่อไปพบเจ้าหน้าที่ ท่านต้องเตรียมเอกสารมาให้ครบถ้วน พร้อมทั้งนำเพื่อนที่จะช่วยแปลมาด้วย หากภาษาอังกฤษของท่านยังไม่คล่อง</p>
<p>2	UK Council for International Student Affairs (UKCISA)<br />
9-17 St Alban’s Place<br />
London N1 ONX<br />
แฟกซ์: 020 7288 4360<br />
เว็บไซต์:  www.ukcisa.org.uk</p>
<p>องค์กรนี้ช่วยเหลือนักเรียนต่างชาติและมีแผ่นพับที่น่าสนใจเกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ ของนักเรียนหลายอย่าง นักเรียนที่ต้องการคำปรึกษา ควรติดต่อกับสำนักงาน NUS ที่โรงเรียนก่อน หรือในกรณีจำเป็นจริง ๆ ท่านติดต่อหมายเลขโทรศัพท์สายกลางที่ 020 7107 9922 ได้ (สายเปิดวันจันทร์ ถึงวันศุกร์ เวลา 13.00 น ถึง 16.00 น)</p>
<p>3	ศูนย์กฎหมาย (Law Centres)</p>
<p>ในอังกฤษ และเวลส์<br />
Law Centres’ Federation<br />
Third Floor<br />
293-299 Kentish Town Road<br />
London, NW5 2TJ<br />
Tel: 020 7428 4400<br />
Fax: 020 7428 4401<br />
Email: info@lawcentres.org.uk<br />
Website:  www.lawcentres.org.uk<br />
ในสก๊อตแลนด์<br />
Secretary<br />
Scottish Association of Law Centres (SALC)<br />
c/o Govan Law Centre<br />
47 Burleigh Street<br />
Govan, Glasgow, G51 3LB<br />
Tel: 0141 440 2503<br />
Email: m@govanlc.com<br />
Website:  www.govanlc.com<br />
ในไอร์แลนด์เหนือ<br />
Law Centre (NI) Central Office<br />
124 Donegal Street<br />
Belfast, BT1 2GY<br />
Tel: 028 9024 4401<br />
Fax: 028 9023 6340<br />
Email: admin.belfast@lawcentreni.org.uk<br />
Website:  www.lawcentreni.org<br />
ใน (NI) Western Area Office<br />
9 Clarendon Street<br />
Derry, BT48 7EP<br />
Tel: 028 7126 2433<br />
Fax: 028 7126 2343<br />
Email: admin.derry@lawcentreniwest.org.uk<br />
ศูนย์กฎหมายมักจะมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายเข้าเมือง แต่ศูนย์กฎหมายอาจรับปรึกษาได้เฉพาะคนที่ทำงานหรืออาศัยอยู่ในเขตของเขาเท่านั้น ดังนั้นท่านต้องติดต่อกับศูนย์กฎหมายใกล้บ้านก่อนว่าเขาจะรับเรื่องของท่านได้หรือไม่ หากได้ เขาก็จะให้คำปรึกษาฟรี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaiwomensorganisation.com/2009/09/11/%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประกันความรับผิดชอบของนายจ้าง (ต่อลูกจ้าง) (Employers’ Liability Compulsory Insurance)</title>
		<link>http://thaiwomensorganisation.com/2009/09/11/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%8a%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://thaiwomensorganisation.com/2009/09/11/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%8a%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 11 Sep 2009 09:27:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>shilton</dc:creator>
				<category><![CDATA[Legal]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaiwomensorganisation.com/?p=633</guid>
		<description><![CDATA[ประกันความรับผิดชอบของนายจ้าง (ต่อลูกจ้าง) (Employers’ Liability Compulsory Insurance) 
คำแนะนำสำหรับนายจ้าง
ตามกฎหมายนายจ้างจำเป็นต้องมีประกันความรับผิดชอบให้กับลูกจ้างในกรณีเกิดการบาดเจ็บ หรือเจ็บป่วย เพราะทำงานให้นายจ้าง 
ประกันความรับผิดชอบของนายจ้าง (Employers’ Liability Compulsory Insurance) คืออะไร
นายจ้างจะต้องรับผิดชอบต่อภัยอันตรายที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของลูกจ้างและความปลอดภัยในที่ทำงาน ระหว่างที่ลูกจ้างทำงานให้นายจ้าง ลูกจ้างอาจจะได้รับบาดเจ็บในที่ทำงาน หรือเกิดอาการเจ็บป่วยเพราะงานที่ทำให้นายจ้าง และถึงแม้ลูกจ้างจะได้ออกจากงานนั้นไปแล้ว ลูกจ้างก็อาจจะร้องเรียนให้นายจ้างจ่ายเงินชดเชยให้ได้ หากนายจ้างมีส่วนรับผิดชอบ ประกันความรับผิดชอบของนายจ้างนี้ก็หมายความว่า นายจ้างจะต้องมีกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งจะจ่ายเงินค่าชดเชยเหล่านี้ให้แก่ลูกจ้าง ในขั้นต่ำสุดที่กฎหมายกำหนดไว้ 
ประกันความรับผิดชอบนี้จะทำให้นายจ้างสามารถจ่ายเงินค่าชดเชยให้ลูกจ้างได้ ไม่ว่าอาการบาดเจ็บ หรือเจ็บป่วยจะเกิดขึ้นใน หรือนอกสถานที่ทำงาน แต่อย่างไรก็ตามหากลูกจ้างประสบอุบัติเหตุเกี่ยวกับรถยนต์ในระหว่างที่ทำงานให้นายจ้าง ประกันภัยของรถยนต์อาจจะครอบคลุมในกรณีนั้น
ประกันความรับผิดชอบต่อสาธารณชน (Public Liability Insurance) ต่างจากประกันความรับผิดชอบของนายจ้าง ตรงที่ประกัน ฯ ต่อสาธารณชนจะคุ้มครองในกรณีที่บุคคลภายนอก หรือ กิจการอื่น ๆ ฟ้องร้องนายจ้าง แต่ไม่คุ้มครองในกรณีลูกจ้างเป็นผู้ฟ้อง กฎหมายไม่ได้บังคับให้นายจ้างมีประกัน ฯ ต่อสาธารณชน แต่นายจ้างจำเป็นต้องมีประกัน ฯ ต่อลูกจ้าง นายจ้างผู้ใดไม่มีประกันภัย ฯ ต่อลูกจ้าง ซึ่งยังไม่หมดอายุ และมีผลบังคับตามกฎหมาย นายจ้างผู้นั้นก็อาจโดนปรับได้
ซื้อประกันภัยได้จากบริษัทไหน
ท่านจะต้องซื้อกรมธรรม์ประกัน ฯ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ประกันความรับผิดชอบของนายจ้าง (ต่อลูกจ้าง) (Employers’ Liability Compulsory Insurance) </p>
<p>คำแนะนำสำหรับนายจ้าง<br />
ตามกฎหมายนายจ้างจำเป็นต้องมีประกันความรับผิดชอบให้กับลูกจ้างในกรณีเกิดการบาดเจ็บ หรือเจ็บป่วย เพราะทำงานให้นายจ้าง </p>
<p>ประกันความรับผิดชอบของนายจ้าง (Employers’ Liability Compulsory Insurance) คืออะไร<br />
นายจ้างจะต้องรับผิดชอบต่อภัยอันตรายที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของลูกจ้างและความปลอดภัยในที่ทำงาน ระหว่างที่ลูกจ้างทำงานให้นายจ้าง ลูกจ้างอาจจะได้รับบาดเจ็บในที่ทำงาน หรือเกิดอาการเจ็บป่วยเพราะงานที่ทำให้นายจ้าง และถึงแม้ลูกจ้างจะได้ออกจากงานนั้นไปแล้ว ลูกจ้างก็อาจจะร้องเรียนให้นายจ้างจ่ายเงินชดเชยให้ได้ หากนายจ้างมีส่วนรับผิดชอบ ประกันความรับผิดชอบของนายจ้างนี้ก็หมายความว่า นายจ้างจะต้องมีกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งจะจ่ายเงินค่าชดเชยเหล่านี้ให้แก่ลูกจ้าง ในขั้นต่ำสุดที่กฎหมายกำหนดไว้ </p>
<p>ประกันความรับผิดชอบนี้จะทำให้นายจ้างสามารถจ่ายเงินค่าชดเชยให้ลูกจ้างได้ ไม่ว่าอาการบาดเจ็บ หรือเจ็บป่วยจะเกิดขึ้นใน หรือนอกสถานที่ทำงาน แต่อย่างไรก็ตามหากลูกจ้างประสบอุบัติเหตุเกี่ยวกับรถยนต์ในระหว่างที่ทำงานให้นายจ้าง ประกันภัยของรถยนต์อาจจะครอบคลุมในกรณีนั้น</p>
<p>ประกันความรับผิดชอบต่อสาธารณชน (Public Liability Insurance) ต่างจากประกันความรับผิดชอบของนายจ้าง ตรงที่ประกัน ฯ ต่อสาธารณชนจะคุ้มครองในกรณีที่บุคคลภายนอก หรือ กิจการอื่น ๆ ฟ้องร้องนายจ้าง แต่ไม่คุ้มครองในกรณีลูกจ้างเป็นผู้ฟ้อง กฎหมายไม่ได้บังคับให้นายจ้างมีประกัน ฯ ต่อสาธารณชน แต่นายจ้างจำเป็นต้องมีประกัน ฯ ต่อลูกจ้าง นายจ้างผู้ใดไม่มีประกันภัย ฯ ต่อลูกจ้าง ซึ่งยังไม่หมดอายุ และมีผลบังคับตามกฎหมาย นายจ้างผู้นั้นก็อาจโดนปรับได้</p>
<p>ซื้อประกันภัยได้จากบริษัทไหน<br />
ท่านจะต้องซื้อกรมธรรม์ประกัน ฯ ต่อลูกจ้าง จากบริษัทประกันที่ได้รับอนุญาตแล้วเท่านั้น ไม่เช่นนั้นจะถือว่าเป็นการผิดกฎหมาย ท่านต้องสอบถามกับบริษัทประกันของท่านว่าเขาได้รับอนุญาตหรือไม่ ก่อนที่จะซื้อประกันชนิดนี้ บริษัทประกันที่ได้รับอนุญาตคือผู้ที่ประกอบการภายใต้การควบคุมของ Financial Services Authority: FSA ผู้ซึ่งมีบัญชีรายชื่อบริษัทประกันที่ได้รับอนุญาตแล้ว ท่านอาจตรวจสอบได้ว่าบริษัทประกันของท่านได้รับอนุญาตหรือไม่ที่ www.fsa.gov.uk  หรือโทรศัพท์ไปที่ FSA หมายเลข 0845 606 1234</p>
<p>กรมธรรม์ประกัน ฯ จะมีข้อแม้ได้หรือไม่<br />
หากท่านซื้อกรมธรรม์ ฯ ท่านจำเป็นต้องตกลงกับบริษัทประกันว่าเขาจะจ่ายเงินค่าชดเชยให้ลูกจ้างในกรณีใดบ้าง เช่นกรมธรรม์ ฯ จะครอบคลุมถึงการงานประเภทใดในกิจการของท่านบ้าง แต่ท่านไม่มีสิทธิที่จะตกลงกับบริษัทประกัน และเขาก็ไม่มีสิทธิบังคับให้ท่านรับเงื่อนไขที่อาจลดเงินค่าชดเชยที่จ่ายให้ลูกจ้างได้ และท่านจำเป็นต้องตรวจสอบว่ากรมธรรม์ประกัน ฯ ของท่านไม่มีเงื่อนไขดังต่อไปนี้</p>
<p>บริษัทประกันไม่อาจปฏิเสธการจ่ายเงินค่าชดเชยเพียงเพราะเหตุผลดังต่อไปนี้</p>
<p>•	ท่านไม่ได้จัดหาอุปกรณ์ที่สมควรเพื่อป้องกันการบาดเจ็บหรือการเจ็บป่วยให้แก่ลูกจ้าง<br />
•	ท่านไม่ได้เก็บรักษาประวัติข้อมูลของลูกจ้าง และไม่สามารถให้ข้อมูลเหล่านี้แก่บริษัทประกัน ฯ ได้<br />
•	ท่าน (หรือลูกจ้างอื่น ๆ ของท่าน) ได้ประพฤติปฏิบัติบางสิ่งบางอย่างที่บริษัทประกันได้ห้ามท่านไว้แล้ว เช่น ห้ามไม่ให้ท่านเอ่ยวาจารับผิดชอบแก่ผู้ใด<br />
•	ท่านไม่ได้กระทำบางสิ่งบางอย่างที่บริษัทประกัน ได้แจ้งให้ท่านทำ เช่น ทำการแจ้งต่อหน่วยงานต่าง ๆ เมื่อมีอาการบาดเจ็บเกิดขึ้น<br />
•	ท่านไม่ได้กระทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ในเรื่องการป้องกันภัยอันตรายอันอาจเกิดขึ้นต่อลูกจ้าง</p>
<p>แม้ท่านจะยังได้รับความคุ้มครองจากการประกันภัย ในกรณีที่ไม่ได้ทำหน้าที่ของตนเองในการปกป้องภัยอันตรายต่อสุขภาพของลูกจ้างตามที่กฎหมายระบุไว้ เช่น ท่านมีหน้าที่</p>
<p>•	ประเมินความเสี่ยงต่อภัยอันตรายอย่างพอเพียงและเหมาะสม<br />
•	ดำเนินการทุกอย่างที่เหมาะสมเพื่อป้องกันอันตรายต่อลูกจ้าง และ<br />
•	รายงานเรื่องราวเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น</p>
<p>แต่ในกรณีที่บริษัทประกัน คิดว่าท่านไม่ได้ทำหน้าที่ตามกฎหมายในการป้องกันอันตรายต่อสุขภาพของลูกจ้าง และการละเมิดหน้าที่ของท่านทำให้บริษัทประกันต้องจ่ายเงินค่าชดเชยแก่ลูกจ้างแล้ว กรมธรรม์ประกันภัยก็จะอนุญาตให้บริษัทประกันฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากท่านได้</p>
<p>บริษัทประกัน ฯ จะบังคับให้ท่านจ่ายเงินส่วนหนึ่งของค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างได้หรือไม่<br />
บริษัทประกัน ฯ ต้องจ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามที่บริษัท ฯ ได้ตกลงกับลูกจ้าง หรือตามคำสั่งของศาล บริษัทประกัน ฯ ไม่มีสิทธิสร้างเงื่อนไขให้ท่านในฐานะนายจ้าง หรือให้ตัวลูกจ้างเองจ่าย เงินค่าชดเชยส่วนหนึ่ง แต่ท่านมีสิทธิที่จะตกลงกับบริษัทประกัน ฯ ว่าท่านจะจ่ายเงินส่วนหนึ่งที่บริษัทต้องจ่ายให้ลูกจ้างคืนให้บริษัท ฯ ซึ่งก็จะทำให้ค่าธรรมเนียมสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยลด</p>
<p>ท่านจะต้องมีประกันภัยเป็นวงเงินเท่าไร<br />
กฎหมายบังคับให้นายจ้างมีประกันเป็นวงเงินอย่างน้อย 5 ล้านปอนด์ แต่ท่านควรจะพิจารณาให้ดีถึงความเสี่ยงต่าง ๆ ว่าท่านควรมีประกันมากกว่านั้นหรือไม่ เพราะ วงเงิน 5 ล้านปอนด์นี้ต้องรวมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการฟ้องศาลด้วย และ 5 ล้านปอนด์อาจไม่เพียงพอในกรณีที่มีการเสียหายมาก ตามปกติบริษัทประกันจะขายประกันเป็นวงเงินอย่างน้อย 10 ล้านปอนด์</p>
<p>ท่านจำเป็นต้องบอกลูกจ้างหรือไม่ว่าท่านมีประกันภัย ฯ<br />
เมื่อเวลาที่ท่านซื้อหรือ ต่อกรมธรรม์ประกันภัย บริษัทประกันจะให้ใบสำคัญการประกันภัย (Certificate of insurance) มาให้ ซึ่งจะแสดงวงเงินประกัน และชื่อของผู้ประกัน ท่านต้องติดประกาศใบสำคัญนี้ในสถานที่ที่ลูกจ้างสามารถเห็นได้ชัดเจน </p>
<p>ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2008 เป็นต้นมา กฎหมายอนุญาตให้ท่านแสดงใบสำคัญการประกันนี้ทางคอมพิวเตอร์ได้ แต่นายจ้างผู้เลือกที่จะแสดงใบสำคัญโดยวิธีนี้ จะต้องมั่นใจว่าลูกจ้างทุกคนมีคอมพิวเตอร์ในที่ทำงาน และทุกคนรู้วิธีที่จะหาและเปิดดูเอกสารนี้ได้</p>
<p>กฎหมายนี้มีผลบังคับกับนายจ้างผู้ใดบ้าง<br />
นายจ้างที่ไม่ต้องมีประกันภัยนี้คือ</p>
<p>•	หน่วยงานราชการ<br />
•	กิจการในครอบครัว คือกิจการที่ลูกจ้างทุกคนเป็นสมาชิกใกล้ชิดภายในครอบครัวของนายจ้าง คือ คู่สมรสต่างเพศหรือเพศเดียวกัน บิดามารดา บิดามารดาเลี้ยง ปู่ย่าตายาย บุตรธิดา บุตรธิดาเลี้ยง หลาน พี่น้องพ่อแม่เดียวกันหรือต่างบิดาหรือต่างมารดา แต่หากกิจการในครอบครัวนี้จดทะเบียนในรูปแบบบริษัทจำกัด (limited companies) บริษัทนี้จำเป็นต้องมีประกันภัยความรับผิดชอบของนายจ้างนี้<br />
•	บริษัทที่มีลูกจ้างเพียงคนเดียว และลูกจ้างผู้นี้มีหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไป ในบริษัท</p>
<p>ท่านต้องมีประกันภัยสำหรับพนักงานทุกคนหรือไม่<br />
ท่านจำเป็นต้องมีประกันภัยสำหรับพนักงานที่เป็นลูกจ้าง หรือเป็นผู้กำลังฝึกงาน (Apprentice) แต่ไม่ต้องมีประกันสำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ (self-employed) การที่พนักงานผู้หนึ่งจะเป็นลูกจ้างหรือเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ ไม่สำคัญว่าท่านจะเรียกเขาว่าลูกจ้างหรือเขาทำงานให้ตนเอง หรือ มีสถานะทางภาษีอย่างไร แต่ขึ้นอยู่กับลักษณะที่แท้จริงของความสัมพันธ์ และการควบคุมการทำงาน ของนายจ้างต่อพนักงานผู้นี้ หากท่านไม่แน่ใจว่าพนักงานผู้ใดเป็นลูกจ้างหรือเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ ข้อมูลข้างล่างนี้อาจช่วยให้ท่านตัดสินใจได้</p>
<p>ท่านจำเป็นต้องมีประกันภัยให้กับพนักงานผู้ที่มีลักษณะต่อไปนี้<br />
•	ท่านหักเงินค่าประกันสังคม และภาษีเงินได้จากเงินค่าจ้างของพนักงานผู้นี้<br />
•	ท่านมีสิทธิควบคุมว่าพนักงานผู้นี้จะทำงานที่ไหน เมื่อไร และอย่างไร<br />
•	ท่านเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์และเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำงานให้แก่พนักงาน<br />
•	ท่านมีสิทธิในกำไรที่พนักงานผู้นี้นำมา แต่ท่านก็อาจตกลงแบ่งบันกำไรบางส่วนให้กับพนักงานในรูปแบบค่านายหน้า โบนัส หรือหุ้นในบริษัทนายจ้าง<br />
•	ท่านต้องการให้พนักงานผู้นี้ทำงานให้ท่าน และเขาไม่มีสิทธิจ้างคนอื่นมาทำงานแทน หากเขาทำงานให้ท่านไม่ได้<br />
•	ท่านปฏิบัติต่อพนักงานผู้นี้เหมือนกับลูกจ้างอื่น ๆ เช่น เขาทำงานอย่างเดียวกัน และภายใต้เงื่อนไขเดียวกันกับลูกจ้างอื่น ๆ ของท่าน</p>
<p>ท่านไม่จำเป็นต้องมีประกันภัยให้กับพนักงานผู้ที่มีลักษณะต่อไปนี้<br />
•	พนักงานผู้นี้ไม่ได้ทำงานให้ท่านแต่ผู้เดียว เขาทำงานในลักษณะผู้รับเหมาอิสระ (independent contractor)<br />
•	พนักงานผู้นี้จัดหาอุปกรณ์และเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำงานของเขาเองเป็นส่วนใหญ่<br />
•	พนักงานผู้นี้ทำกิจการงานโดยหวังผลกำไรของตัวเอง<br />
•	เขามีสิทธิจ้างผู้อื่นให้มาทำงานแทน หากเขาไม่สามารถมาทำงานให้ท่านได้<br />
•	ท่านไม่ได้หักเงินค่าประกันสังคม และภาษีเงินได้จากเงินค่าจ้างของพนักงานผู้นี้ แต่อย่างไรก็ตามแม้พนักงานผู้หนึ่งจะเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระทางด้านภาษี เขาอาจจะถูกนับเป็นลูกจ้างในด้านอื่น และท่านจำเป็นจะต้องมีประกันภัยเพื่อคุ้มครองเขาด้วย</p>
<p>ในบางกรณี ท่านไม่จำเป็นต้องมีประกันเพิ่มเติมให้แก่<br />
•	อาสาสมัคร<br />
•	นักศึกษาที่มาทำงานให้ท่านโดยไม่ได้ค่าจ้าง<br />
•	ผู้อื่นที่ท่านไม่ได้รับเป็นลูกจ้าง แต่มาทำการฝึกงานกับท่าน หรือ<br />
•	นักเรียนหรือนักศึกษาที่มาดูงาน (work experience)</p>
<p>โดยปกติ บริษัทประกันจะคุ้มครองบุคคลเหล่านี้รวมอยู่ในกรมธรรม์ประกันภัยของท่าน ดังนั้นท่านไม่ต้องแจ้งให้บริษัท ฯ ทราบหากท่านมีบุคคลเหล่านี้มาทำงานให้ แต่ท่านควรแจ้งบริษัทประกัน หากเขาจะต้องมาทำงานเป็นระยะเวลานาน หรือทำงานประเภทที่ไม่ใช่งานปกติสำหรับกิจการของท่าน และท่านควรคำนึงถึงความเสี่ยงต่าง ๆ ที่บุคคลเหล่านี้ อาจประสบในระหว่างทำงานให้ท่าน และท่านต้องประเมินความเสี่ยงพิเศษ หากมีผู้เยาว์มาทำงานให้ท่านและจัดการกับความเสี่ยงเหล่านั้น</p>
<p>แต่หากประกันความรับผิดชอบของนายจ้างที่ท่านมีไม่ครอบคลุมถึงบุคคลเหล่านี้ ท่านต้องปรึกษาบริษัทประกัน ฯ ก่อนที่ท่านจะรับบุคคลเหล่านี้เข้าทำงาน</p>
<p>สำหรับลูกจ้างที่ทำงานบ้านของท่าน โดยทั่วไปแล้วท่านไม่จำเป็นต้องมีประกัน ฯ คุ้มครองให้บุคคลเหล่านี้ โดยเฉพาะบุคคลจำพวก คนทำสวน พนักงานทำความสะอาด หากเขาทำงานให้นายจ้างหลาย ๆ คน แม้ผู้ดูแลเด็กเป็นครั้งคราวก็ไม่จำเป็นต้องมีประกันให้ แต่หากบุคคลเหล่านี้ทำงานให้ท่านแต่ผู้เดียว ท่านอาจจะต้องมีประกันคุ้มครองให้เขาด้วย</p>
<p>ท่านจำเป็นต้องเก็บรักษากรมธรรม์เก่าที่หมดอายุแล้วหรือไม่<br />
ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2008 กฎหมายไม่บังคับให้ท่านเก็บรักษากรมธรรม์เก่า ๆ ที่หมดอายุอีกต่อไป แต่นายจ้างก็สมควรที่จะต้องเก็บประวัติการประกันภัยของตนไว้ให้ครบชุด เพราะโรคเจ็บป่วยบางอย่างใช้เวลานานหลังจากที่บุคคลได้ประสบกับเหตุที่ทำให้ก่อโรค ก่อนที่อาการของโรคจะปรากฎ ดังนั้นลูกจ้างที่ออกไปนานแล้วอาจจะย้อนกลับมาฟ้องร้องสำหรับช่วงระยะเวลาที่เขาได้ทำงานให้ท่านและประสบกับเหตุของโรคนั้นในที่ทำงานของท่านก็ได้</p>
<p>นายจ้างที่ไม่ได้เก็บรักษาประวัติการประกันภัยเก่า ๆ ของตน อาจเสี่ยงต่อการที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างจากทรัพย์สินของตนเอง</p>
<p>อะไรจะเกิดขึ้นหากนายจ้างไม่มีประกันความรับผิดชอบของนายจ้าง<br />
คณะกรรมการจัดการสุขภาพและความปลอดภัย (Health and Safety Executive) มีหน้าที่ดูแลการบังคับกฎหมายในเรื่องนี้ และผู้ตรวจการของคณะกรรมการ ฯ ก็อาจตรวจสอบได้ว่าท่านมีประกันความรับผิดชอบของนายจ้างกับบริษัทประกันที่ได้รับอนุญาตแล้วในวงเงินไม่น้อยกว่า 5 ล้านปอนด์หรือไม่ ผู้ตรวจการอาจขอดูใบกรมธรรม์และเอกสารการประกันภัยอื่น ๆ ของท่านได้</p>
<p>หากท่านไม่มีประกันภัยชนิดนี้ ท่านอาจถูกปรับไม่เกิน 2,500 ปอนด์ต่อวัน และหากท่านไม่ได้ติดประกาศใบสำคัญการประกันนี้ไว้ หรือไม่ยอมแสดงใบสำคัญนี้ให้ผู้ตรวจการเมื่อมีการร้องขอ ท่านอาจถูกปรับไม่เกิน 1,000 ปอนด์</p>
<p>ท่านจะหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ไหน<br />
หากท่านต้องการคำปรึกษาทางกฎหมาย ในกรณีที่ท่านไม่แน่ใจว่าพนักงานของท่านเป็นลูกจ้างที่ท่านจำเป็นต้องมีประกันไว้คุ้มครองหรือไม่ ท่านอาจปรึกษาทนายความ หรือขอคำแนะนำได้จาก ศูนย์กฎหมาย (Law Centre) หรือ ศูนย์ปรึกษากฎหมายของประชาชน (Citizen Advice Bureau) </p>
<p>หากท่านต้องการข้อมูลอื่น ๆ ท่านติดต่อได้ที่</p>
<p>สำนักงานของคณะกรรมการจัดการสุขภาพและความปลอดภัย (Health and Safety Executive) ใกล้บ้าน โดยสามารถหาที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ได้จากสมุดโทรศัพท์ ภายใต้ชื่อ Health and Safety Executive</p>
<p>สายด่วนของคณะกรรมการ ฯ  (HSE’s Infoline) คือ 0845 345 0055<br />
แฟกซ์ 0845 408 9566<br />
อีเมล์ hse.infoline@natbrit.com<br />
เว็บไซต์ www.hse.gov.uk</p>
<p>หรือเขียนจดหมายไปที่</p>
<p>HSE Information Services,<br />
Caerphilly Business Park<br />
Caerphilly CF83 3GG</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaiwomensorganisation.com/2009/09/11/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%8a%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หางานอย่างไร?  โดย คุณอดิศักดิ์ เพ็ชรสงค์</title>
		<link>http://thaiwomensorganisation.com/2009/09/11/%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%a2-%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b4/</link>
		<comments>http://thaiwomensorganisation.com/2009/09/11/%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%a2-%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b4/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 11 Sep 2009 09:23:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>shilton</dc:creator>
				<category><![CDATA[Legal]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaiwomensorganisation.com/?p=631</guid>
		<description><![CDATA[หางานอย่างไร?  โดย คุณอดิศักดิ์ เพ็ชรสงค์
หางานอย่างไร??
มีเพื่อนคนไทยหลายท่านที่อยู่ในสหราชอาณาจักรโดยไม่ได้เดินทางเข้ามาเพื่อทำงานโดยตรง แต่เดินทางเข้ามาด้วยสาเหตุอื่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเหตุผลทางครอบครัว เช่นแต่งงานกับชาวอังกฤษแล้วเดินทางมาอยู่กับคู่สมรส หรือติดตามคู่สมรสที่มาทำงานที่นี่ หากเดินทางเข้ามาเพื่อทำงานโดยตรง เช่นได้วีซ่าทำงานเข้ามา แน่นอนว่าเรื่องการหางานอาจจะไม่ใช่ปัญหาเลย เพราะท่านทราบแน่นอนว่าจะทำอะไร และที่ไหน แต่สำหรับผู้ที่เดินทางเข้ามาด้วยสาเหตุอื่นดังกล่าว การหางานอาจจะเป็นเรื่องที่ชวนปวดหัวอีกเรื่องหนึ่ง ด้วยสังคมใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่ และระบบใหม่ๆ ที่ยังไม่คุ้นเคยยิ่งทำให้การหางานในสหราชอาณาจักรดูเป็นเรื่องยากกว่าการหางานทำในเมืองไทยหลายเท่านัก เนื้อหาในส่วนนี้มีจุดประสงค์ที่จะให้ความรู้เบื้องต้นเพื่อเป็นแนวทางสำหรับการหางานในสหราชอาณาจักร ถึงแม้จะไม่ใช่สูตรสำเร็จในการหางาน แต่เชื่อว่าจะสามารถเป็นจุดเริ่มต้นให้แก่ท่านได้  ก่อนอื่นผู้เขียนขออนุญาตเริ่มต้นกล่าวถึงความสำคัญของภาษาอังกฤษ แล้วจึงตามด้วยข้อคิดก่อนที่จะลงมือหางานทำ หลังจากนั้นจะกล่าวถึงแหล่งงานต่างๆ ก่อนที่จะปิดท้ายด้วยความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการเขียนประวัติย่อ (CV)
ภาษาอังกฤษสำคัญที่สุด
ประการแรกที่ผู้เขียนอยากให้เป็นจุดเริ่มต้นของการหางานและใช้ชีวิตในต่างแดนก็คือ การพัฒนาตนเองด้านภาษาอังกฤษ ทันทีที่ท่านเดินทางเข้ามาในประเทศนี้ท่านอาจอยากจะเริ่มต้นหางานทำเพื่อให้ได้เงินมาจุนเจือครอบครัวหรือส่งไปช่วยเหลือครอบครัวที่เมืองไทยอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่เมื่อท่านตัดสินใจมาใช้ชีวิตอยู่ในที่นี่ในระยะยาว ภาษาอังกฤษย่อมเป็นเหมือนไฟส่องทางให้ท่านเดินก้าวไปในอนาคตได้อย่างมั่นคงและมั่นใจในทุกๆ ด้านรวมทั้งเรื่องงานด้วย  และการหาความรู้ภาษาอังกฤษย่อมเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ก่อนอื่นควรสำรวจความรู้ภาษาอังกฤษของตัวท่านเองว่าอยู่ในระดับใด แล้วเลือกลงเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษที่เหมาะสม  ท่านอาจจะติดต่อกับโรงเรียนใกล้บ้านเพื่อสมัครเรียน ซึ่งส่วนใหญ่ทางโรงเรียนจะให้ทำการทดสอบวัดความรู้ก่อน เพื่อจะได้แนะนำหลักสูตรให้เหมาะกับความรู้เดิม ผู้เขียนขอย้ำอีกครั้งว่า “ภาษาอังกฤษสำคัญที่สุด” สำหรับคุณแม่บ้านที่แต่งงานกับชาวอังกฤษแล้วย้ายมาอยู่ในสหราชอาณาจักรตามคู่สมรส ขอให้ใช้ช่วงเวลาที่เพิ่งย้ายมาใหม่ๆ เรียนรู้ภาษาอังกฤษให้เต็มที่ ผู้เขียนเห็นว่าช่วงนี้เป็นช่วงเวลาทองของการเรียนภาษาอังกฤษเพราะคู่สมรสของท่านคงยังไม่คาดหวังให้ท่านออกไปหางานทำเต็มเวลา หรือส่วนใหญ่อาจจะไม่คาดหวังให้ท่านออกไปหางานทำเลยซะด้วยซ้ำ แถมอาจจะยังไม่มีภาระอื่นๆ เช่นมีลูก เป็นต้น การที่ท่านตั้งใจศึกษาหาความรู้ภาษาอังกฤษ นอกจากจะเป็นการเพิ่มพูนทักษะให้กับตัวเองแล้ว ยังเป็นการแสดงให้คู่สมรสเห็นด้วยว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หางานอย่างไร?  โดย คุณอดิศักดิ์ เพ็ชรสงค์</p>
<p>หางานอย่างไร??<br />
มีเพื่อนคนไทยหลายท่านที่อยู่ในสหราชอาณาจักรโดยไม่ได้เดินทางเข้ามาเพื่อทำงานโดยตรง แต่เดินทางเข้ามาด้วยสาเหตุอื่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเหตุผลทางครอบครัว เช่นแต่งงานกับชาวอังกฤษแล้วเดินทางมาอยู่กับคู่สมรส หรือติดตามคู่สมรสที่มาทำงานที่นี่ หากเดินทางเข้ามาเพื่อทำงานโดยตรง เช่นได้วีซ่าทำงานเข้ามา แน่นอนว่าเรื่องการหางานอาจจะไม่ใช่ปัญหาเลย เพราะท่านทราบแน่นอนว่าจะทำอะไร และที่ไหน แต่สำหรับผู้ที่เดินทางเข้ามาด้วยสาเหตุอื่นดังกล่าว การหางานอาจจะเป็นเรื่องที่ชวนปวดหัวอีกเรื่องหนึ่ง ด้วยสังคมใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่ และระบบใหม่ๆ ที่ยังไม่คุ้นเคยยิ่งทำให้การหางานในสหราชอาณาจักรดูเป็นเรื่องยากกว่าการหางานทำในเมืองไทยหลายเท่านัก เนื้อหาในส่วนนี้มีจุดประสงค์ที่จะให้ความรู้เบื้องต้นเพื่อเป็นแนวทางสำหรับการหางานในสหราชอาณาจักร ถึงแม้จะไม่ใช่สูตรสำเร็จในการหางาน แต่เชื่อว่าจะสามารถเป็นจุดเริ่มต้นให้แก่ท่านได้  ก่อนอื่นผู้เขียนขออนุญาตเริ่มต้นกล่าวถึงความสำคัญของภาษาอังกฤษ แล้วจึงตามด้วยข้อคิดก่อนที่จะลงมือหางานทำ หลังจากนั้นจะกล่าวถึงแหล่งงานต่างๆ ก่อนที่จะปิดท้ายด้วยความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการเขียนประวัติย่อ (CV)</p>
<p>ภาษาอังกฤษสำคัญที่สุด<br />
ประการแรกที่ผู้เขียนอยากให้เป็นจุดเริ่มต้นของการหางานและใช้ชีวิตในต่างแดนก็คือ การพัฒนาตนเองด้านภาษาอังกฤษ ทันทีที่ท่านเดินทางเข้ามาในประเทศนี้ท่านอาจอยากจะเริ่มต้นหางานทำเพื่อให้ได้เงินมาจุนเจือครอบครัวหรือส่งไปช่วยเหลือครอบครัวที่เมืองไทยอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่เมื่อท่านตัดสินใจมาใช้ชีวิตอยู่ในที่นี่ในระยะยาว ภาษาอังกฤษย่อมเป็นเหมือนไฟส่องทางให้ท่านเดินก้าวไปในอนาคตได้อย่างมั่นคงและมั่นใจในทุกๆ ด้านรวมทั้งเรื่องงานด้วย  และการหาความรู้ภาษาอังกฤษย่อมเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ก่อนอื่นควรสำรวจความรู้ภาษาอังกฤษของตัวท่านเองว่าอยู่ในระดับใด แล้วเลือกลงเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษที่เหมาะสม  ท่านอาจจะติดต่อกับโรงเรียนใกล้บ้านเพื่อสมัครเรียน ซึ่งส่วนใหญ่ทางโรงเรียนจะให้ทำการทดสอบวัดความรู้ก่อน เพื่อจะได้แนะนำหลักสูตรให้เหมาะกับความรู้เดิม ผู้เขียนขอย้ำอีกครั้งว่า “ภาษาอังกฤษสำคัญที่สุด” สำหรับคุณแม่บ้านที่แต่งงานกับชาวอังกฤษแล้วย้ายมาอยู่ในสหราชอาณาจักรตามคู่สมรส ขอให้ใช้ช่วงเวลาที่เพิ่งย้ายมาใหม่ๆ เรียนรู้ภาษาอังกฤษให้เต็มที่ ผู้เขียนเห็นว่าช่วงนี้เป็นช่วงเวลาทองของการเรียนภาษาอังกฤษเพราะคู่สมรสของท่านคงยังไม่คาดหวังให้ท่านออกไปหางานทำเต็มเวลา หรือส่วนใหญ่อาจจะไม่คาดหวังให้ท่านออกไปหางานทำเลยซะด้วยซ้ำ แถมอาจจะยังไม่มีภาระอื่นๆ เช่นมีลูก เป็นต้น การที่ท่านตั้งใจศึกษาหาความรู้ภาษาอังกฤษ นอกจากจะเป็นการเพิ่มพูนทักษะให้กับตัวเองแล้ว ยังเป็นการแสดงให้คู่สมรสเห็นด้วยว่า ท่านมีความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเองให้ใช้ชีวิตอยู่ในสหราชอาณาจักรกับเขาและครอบครัวได้อย่างมีความสุข</p>
<p>การเรียนภาษาอังกฤษ ไม่จำเป็นต้องลงเรียนหลักสูตรที่ใช้เวลาเรียนเต็มเวลา หากมีภาระความรับผิดชอบหลายอย่างท่านอาจจะลงเรียนหลักสูตรซึ่งใช้เวลาเรียนซึ่งเหมาะสมกับชีวิตประจำวันได้ เช่นเรียนเฉพาะตอนเย็น หรือเรียนสัปดาห์ละหนึ่งหรือสองวัน เป็นต้น ข้อสำคัญคือไม่ควรอ้างว่า “ไม่มีเวลา” เพราะการเรียนเพียงสัปดาห์ละชั่วโมงหรือสองชั่วโมง คงไม่เป็นการยากเกินไป และก็เป็นการลงทุนที่จะให้ผลคุ้มค่าในอนาคตแน่นอน</p>
<p>คิด&#8230;ก่อนจะลงมือ<br />
สำหรับท่านที่เห็นว่าการหางานทำจะดูเป็นเรื่องที่ชวนปวดหัว ยุ่งยาก และไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร การเริ่มต้นที่ตัวท่านเองน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด ท่านควรถามตัวเองด้วยคำถามต่างๆ เพื่อช่วยให้ท่านเข้าให้ทั้งตัวเองและงานที่อยากจะทำได้ดีขึ้น เมื่อเข้าใจแล้วการหางานก็จะง่ายขึ้นมาก </p>
<p>•	งานหรืออาชีพ?<br />
แม้ว่าคำว่างานและอาชีพ อาจจะฟังดูเหมือนกันสำหรับหลายๆ คน แต่ทั้งสองคำนี้ก็มีความแตกต่างกันอยู่ไม่น้อย ท่านต้องถามตัวเองว่าท่านมีความต้องการอะไรจากสิ่งที่ท่านจะทำ ต้องการทำงานเพียงเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว หรือต้องการมีอาชีพที่จะสามารถพัฒนาก้าวหน้าไปในอนาคต? อยากทำงานเหมือนที่เคยทำในเมืองไทย หรือต้องการทำงานที่แตกต่าง ท้าทาย? ท่านพร้อมที่จะรับผิดชอบในงานมากน้อยแค่ไหน?<br />
ในช่วงแรกๆ ท่านอาจจะอยากทำแค่งานบางอย่างเพื่อให้ได้เงินมาพอใช้พอจ่าย ในช่วงที่ท่านกำลังปรับตัวให้เข้ากับสังคมใหม่และเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพิ่มเติม บางท่านอาจจะเลือกทำงานในร้านอาหารไทยไปก่อน หลังจากที่ความรู้ภาษาอังกฤษของท่านดีในระดับหนึ่งแล้ว ค่อยคิดที่จะขยับขยายต่อไป<br />
แต่ไม่ว่าท่านจะเลือกทำงานชั่วคราวอะไรในช่วงแรกนี้ ผู้เขียนขออนุญาตย้ำอีกครั้งว่า ในขั้นนี้ท่านจะต้องไม่ลืมว่าจะต้องพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ พร้อมทั้งหาความรู้ด้านอื่นๆ เพิ่มเติม ผู้เขียนเห็นเพื่อนคนไทยหลายท่านเมื่อหางานทำได้แล้ว ก็ทำงานจนเพลินและลืมหรือไม่สนใจเรื่องการศึกษาหาความรู้ภาภาษาอังกฤษอีกแล้ว หลายปีผ่านไปท่านเหล่านั้นก็ยังทำงานเช่นเดิม ในตำแหน่งเดิม ไม่ว่าจะเป็นงานร้านอาหารไทย งานในโรงงาน หรืองานทำความสะอาด ผู้เขียนไม่ได้หมายความว่างานเหล่านั้นไม่ดีแต่อย่างใด แต่ในหลายกรณี ผู้เขียนรู้สึกเสียดายแทนเพื่อนคนไทยที่ได้พัฒนาความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในงานที่ตัวเองทำจนถึงขั้นเป็นหัวหน้างาน เป็นผู้จัดการ หรือผู้บริหารได้แล้ว แต่ความรู้ภาษาอังกฤษกลับเป็นตัวขัดขวางไม่ให้เขาก้าวหน้าในอาชีพอย่างที่เขาควรจะเป็น ซึ่งเป็นการน่าเสียดายอย่างยิ่ง</p>
<p>•	ท่านชอบทำอะไร?<br />
อาจเป็นการง่ายที่จะหางาน หากทราบว่าท่านชอบอะไร แล้วมีงานอะไรที่ตรงกับสิ่งที่ชอบบ้าง แต่หากปัญหาหนึ่งคือยังไม่แน่ใจว่างานไหนที่เหมาะกับตัวท่านหรือทำแล้วมีจะความสุข ก่อนจะลงมือหางานทำ จึงควรศึกษาถึงคำบรรยายลักษณะงาน (job profile) ของงานประเภทต่างๆ ว่ามีลักษณะและความรับผิดชอบอย่างไรบ้าง ต้องใช้ทักษะและมีความสนใจอะไรบ้าง แล้วค่อยพิจารณาว่าสิ่งเหล่านั้นเหมาะสมกับตัวท่านมากน้อยแค่ไหน โดยสามารถหาลักษณะของงานได้จากเว็บไซต์ต่างๆ เช่น http://careersadvice.direct.gov.uk/ หรือ http://www.prospects.ac.uk/ เป็นต้น</p>
<p>แต่หากลองศึกษาข้อมูลดังกล่าวแล้วยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ว่าสนใจงานประเภทไหนหรือยังไม่แน่ใจว่างานอะไรจะเหมาะกับท่านจริงๆ แล้วละก็ ลองใช้แบบทดสอบความสามารถและความสนใจ (skills and interests assessment) เพื่อเป็นเครื่องช่วยได้ แบบทดสอบเหล่านี้จะประเมินทักษะที่มี สำหรับทักษะบางอย่าง ตัวเองท่านเองก็อาจไม่เคยตระหนักว่ามีทักษะเหล่านี้อยู่เลยก็เป็นได้! นอกจากนี้แบบทดสอบยังสามารถจะเชื่อมโยงทักษะกับงานประเภทต่างๆ อย่างที่ท่านอาจจะคิดไม่ถึงมาก่อน! ลองทำแบบทดสอบเหล่านี้ได้ออนไลน์จาก:<br />
http://northwest.careers-advice.org/helpwithyourcareer/skills/</p>
<p>หลังจากที่ลองทำแบบทดสอบแล้ว ท่านอาจจะได้ประเภทของงานที่อยากทำหรือมีความสนใจ ซึ่งจะช่วยให้สามารถกำหนดขอบเขตของงานที่จะมองหาต่อไปให้แคบลงมาได้ และยังช่วยให้ระบุคุณวุฒิและประสบการณ์ที่จำเป็นต่อทำงานนั้นๆ  ได้ด้วย</p>
<p>สำหรับท่านที่เคยทำงานที่เมืองไทย และอยากทำงานในสาขาเดิมที่ประเทศอังกฤษ ควรหารายละเอียดต่างๆ ตรวจสอบดูว่าจะสามารถใช้คุณวุฒิและประสบการณ์ที่มีกับตำแหน่งงานในประเทศนี้ได้มากน้อยแค่ไหน โดยหากท่านมีคุณวุฒิมาจากเมืองไทย ท่านสามารถเปรียบเทียบคุณวุฒิดังกล่าวในมาตรฐานของประเทศอังกฤษได้ โดยใช้บริการของ National Academic Recognition Information Centre (NARIC) แล้วค่อยพิจารณาว่ามีความจำเป็นต้องหาความรู้เพิ่มเติมอะไรบ้างหรือไม่ อย่างไร</p>
<p>•	เงินเดือนและเรื่องอื่นๆ ?<br />
ท่านจะต้องมองหางานที่เหมาะกับไลฟ์ไสต์ของท่าน เช่น ชั่วโมงทำงาน ระดับค่าจ้างเงินเดือน หรือจะต้องเดินทางมากน้อย ใกล้ไกล แค่ไหน? </p>
<p>•	ท่านอยากทำงานกับใคร?<br />
การเลือกรูปแบบขององค์กร ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้สามารถตัดสินใจเลือกงานที่ทำ หรือช่วยให้จำกัดขอบเขตในการหางานให้แคบลงได้ อาจจะต้องคิดถึงสิ่งที่ท่านอยากได้จากที่ทำงาน หรือแม้กระทั้งสิ่งที่ไม่ต้องการ ยกตัวอย่างเช่น<br />
1.	ทำงานกับบริษัทใหญ่ๆ ที่สามารถเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่ได้ในอนาคต<br />
2.	ทำงานกับบริษัทเล็กๆ ที่ให้โอกาสเรียนรู้งานทุกๆ ด้านของบริษัท<br />
3.	ทำงานกับบริษัทที่มีชื่อเสียง<br />
4.	มีโอกาสได้ฝึกงาน<br />
5.	ทำงานกับบริษัทที่มีวัฒนธรรมในองค์กรที่ท่านชอบ<br />
6.	บริษัทนั้นอยู่ใกล้บ้าน สะดวกต่อการเดินทาง ฯลฯ<br />
เมื่อหาคำตอบให้กับสิ่งต่างๆที่ท่านต้องการหรือไม่ต้องการจากที่ทำงานได้แล้ว ท่านอาจจะสามารถเลือกบริษัทหรือที่ที่คิดว่าอยากจะทำงานด้วยได้</p>
<p>•	ตำแหน่งชั่วคราวหรือถาวร?<br />
ท่านควรตัดสินใจว่าอยากจะทำงานในตำแหน่งชั่วคราวหรือถาวร โดยคำนึงถึงสถานการณ์ต่างๆ เช่น อาจจะอยากทำงานชั่วคราวเพราะมีแผนจะเดินทางกลับเมืองไทยในระยะเวลาอันใกล้ หรืออยากทำงานชั่วคราวเพราะจะได้ลองทำงานเพื่อให้ได้ประสบการณ์ในสาขาที่แตกต่างกัน เป็นต้น</p>
<p>จะหางานได้ที่ไหน?<br />
หลังจากที่ตอบคำถามต่างๆ เกี่ยวกับงานที่อยากทำแล้วก็ถึงขั้นลงมือหางานจริงๆ ตำแหน่งงานมีประกาศไว้ในหลายๆ สื่อด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ ศูนย์จัดหางาน Jobcenter ทางอินเตอร์เน็ต ฯลฯ การมองหางานจาก หลายๆ สื่อจะยิ่งเพิ่มโอกาสในการหางานของท่านให้มากขึ้น</p>
<p>	หนังสือพิมพ์<br />
ท่านอาจจะมองหาตำแหน่งงานได้จากหนังสือพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์รายวันที่ขายทั่วประเทศ เช่น The Times หรือ The Mirror หรือจะเป็นหนังสือพิมพ์ในท้องถิ่นซึ่งอาจจะเป็นรายวัน หรือรายสัปดาห์ โดยสามารถหารายละเอียดเกี่ยวกับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นได้จาก เว็บไซต์ของสมาคมหนังสือพิมพ์ที่  http://www.newspapersoc.org.uk/</p>
<p>	ศูนย์จัดหางาน (Jobcentres)<br />
ศูนย์จัดหางานเป็นองค์กรของรัฐที่ช่วยเหลือประชาชนเกี่ยวกับการจัดหางานและให้บริการเกี่ยวกับสวัสดิการทางสังคม โดยมีบริการหลักๆ ที่เกี่ยวกับการหางานคือ<br />
•	ป้ายประกาศหางาน ซึ่งจะลงประกาศตำแหน่งว่างและรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับงานนั้นๆ<br />
•	ฐานข้อมูลตำแหน่งงาน (Jobpoints) ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์แบบจอสัมผัสที่รวบรวมตำแหน่งงานไว้ให้ท่านเลือก<br />
•	สายด่วนเพื่อคนหางาน (Jobseeker Direct) บริการทางโทรศัพท์ที่สามารถใช้เพื่อค้นหารายละเอียดของตำแหน่งงานว่าง ขอใบสมัคร หรือนัดวันสัมภาษณ์ได้ (โทร 0845 60 60 230)<br />
เจ้าหน้าที่ที่ศูนย์จัดหางานสามารถให้ความรู้เกี่ยวกับตำแหน่งงานที่เหมาะกับความต้องการและคุณสมบัติของท่านได้ ไม่ว่าท่านจะหางานเป็นครั้งแรกหรือต้องการเปลี่ยนงานก็ตาม นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังสามารถให้ความรู้เกี่ยวกับโครงการฝึกอบรมต่างๆ ของรัฐบาลที่สามารถเข้าร่วมได้ พร้อมทั้งเรื่องอื่นๆ ที่อาจจะจำเป็นสำหรับการทำงาน ยกตัวอย่างเช่น บริการรับเลี้ยงเด็ก ระหว่างที่ท่านไปทำงาน  โดยสามารถหารายละเอียดเกี่ยวกับศูนย์จัดหางานใกล้บ้านได้ที่ http://www.jobcentreplus.gov.uk/ </p>
<p>	สำนักงานบริการด้านอาชีพ (Career Service)<br />
สำนักงานบริการอาชีพมักจะลงประกาศตำแหน่งงานว่างให้กับนายจ้างในพื้นที่ให้บริการ ซึ่งบางครั้งอาจจะเป็นตำแหน่งที่ต้องการคนทำงานเร่งด่วนหรืองานที่เป็นการฝึกงาน  nextstep เป็นสำนักงานบริการด้านอาชีพที่ท่านสามารถใช้บริการได้ ถึงแม้ว่าโดยส่วนใหญ่แล้วสำนักงานเหล่านี้จะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแหล่งรวบรวมตำแหน่งงานไว้โดยตรงอย่างเช่นศูนย์จัดหางาน แต่ส่วนใหญ่ทางสำนักงานจะมีการติดต่อกับบริษัทในพื้นที่อยู่เสมอ ดังนั้นจึงอาจจะมีข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่กำลังเปิดรับสมัครพนักงานใหม่ ท่านสามารถหาสำนักงาน nextstep ใกล้บ้านได้ที่ http://nextstep.direct.gov.uk/</p>
<p>	 อินเตอร์เน็ต<br />
อินเตอร์เน็ตนับเป็นแหล่งหางานที่สำคัญที่สุดอีกแหล่งหนึ่ง แต่ด้วยตำแหน่งที่มีอยู่มากมาย  ทำให้การหางานในอินเตอร์เน็ตดูเหมือนการงมเข็มในมหาสมุทรสำหรับบางท่านเลยทีเดียว เพราะไม่รู้จะเริ่มต้นที่ไหนและอย่างไร แนวทางต่อไปนี้อาจจะทำให้การค้นหางานทางอินเตอร์เน็ตง่ายขึ้น</p>
<p>	เริ่มต้นด้วยเว็บไซต์จัดหางาน (Recruitment website)<br />
เมื่อเริ่มต้นหางานทางอินเตอร์เน็ตครั้งแรก ท่านอาจจะลองตรวจสอบตำแหน่งงานจากเว็บไซต์หางานรายใหญ่ๆ ที่เป็นที่รู้จักกันดี เช่นเว็บไซต์ของ Jobcentre Plus, Reed, Adecco, Monster หรือ Total Jobs เพราะเว็บไซต์เหล่านี้จะมีตำแหน่งงานมากมายที่อาจจะตรงกับความต้องการของท่าน โดยจะจัดหมวดหมู่งานไว้อย่างเรียบร้อยชัดเจน ค้นหาง่าย และหากท่านมีความสนใจในงานหลายประเภทด้วยแล้ว เว็บไซต์เหล่านี้ก็จะสามารถให้ตัวเลือกได้มากกว่า </p>
<p>ข้อดีอีกประการหนึ่งของเว็บไซต์ใหญ่ๆ เหล่านี้ก็คือ ตำแหน่งงานจะได้รับการปรับปรุงอยู่เสมอ ดังนั้นท่านจะมั่นใจได้ว่าตำแหน่งงานที่ประกาศจะมีความเป็นปัจจุบัน ไม่ใช่เป็นตำแหน่งงานที่ประกาศไว้นานแล้วและทางบริษัทก็รับพนักงานไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเหมือนบางเว็บไซต์ ซึ่งหากท่านสนใจท่านอาจจะต้องเสียเวลาติดต่อโดยเปล่าประโยชน์ และอย่าลืมว่าเมื่อเจอเว็บไซต์ที่ท่านชอบ ควรบันทึกเว็บไซต์นั้นไว้ เพื่อที่จะได้กลับเข้าไปตรวจสอบตำแหน่งงานเป็นระยะๆ</p>
<p>	เยี่ยมชมเว็บไซต์ของบริษัทโดยตรง (Employer website)<br />
หากท่านทราบว่าอยากจะทำงานกับบริษัทไหนเป็นพิเศษ ซึ่งอาจจะเป็นงานที่อยู่ใกล้บ้านหรือเป็นที่ทำงานที่ให้สวัสดิการดี ฯลฯ ท่านสามารถลองเข้าไปในเว็บไซต์ของบริษัทนั้นๆ แล้วมองหาส่วนที่เกี่ยวกับการประกาศรับสมัครงาน บางเว็บไซต์อนุญาตให้สมัครรับอีเมล์แจ้งเมื่อมีการเปิดรับพนักงาน เพื่อที่ว่าท่านจะได้ทราบทันทีเมื่อเขาเปิดรับสมัครพนักงานใหม่</p>
<p>	สมัครรับอีเมล์แจ้งเตือนตำแหน่งว่าง (email alerts)<br />
เว็บไซต์จัดหางานหลายๆ แห่ง ให้บริการอีเมล์แจ้งเตือนตำแหน่งว่าง โดยจะส่งอีเมล์แจ้งให้ท่านทราบเมื่อมีการเปิดรับสมัครพนักงานในตำแหน่งงานที่ท่านสนใจและตรงกับคุณสมบัติของท่าน ซึ่งนับว่ามีประโยชน์อย่างมาก แต่สิ่งสำคัญคือท่านจะต้องระบุรายละเอียดเกี่ยวกับงานที่สนใจให้มากที่สุด หลายๆ เว็บไซต์อนุญาตให้ระบุข้อมูลต่างๆ รวมถึงตำแหน่งงานที่ต้องการ พื้นที่ที่อยากทำงาน และระดับเงินเดือน  การให้ข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งงานที่ต้องการอย่างละเอียดชัดเจน จะทำให้ท่านได้รับเฉพาะมีเมล์ที่มีประโยชน์จริงๆ</p>
<p>	ตัวแทนจัดหางานเอกชน (Recruitment Agencies)<br />
ตัวแทนจัดหางานเอกชนเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการหางาน บริษัทผู้ต้องการจ้างงานบางบริษัทใช้บริษัทจัดหางานเหล่านี้เป็นช่องทางของการรับสมัครพนักงานใหม่ ดังนั้นบ่อยครั้งที่ตัวแทนฯ เหล่านี้มีตำแหน่งงานซึ่งไม่ได้ประกาศไว้ที่อื่น ตัวแทนฯ จะประกาศตำแหน่งงานไว้ในเว็บไซต์ หรือบางครั้งก็มีสำนักงานตามแหล่งชุมชนด้วย  ตัวแทนฯ แต่ละแห่งจะทำหน้าที่จัดหางานให้บริษัทหรือกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน ดังนั้นท่านควรจะเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ หรือไปที่สำนักงานของเขา แล้วดูว่าตัวแทนฯ นั้นๆ มีตำแหน่งงานในประเภทที่ท่านสนใจบ้างหรือไม่ แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเลือกใช้บริการของตัวแทนฯ ไหน<br />
เมื่อท่านติดต่อกับตัวแทนฯ เหล่านี้ เขาจะสอบถามว่าท่านต้องการทำงานประเภทใดและมีคุณวุฒิและประสบการณ์อะไรบ้าง ท่านจะต้องเตรียมประวัติย่อ (CV) เพื่อที่ทางตัวแทนจะสามารถหางานที่เหมาะสมให้ท่านได้ นอกจากนี้เมื่อไปติดต่อที่สำนักงาน ท่านอาจจะถูกสัมภาษณ์หรือทดสอบในเบื้องต้น เช่นสมมติว่าท่านกำลังมองหางานในสำนักงานทั่วไป เขาอาจจะทดสอบเกี่ยวกับทักษะการพิมพ์ การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ทักษะการเขียนและพูด ฯลฯ หลังจากนั้นเขาอาจจะบอกได้ว่าจะสามารถหางานให้ได้หรือไม่ หากไม่ได้เขาอาจจะให้คำแนะนำว่าควรแก้ไขประวัติย่ออย่างไร ควรจะมีทักษะอะไรเพิ่มเติม หรืออาจจะแนะนำตัวแทนฯ อื่นที่อาจจะเป็นประโยชน์กับท่านได้<br />
ตัวแทนฯ เหล่านี้มักจะรับสมัครพนักงานทั้งในตำแหน่งชั่วคราวและประจำ ดังนั้นถึงแม้ว่าท่านจะมองหางานประจำแต่ก็ไม่ควรมองข้ามงานชั่วคราว เพราะบ่อยครั้งผู้ที่เริ่มต้นทำงานในตำแหน่งชั่วคราว แต่ทำงานเป็นที่พอใจของผู้จ้าง จึงได้รับบรรจุเป็นพนักงานประจำ หรือเมื่อมีการรับพนักงานประจำ บริษัทก็จะให้โอกาสพนักงานชั่วคราวก่อนที่จะประกาศรับบุคคลภายนอก<br />
ปกติตัวแทนเหล่านี้จะทำหน้าที่หาพนักงานให้กับบริษัทต่างๆ และจะคิดค่าบริการจากบริษัทเหล่านั้น ดังนั้นท่านจึงไม่ควรที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ในการติดต่อหางาน ท่านสามารถหารายชื่อตัวแทนฯ เหล่านี้ได้จาก http://www.alec.co.uk/jobsearch/recruitment_agency_uk.htm นอกจากนี้ยังสามารถหาตัวแทนฯ ในพื้นที่ของท่านได้จากสมุดหน้าเหลือง หรือจากหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น </p>
<p>	บอร์ดประกาศตามแหล่งชุมชน<br />
หากท่านกำลังมองหางานชั่วคราว หรืองานที่ไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะสูง บอร์ดประกาศตามชุมชนก็อาจจะเป็นแหล่งงานที่ดีได้ บอร์ดเหล่านี้อาจจะมีอยู่ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ เช่น Tesco Asda หรือร้านขายของชำเล็กๆ ในชุมชนเช่น SPA ก็มีบริการบอร์ดประกาศนี้เช่นกัน งานส่วนมากจะเป็นงานประเภททำความสะอาด หรือดูแลผู้ใหญ่หรือเด็ก</p>
<p>ประวัติย่อ (Curriculum vitae หรือที่นิยมเรียกกันว่า CV)<br />
เมื่อท่านต้องการสมัครงาน เอกสารที่จำเป็นที่สุดฉบับหนึ่งก็คือประวัติย่อ หรือที่รู้จักกันในนาม CV (ในที่นี้ผู้เขียนขออนุญาตใช้คำว่าซีวี แทน ประวัติย่อ) ท่านสามารถใช้ซีวีเพื่อส่งไปสมัครงานที่ต้องการสมัครโดยตรง หรืออาจจะใช้ยื่นให้ตัวแทนจัดหางาน เพื่อให้เขาตรวจดูว่ามีงานไหนที่เหมาะกับความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของท่านบ้าง ซีวีจะเป็นทั้งเอกสารที่แนะนำและโฆษณาตัวท่าน </p>
<p>	ส่วนประกอบของซีวี<br />
ข้อมูลส่วนตัว<br />
1.	ชื่อ<br />
2.	ที่อยู่<br />
3.	หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ และ/หรือ อีเมล์<br />
เนื่องจากสหราชอาณาจักรมีกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติที่เข้มงวด ท่านจึงไม่จำเป็นต้องระบุข้อมูลบางอย่าง เช่นวันเดือนปีเกิด อายุ สถานภาพสมรส สุขภาพ เพศ สัญชาติฯลฯ เพราะหากผู้จ้างพิจารณาข้อมูลเหล่านี้จะถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติซึ่งถือเป็นการผิดกฎหมาย ดังนั้นผู้จ้างจึงมักจะให้ความระมัดระวังและไม่ต้องการทราบข้อมูลดังกล่าว ยกเว้นว่าท่านมีเหตุผลที่ต้องระบุข้อมูลบางอย่างเพื่อประโยชน์ของตัวท่านเอง เช่นหากสัญชาติมีผลต่อการอนุญาตให้ทำงาน ก็ควรระบุให้ชัเจน ยกตัวอย่างเช่น ระบุว่าขณะนี้ยังถือสัญชาติไทย แต่ได้รับการอนุญาตให้ทำงานได้เต็มเวลา เป็นต้น มีบ่อยครั้งที่ผู้จ้างต้องการรับสมัครพนักงานหญิง แต่มีผู้ชายยื่นใบสมัคร เขาก็รับพิจารณาและหากผู้ชายท่านนั้นสามารถแสดงความสามารถให้เขาเห็นจนเป็นที่พอใจในวันสัมภาษณ์ ก็อาจจะได้งานนั้นก็เป็นได้  นอกจากนี้รูปถ่ายก็ถือเป็นข้อมูลส่วนตัวอีกอย่างหนึ่งที่ไม่จำเป็นต้องให้เช่นกัน ดังนั้นท่านไม่จำเป็นต้องติดรูปในซีวี หรือจดหมายสมัครงานแต่อย่างใด ยกเว้นว่าทางบริษัทผู้รับสมัครจะระบุไว้ (เนื่องจากสำหรับงานบางอย่างหน้าตามีความจำเป็นต่องาน เช่นงานการแสดง เป็นต้น)<br />
เรื่องการให้ข้อมูลส่วนตัวเหล่านี้มีความแตกต่างจากประเทศไทยค่อนข้างมาก ท่านจึงควรตระหนักและปฏิบัติให้สอดคล้องกับแบบแผนการปฏิบัติของสหราชอาณาจักร</p>
<p>	ประวัติการศึกษา<br />
	ควรไล่เรียงคุณวุฒิ โดยเริ่มต้นจากคุณวุฒิที่ได้รับล่าสุดก่อน ให้รายละเอียดเกี่ยวกับชื่อคุณวุฒิ วันที่ที่ได้รับคุณวุฒินั้นและชื่อสถานศึกษา (ไม่จำเป็นต้องให้ที่อยู่เต็มของสถานศึกษา เช่นอาจจะบอกเพียงว่า Chulalongkorn University, Bangkok, Thailand) อาจจะให้คำอธิบายเกี่ยวกับคุณวุฒิโดยคร่าวๆ หากเห็นว่ามีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่กำลังจะสมัคร</p>
<p>	ประสบการณ์<br />
	เช่นเดียวกับประวัติการศึกษา ควรจะเรียงลำดับโดยเริ่มต้นจากประสบการณ์ทำงานล่าสุดก่อน อาจจะกล่าวถึงประสบการณ์ทำงาน งานอาสาสมัคร หรือประสบการณ์อื่นๆ โดยอาจจะมีทั้งประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับงานที่สมัคร แต่ควรจัดกลุ่มของประสบการณ์ให้น่าสนใจ ยกตัวอย่างเช่น จัดเป็นกลุ่มประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องโดยตรง และประสบการณ์อื่นๆ หรืออาจจะจัดกลุ่มงานที่เหมือนๆ กันเข้าไว้ด้วยกัน เป็นต้น<br />
	ในการเขียนถึงประสบการณ์ทำงานนี้ ควรอธิบายเกี่ยวกับงานนั้นๆ เล็กน้อยว่าในขณะที่ท่านทำงานนั้น ท่านมีหน้าที่และความรับผิดชอบอะไรบ้าง และได้พัฒนาทักษะอะไรจากงานที่ทำนั้นบ้าง พร้อมทั้งกล่าวถึงความสำเร็จหรือความรับผิดชอบสูงสุดในงานนั้นๆ ด้วย</p>
<p>	ทักษะ<br />
	ส่วนนี้เป็นส่วนคำคัญอีกส่วนหนึ่งของซีวี  ควรอธิบายถึงทักษะที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับงานที่ต้องการสมัคร ไม่ว่าทักษะนั้นจะได้มากจากการเรียน หรือจากประสบการณ์การทำงาน แต่ไม่ควรลืมว่า สิ่งที่จะกล่าวถึงในส่วนนี้ต้องไม่ซ้ำซ้อนกับสิ่งที่ได้กล่าวมาแล้วในส่วนของประสบการณ์ ท่านอาจจะกล่าวถึงทักษะทั้งที่เป็นทางการอย่างเช่น ความรู้เกี่ยวกับการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆ หรือทักษะอย่างอื่น เช่นการพูดต่อหน้าชุมชน หรือการทำงานเป็นทีม เป็นต้น</p>
<p>	ความสนใจ ความรับผิดชอบ หรือความสำเร็จที่ผ่านมา<br />
	ส่วนนี้จะเป็นส่วนที่ทำให้ผู้อ่านรู้จักเจ้าของซีวีมากขึ้น ดังนั้นอย่าเพียงแต่ไล่เรียงความสนใจ ความรับผิดชอบ หรือความสำเร็จ เป็นข้อๆ ไป แต่ควรจะอธิบายถึงสิ่งเหล่านั้นโดยย่อ ชี้ให้ผู้อ่านเห็นว่าทำไมเขาควรจะจ้างท่าน</p>
<p>	ผู้อ้างอิง (References)<br />
	โดยปกติแล้วควรจะมีผู้อ้างอิงสองท่าน ซึ่งอาจจะเป็นเจ้านายที่ทำงานเก่า และครูที่เคยสอนภาษาอังกฤษให้กับท่าน โดยให้รายละเอียดชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์และอีเมล์ของท่านเหล่านี้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดอย่าลืมขออนุญาตผู้อ้างอิงก่อนที่ท่านจะนำชื่อของเขาใส่ลงในซีวี</p>
<p>	ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับซีวีเท่านั้น ยังมีความรู้เกี่ยวกับซีวีที่สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้อีกมากมาย ท่านสามารถหารายละเอียดเพิ่มเติมพร้อมทั้งตัวอย่างซีวีได้จากเว็บไซต์ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการหางานเช่น http://www.prospects.ac.uk, http://www.direct.gov.uk หรือเว็บไซต์จัดหางานใหญ่ๆ เช่น http://www.monster.co.uk/ โดยนอกจากจะให้ความรู้เกี่ยวกับการเขียนซีวีแล้ว บางเว็บไซต์ยังมีบริการตรวจสอบซีวีอีกด้วย</p>
<p>	ถึงแม้ว่าการเขียนซีวีและดูเป็นเรื่องที่ยุ่งยากอีกเรื่องนึง แต่ซีวีก็เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการสมัครงาน ในระยะแรกท่านอาจจะขอร้องให้คู่สมรสหรือเพื่อนของท่านช่วยตรวจสอบหรือแม้แต่ช่วยเขียนซีวีของท่านก็ได้ หรือหากลงเรียนภาษาอังกฤษ ท่านอาจจะขอร้องให้ครูผู้สอนภาษาอังกฤษช่วยตรวจสอบให้ก็ได้เช่นกัน โดยปกติแล้วเขามักจะเต็มใจตรวจสอบให้และยังยินดีเป็นผู้อ้างอิงให้ด้วย </p>
<p>	อย่างที่ผู้เขียนกล่าวแล้วว่าด้วยสังคมใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่ ในสหราชอาณาจักรอาจะทำให้การหางานทำดูเหมือนเป็นเรื่องยุ่งยากและชวนปวดหัว แต่หากท่านตั้งสติให้ดี ค่อยๆ คิด และค่อยๆ ทำไปทีละขั้นตอน ผู้เขียนมั่นใจว่าท่านจะต้องประสบความสำเร็จในการหางาน และได้งานที่จะทำให้ท่านมีความสุขอีกด้วย  </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaiwomensorganisation.com/2009/09/11/%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%a2-%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b4/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การทำพินัยกรรมตามกฏหมายไทย</title>
		<link>http://thaiwomensorganisation.com/2009/09/11/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%8f%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://thaiwomensorganisation.com/2009/09/11/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%8f%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 11 Sep 2009 09:20:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>shilton</dc:creator>
				<category><![CDATA[Legal]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaiwomensorganisation.com/?p=629</guid>
		<description><![CDATA[การทำพินัยกรรมตามกฏหมายไทย
วิธีทำพินัยกรรมแบบธรรมดา  
ต้องทำเป็นหนังสือ จะเขียนหรือพิมพ์ โดยจะให้ใครเขียนหรือพิมพ์ก็ได้   ต้องลงวันที่ เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรม  ต้องมีข้อความแสดงว่าเป็นพินัยกรรม คือ มีข้อความระบุว่าจะยกทรัพย์สินหรือกิจการใดให้แก่ใคร เท่าใด   ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อในพินัยกรรมต่อหน้าพยาน จะใช้ตราประทับ หรือเครื่องหมายอย่างอื่นแทนการลงลายมือชื่อไม่ได้ ถ้าลงลายมือชื่อไม่ได้ จะพิมพ์ลายนิ้วมือก็ได้ แต่ต้องมีพยานลงลายมือชื่อรับรองลายพิมพ์นิ้วมือ 2 คนในขณะนั้น   พยานรับรองข้อความในพินัยกรรมต้องมี 2 คน   พยานรับรองข้อความในพินัยกรรมทั้ง 2 คน  ต้องลงลายมือชื่อในพินัยกรรม ผู้เขียนพินัยกรรม (ผู้พิมพ์พินัยกรรมถือว่าเป็นผู้เขียน)  ถ้าเป็นพยานรับรองข้อความในพินัยกรรมด้วยก็ต้องระบุให้รู้ว่าเป็นทั้งผู้เขียนและพยาน  ถ้ามีการขูดลบตก เติม หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงในพินัยกรรม จะต้องลงวัน เดือน ปี และลายมือชื่อกำกับต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คน พยานต้องลงลายมือชื่อด้วย ถ้าผู้อื่นเขียน ก็ให้ลงลายมือชื่อไว้ด้วย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การทำพินัยกรรมตามกฏหมายไทย</p>
<p>วิธีทำพินัยกรรมแบบธรรมดา  </p>
<p>ต้องทำเป็นหนังสือ จะเขียนหรือพิมพ์ โดยจะให้ใครเขียนหรือพิมพ์ก็ได้   ต้องลงวันที่ เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรม  ต้องมีข้อความแสดงว่าเป็นพินัยกรรม คือ มีข้อความระบุว่าจะยกทรัพย์สินหรือกิจการใดให้แก่ใคร เท่าใด   ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อในพินัยกรรมต่อหน้าพยาน จะใช้ตราประทับ หรือเครื่องหมายอย่างอื่นแทนการลงลายมือชื่อไม่ได้ ถ้าลงลายมือชื่อไม่ได้ จะพิมพ์ลายนิ้วมือก็ได้ แต่ต้องมีพยานลงลายมือชื่อรับรองลายพิมพ์นิ้วมือ 2 คนในขณะนั้น   พยานรับรองข้อความในพินัยกรรมต้องมี 2 คน   พยานรับรองข้อความในพินัยกรรมทั้ง 2 คน  ต้องลงลายมือชื่อในพินัยกรรม ผู้เขียนพินัยกรรม (ผู้พิมพ์พินัยกรรมถือว่าเป็นผู้เขียน)  ถ้าเป็นพยานรับรองข้อความในพินัยกรรมด้วยก็ต้องระบุให้รู้ว่าเป็นทั้งผู้เขียนและพยาน  ถ้ามีการขูดลบตก เติม หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงในพินัยกรรม จะต้องลงวัน เดือน ปี และลายมือชื่อกำกับต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คน พยานต้องลงลายมือชื่อด้วย ถ้าผู้อื่นเขียน ก็ให้ลงลายมือชื่อไว้ด้วย (ป.พ.พ. มาตรา 1656)</p>
<p>วิธีทำพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ</p>
<p>ผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนข้อความในพินัยกรรมด้วยตนเองตลอด จะให้ผู้อื่นเขียนหรือพิมพ์แทนไม่ได้   ต้องลงวันเดือนปีที่ทำพินัยกรรม   ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อ จะใช้ตราประทับหรือใช้เครื่องหมายแทนการลงลายมือชื่อไม่ได้  จะมีพยานด้วยหรือไม่ก็ได้   ถ้ามีการขูด ลบ ตก เติม หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างไร ต้องลงลายมือชื่อกำกับไว้ [ป.พ.พ. มาตรา 1657]</p>
<p>ตัวอย่างพินัยกรรมแบบธรรมดา และแบบเขียนเองทั้งฉบับ<br />
 พินัยกรรมแบบธรรมดา (แบบที่หนึ่ง)<br />
พินัยกรรม</p>
<p>ทำที่&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;<br />
วันที่&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;เดือน&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.พ.ศ&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.</p>
<p>	ข้าพเจ้า&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.อายุ&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;ปี อยู่บ้านเลขที่ &#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;หมู่ที่&#8230;&#8230;&#8230;..  ถนน&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.ตำบล/แขวง&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.อำเภอ/เขต&#8230;&#8230;&#8230;……&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.   จังหวัด&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..……&#8230;&#8230;.ได้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้นไว้เพื่อแสดงเจตนาว่า เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรมให้ทรัพย์สินของข้าพเจ้าทั้งหมดที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่จะมีต่อไปในอนาคตตกได้แก่&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;………………………………………………&#8230;. แต่ผู้เดียว</p>
<p>					ลงชื่อ&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;ผู้ทำพินัยกรรม<br />
(ลายพิมพ์นิ้วมือของ&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..)</p>
<p>	ข้าพเจ้าผู้มีนามข้างท้ายนี้ขอรับรองว่า&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;ผู้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ได้ทำพินัยกรรมและพิมพ์นิ้วมือต่อหน้าข้าพเจ้า และได้สังเกตเห็นว่าผู้ทำพินัยกรรมมีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ทุกประการ ข้าพเจ้าจึงได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานไว้ในพินัยกรรม</p>
<p>						ลงชื่อ&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;…&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;พยาน<br />
						        (&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.…&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;)<br />
					ลงชื่อ&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..พยานและผู้เขียน<br />
						        (&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;)<br />
พินัยกรรมแบบธรรมดา  (แบบที่สอง)<br />
พินัยกรรม</p>
<p>ทำที่&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..<br />
วันที่&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;เดือน&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.พ.ศ. &#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..</p>
<p>	ข้าพเจ้า&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;…&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;อายุ&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.ปี อยู่บ้านเลขที่&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;หมู่ที่&#8230;&#8230;&#8230;..   ถนน&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;ตำบล/แขวง&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;อำเภอ/เขต&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..…&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..   จังหวัด&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.ได้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้นไว้เพื่อแสดงเจตนาว่า เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรมให้แบ่งทรัพย์สินของข้าพเจ้าทั้งหมด ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบัน และที่จะมีต่อไปในอนาคตให้แก่บุคคลที่มีชื่อต่อไปนี้ คนละหนึ่งส่วนเท่าๆ กันคือ</p>
<p>1. &#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;<br />
2. &#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;<br />
3. &#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;<br />
4. &#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</p>
<p>	และขอให้&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;เป็นผู้จัดการมรดกของข้าพเจ้าเพื่อจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามเจตนาของข้าพเจ้า<br />
	ข้าพเจ้าเห็นว่าพินัยกรรมฉบับนี้มีข้อความถูกต้องตรงตามเจตนาของข้าพเจ้าแล้ว  จึงได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยาน<br />
					ลงชื่อ&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;ผู้ทำพินัยกรรม  </p>
<p>(ลายพิมพ์นิ้วมือของ&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..)</p>
<p>ข้าพเจ้าผู้มีนามข้างท้ายนี้ขอรับรองว่า&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;ผู้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ได้ทำพินัยกรรมต่อหน้าข้าพเจ้า และได้สังเกตเห็นว่าผู้ทำพินัยกรรมมีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ทุกประการ ข้าพเจ้าจึงได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานไว้ในพินัยกรรม</p>
<p>					ลงชื่อ&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..พยาน<br />
					        (&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.)<br />
				ลงชื่อ&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..พยานและผู้เขียน<br />
					        (&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.)</p>
<p>พินัยกรรมแบบธรรมดา (แบบที่3)<br />
พินัยกรรม</p>
<p>ทำที่&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.<br />
วันที่&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;เดือน&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;พ.ศ&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</p>
<p>ข้าพเจ้า&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.อายุ&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;ปี อยู่บ้านเลขที่…..หมู่ที่……..ถนน&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.. ตำบล/แขวง&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;…&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..…..อำเภอ/เขต&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..…&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;จังหวัด&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..ได้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้นไว้เพื่อแสดงเจตนาว่า เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรมให้แบ่งทรัพย์สินต่างๆ ของข้าพเจ้าให้บุคคลดังต่อไปนี้</p>
<p>1. ที่ดินโฉนดเลขที่&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;…&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;พร้อมสิ่งปลูกสร้างอยู่ที่ตำบล&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..อำเภอ&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.จังหวัด&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.ขอมอบให้แก่&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;……&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.<br />
2. เงินสดจำนวน&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..บาท ซึ่งฝากไว้ที่ธนาคาร&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..สาขา&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..…&#8230;. ตามสมุดเงินฝากประเภท&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230; หมายเลขบัญชี&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;. มอบให้แก่&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.<br />
3. เครื่องเพชร พลอย ทอง นาค เงิน (ทั้งหมดหรือบางส่วน) ขอมอบให้แก่&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.…………………………………………………………………<br />
4. ทรัพย์สินของข้าพเจ้านอกจากที่ระบุตามข้อ 1, 2, 3 นี้แล้ว ขอมอบให้แก่&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..……………………………………………………………………<br />
5. ขอให้&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230; เป็นผู้จัดการมรดกของข้าพเจ้า เพื่อจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามเจตนาของข้าพเจ้า<br />
พินัยกรรมฉบับนี้ทำขึ้นเป็นจำนวน&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;ฉบับ ทุกฉบับมีข้อความตรงกัน และข้าพเจ้าเห็นว่ามีข้อความถูกต้องตรงตามเจตนาของข้าพเจ้าแล้ว จึงได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยานและพยานทั้งสองได้ลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าข้าพเจ้า</p>
<p>				ลงชื่อ&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;ผู้ทำพินัยกรรม<br />
					        (&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.)<br />
					ลงชื่อ&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..พยาน<br />
					        (&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.)<br />
				        ลงชื่อ&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..พยานและผู้เขียน<br />
					        (&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..)</p>
<p>	ข้าพเจ้านายแพทย์………………………..แพทย์ประจำโรงพยาบาล………………………  ขอรับรองว่าในขณะที่ทำพินัยกรรมนี้………………………………………………..ผู้ทำพินัยกรรมมีสติ  สัมปชัญญะบริบูรณ์ทุกประการ  จึงลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ</p>
<p>				ลงชื่อ…………………………&#8230;นายแพทย์และพยาน<br />
					        (……………………………) </p>
<p>ข้อสังเกตในการทำพินัยกรรมแบบธรรมดา</p>
<p>1. 	การทำพินัยกรรมแบบนี้  จะทำโดยใช้วิธีเขียนหรือพิมพ์ก็ได้  หากใช้วิธีเขียนก็ต้องเขียนทั้งฉบับ  หากใช้วิธีพิมพ์ก็ต้องพิมพ์ทั้งฉบับ<br />
2. 	ผู้เขียนหรือผู้พิมพ์พินัยกรรม ใครจะเป็นผู้เขียน  หรือผู้พิมพ์ก็ได้  แต่ในการเขียนต้องใช้คนๆ เดียวเขียนพินัยกรรมทั้งฉบับ  และในการพิมพ์ก็ต้องใช้เครื่องพิมพ์เครื่องเดียวกันทั้งฉบับ  เพื่อมิให้เกิดปัญหาแก่ทายาทเมื่อเจ้ามรดกตายแล้ว<br />
3. 	ต้องลงวันเดือนปีขณะที่ทำพินัยกรรม  ถ้าไม่ลงวันเดือนปีที่ทำพินัยกรรมแล้วย่อมไม่ถือว่าเป็นพินัยกรรมตามกฎหมาย<br />
4. 	ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อในพินัยกรรมต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน<br />
5. 	พยานทั้งสองคนตามข้อ 4 ต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมต่อหน้าผู้ทำพินัยกรรมและต่อหน้าพยานด้วยกันในขณะนั้นด้วย<br />
6. 	พยานในพินัยกรรม จะต้องบรรลุนิติภาวะแล้วคืออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์หรือกรณีสมรสกันเมื่ออายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ กฎหมายก็ถือว่าบรรลุนิติภาวะแล้ว  แม้อายุยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ และพยานดังกล่าวต้องไม่เป็นบุคคลวิกลจริต  หรือบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ  ทั้งต้องไม่เป็นคนหูหนวก เป็นใบ้หรือตาบอดทั้งสองข้าง<br />
7. 	ผู้เขียนและพยานในพินัยกรรม รวมทั้งคู่สมรสของผู้เขียนและพยานในพินัยกรรม จะเป็นผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมไม่ได้</p>
<p>พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ (แบบที่หนึ่ง)<br />
พินัยกรรม</p>
<p>ทำที่……………………………….<br />
วันที่…………เดือน……………………พ.ศ. ………&#8230;</p>
<p>ข้าพเจ้า………………………………..……&#8230; อายุ…….…ปี  อยู่บ้านเลขที่…….…….. หมู่ที่…&#8230;…..   ถนน…………………………….ตำบล/แขวง…………………………..อำเภอ/เขต&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;…&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;  จังหวัด&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;. ได้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้นไว้ เพื่อแสดงเจตนาว่า เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรมให้ทรัพย์สินของข้าพเจ้าทั้งหมด ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่จะมีต่อไปในอนาคตตกได้แก่&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;  &#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..แต่ผู้เดียว<br />
	พินัยกรรมนี้  ข้าพเจ้าเขียนด้วยลายมือของข้าพเจ้าทั้งฉบับ  ได้ทำไว้ 2 ฉบับ  มีข้อความถูกต้องตรงกันทุกประการ  ฉบับหนึ่งเก็บไว้ที่&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.. อีกฉบับหนึ่งเก็บไว้ที่&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;<br />
	ขณะทำพินัยกรรมข้าพเจ้ามีสติสัมปชัญญะปกติ<br />
	ข้าพเจ้าได้อ่านและเข้าใจข้อความโดยตลอดแล้ว</p>
<p>					ลงชื่อ&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;ผู้ทำพินัยกรรม</p>
<p>พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ (แบบที่สอง)<br />
พินัยกรรม</p>
<p>ทำที่……………………………………..<br />
วันที่…………. เดือน…………………..พ.ศ. ………….</p>
<p>	ข้าพเจ้า………………………………………อายุ………….ปี อยู่บ้านเลขที่……………หมู่ที่……….   ถนน…………..….……..…..… ตำบล/แขวง……………………………..อำเภอ/เขต……………………………  ได้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้นไว้เพื่อแสดงเจตนาว่า  เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรมให้แบ่งทรัพย์สินของข้าพเจ้าทั้งหมด  ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบัน  และที่จะมีต่อไปในอนาคตให้แก่บุคคลที่มีชื่อต่อไปนี้  คนละหนึ่งส่วนเท่า ๆ กันคือ</p>
<p>	1. ………………………………………………………..<br />
	2. ………………………………………………………..<br />
	3. ………………………………………………………..<br />
	4. ………………………………………………………..<br />
	…………………………………………………………&#8230;<br />
	…………………………………………………………&#8230;<br />
	พินัยกรรมนี้ ข้าพเจ้าเขียนด้วยลายมือของข้าพเจ้าทั้งฉบับ  ได้ทำไว้ 2 ฉบับ  มีข้อความถูกต้องตรงกันทุกประการ  ฉบับหนึ่งเก็บไว้ที่…………….………….………. อีกฉบับหนึ่งเก็บไว้ที่……………..……………….<br />
	ขณะทำพินัยกรรมข้าพเจ้ามีสติสัมปชัญญะปกติ<br />
	ข้าพเจ้าได้อ่านและเข้าใจข้อความโดยตลอดแล้ว</p>
<p>					ลงชื่อ…………………………….……ผู้ทำพินัยกรรม</p>
<p>พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ (แบบที่สาม)<br />
พินัยกรรม</p>
<p>ทำที่…………………………………….<br />
วันที่………….เดือน……………………พ.ศ. …………</p>
<p>	ข้าพเจ้า……………………..………………อายุ………..ปี อยู่บ้านเลขที่……………หมู่ที่………..  ถนน…………………………….. ตำบล/แขวง……………………………..อำเภอ/เขต……………………… จังหวัด…………………………… ได้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้นไว้เพื่อแสดงว่า เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรมให้แบ่งทรัพย์สินต่าง ๆ ของข้าพเจ้าให้บุคคลดังต่อไปนี้<br />
	1. ที่ดินโฉนดเลขที่……………….…อยู่ที่ตำบล………….…………..อำเภอ………………………….จังหวัด……………………………ขอมอบให้แก่……………………………………………………………………<br />
	2. ที่ดินโฉนดเลขที่………………………พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ที่ตำบล……………………………… อำเภอ……………………………จังหวัด……………………………ขอมอบให้แก่……………………………………….<br />
	3. เงินสดจำนวน……………………………..บาท ซึ่งฝากไว้ที่ธนาคาร ………………………………. สาขา…………………………………….ตามสมุดเงินฝากประเภท………………………………หมายเลขบัญชี………………………………………….<br />
ขอมอบให้แก่……………………………………………………….<br />
	4. เงินสดจำนวน……………………………..บาท ซึ่งฝากไว้ที่ธนาคาร…………………… สาขา…………………………………….ตามสมุดเงินฝากประเภท………………………………หมายเลขบัญชี………………………………………….ขอมอบให้แก่……………………………………………………….<br />
	5. เครื่องเพชร พลอย ทอง นาค เงิน (ทั้งหมดหรือบางส่วน) ขอมอบให้แก่……………………………&#8230;…………………………………………………………………<br />
	6. ทรัพย์สินของข้าพเจ้านอกจากที่ระบุตามข้อ 1,2,3,4,5 นี้แล้วขอมอบให้แก่…………….…………………………………………………………………………………<br />
	7. ขอให้………………………………………….เป็นผู้จัดการศพข้าพเจ้า โดยให้หักเงินค่าทำศพไว้จากทรัพย์สินในข้อ 6 จำนวน………………………….บาท มอบให้ผู้จัดการศพข้าพเจ้า<br />
	8. ขอให้…………………………………………….เป็นผู้จัดการมรดกของข้าพเจ้า เพื่อจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกของข้าพเจ้าตามที่ได้แสดงเจตนาไว้แล้วข้างต้น<br />
	พินัยกรรมนี้  ข้าพเจ้าเขียนด้วยลายมือของข้าพเจ้าทั้งฉบับ  ได้ทำไว้ 2 ฉบับ  มีข้อความถูกต้องตรงกันทุกประการ ฉบับหนึ่งเก็บไว้ที่………………………………..อีกฉบับหนึ่งเก็บไว้ที่…………………………&#8230;…<br />
	ขณะทำพินัยกรรมข้าพเจ้ามีสติสัมปชัญญะปกติ<br />
	ข้าพเจ้าได้อ่านและเข้าใจข้อความโดยตลอดแล้ว</p>
<p>					ลงชื่อ………………………………….ผู้ทำพินัยกรรม</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaiwomensorganisation.com/2009/09/11/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%8f%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แก้ไขข้อผิดพลาดเกี่ยวกับการต่อวีซ่าของบุตรอายุเกิน 18 ปี</title>
		<link>http://thaiwomensorganisation.com/2009/09/11/%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://thaiwomensorganisation.com/2009/09/11/%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 11 Sep 2009 09:02:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>shilton</dc:creator>
				<category><![CDATA[Legal]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaiwomensorganisation.com/?p=624</guid>
		<description><![CDATA[แก้ไขข้อผิดพลาดเกี่ยวกับการต่อวีซ่าของบุตรอายุเกิน 18 ปี
ผู้ตอบคำถามในเว็บไซต์ของชมรมเพื่อนหญิงไทยจำเป็นต้องขออภัยและเรียนให้ผู้อ่านทุกท่านทราบถึงข้อผิดพลาดของคำตอบเกี่ยวกับการต่อวีซ่าของบุตรอายุเกิน 18 ปีที่ได้วีซ่าเป็นผู้ติดตามเข้ามาอยู่ในสหราชอาณาจักร ซึ่งเคยตอบไว้ก่อนหน้านี้ โดยผู้ตอบฯ เคยแจ้งว่า บุตรผู้มีคุณสมบัติเกิน 18 จะต่อวีซ่าเป็นผู้ติดตามไม่ได้และจะต้องขอวีซ่าในฐานะอื่น แต่ปรากฎว่าเมื่อผู้ตอบ ฯ ได้สอบถามผู้เชี่ยวชาญ และได้รับการยืนยันว่าในกรณีเช่นนี้มีการต่อวีซ่าได้ และมีผู้ที่เคยได้รับการต่อวีซ่าชนิดนี้ท้วงติงมา จึงต้องการแจ้งให้ผู้อ่านทุกท่านทราบกฎข้อบังคับที่ถูกต้องในเรื่องนี้ กล่าวคือบุตรที่เคยได้วีซ่าเป็นผู้ติดตามมีสิทธิต่อวีซ่าได้ แม้จะอายุเกิน 18 ปีแล้วก็ตาม หากบิดามารดาผู้รับรองยังสามารถเป็นผู้รับรองได้ และวีซ่าของบุตรที่จะได้รับการต่ออายุนี้ก็จะได้รับในระยะเวลาเท่ากันกับระยะเวลาวีซ่าของบิดามารดาผู้รับรอง 
ในกรณีที่ผู้รับรองได้วีซ่าถาวรแล้ว แต่บุตรยังไม่มีสิทธิขอวีซ่าถาวร อาจเป็นเพราะยังไม่ได้สอบ Life in the UK หรือยังอยู่ในสหราชอาณาจักรไม่ครบกำหนดระยะเวลาที่จะขอวีซ่าถาวรได้ ก็จำเป็นต้องขอต่อวีซ่าชั่วคราวที่เรียกว่า further leave to remain โดยใช้แบบฟอร์ม FLR (O) ไปก่อน และเมื่ออยู่ในอังกฤษครบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ หรือมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะขอวีซ่าถาวรได้จึงค่อยยื่นขอวีซ่าถาวร และควรยื่นใบสมัครทันทีที่มีคุณสมบัติครบถ้วน โดยไม่จำเป็นต้องรอให้วีซ่าเก่าหมดอายุก่อน
อย่างไรก็ตามบุตรผู้มีอายุ เกิน 18 ปีไม่มีสิทธิขอวีซ่าเป็นผู้ติดตามเป็นครั้งแรกได้ กล่าวคือในการขอวีซ่าเป็นบุตรผู้ติดตามครั้งแรก บุตรนั้นจำเป็นจะต้องมีอายุต่ำกว่า 18 ปี
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>แก้ไขข้อผิดพลาดเกี่ยวกับการต่อวีซ่าของบุตรอายุเกิน 18 ปี</p>
<p>ผู้ตอบคำถามในเว็บไซต์ของชมรมเพื่อนหญิงไทยจำเป็นต้องขออภัยและเรียนให้ผู้อ่านทุกท่านทราบถึงข้อผิดพลาดของคำตอบเกี่ยวกับการต่อวีซ่าของบุตรอายุเกิน 18 ปีที่ได้วีซ่าเป็นผู้ติดตามเข้ามาอยู่ในสหราชอาณาจักร ซึ่งเคยตอบไว้ก่อนหน้านี้ โดยผู้ตอบฯ เคยแจ้งว่า บุตรผู้มีคุณสมบัติเกิน 18 จะต่อวีซ่าเป็นผู้ติดตามไม่ได้และจะต้องขอวีซ่าในฐานะอื่น แต่ปรากฎว่าเมื่อผู้ตอบ ฯ ได้สอบถามผู้เชี่ยวชาญ และได้รับการยืนยันว่าในกรณีเช่นนี้มีการต่อวีซ่าได้ และมีผู้ที่เคยได้รับการต่อวีซ่าชนิดนี้ท้วงติงมา จึงต้องการแจ้งให้ผู้อ่านทุกท่านทราบกฎข้อบังคับที่ถูกต้องในเรื่องนี้ กล่าวคือบุตรที่เคยได้วีซ่าเป็นผู้ติดตามมีสิทธิต่อวีซ่าได้ แม้จะอายุเกิน 18 ปีแล้วก็ตาม หากบิดามารดาผู้รับรองยังสามารถเป็นผู้รับรองได้ และวีซ่าของบุตรที่จะได้รับการต่ออายุนี้ก็จะได้รับในระยะเวลาเท่ากันกับระยะเวลาวีซ่าของบิดามารดาผู้รับรอง </p>
<p>ในกรณีที่ผู้รับรองได้วีซ่าถาวรแล้ว แต่บุตรยังไม่มีสิทธิขอวีซ่าถาวร อาจเป็นเพราะยังไม่ได้สอบ Life in the UK หรือยังอยู่ในสหราชอาณาจักรไม่ครบกำหนดระยะเวลาที่จะขอวีซ่าถาวรได้ ก็จำเป็นต้องขอต่อวีซ่าชั่วคราวที่เรียกว่า further leave to remain โดยใช้แบบฟอร์ม FLR (O) ไปก่อน และเมื่ออยู่ในอังกฤษครบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ หรือมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะขอวีซ่าถาวรได้จึงค่อยยื่นขอวีซ่าถาวร และควรยื่นใบสมัครทันทีที่มีคุณสมบัติครบถ้วน โดยไม่จำเป็นต้องรอให้วีซ่าเก่าหมดอายุก่อน</p>
<p>อย่างไรก็ตามบุตรผู้มีอายุ เกิน 18 ปีไม่มีสิทธิขอวีซ่าเป็นผู้ติดตามเป็นครั้งแรกได้ กล่าวคือในการขอวีซ่าเป็นบุตรผู้ติดตามครั้งแรก บุตรนั้นจำเป็นจะต้องมีอายุต่ำกว่า 18 ปี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaiwomensorganisation.com/2009/09/11/%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
  
