Legal

คำเตือน

ขอให้ทุก ๆ ท่านเข้าใจว่าคำถามคำตอบในเว็บนี้ เป็นการปรารภ ถึงเรื่องต่าง ๆ ให้ฟังโดยทั่วไปเท่านั้น ขออย่าได้ถือเป็นการแนะนำทางกฎหมาย ผู้เขียนมีความประสงค์จะนำเรื่องที่คนไทยในประเทศอังกฤษ หรือที่จะมาอังกฤษสนใจ และใช้เป็นประโยชน์ได้เท่านั้น ท่านที่ต้องการคำปรึกษาทางกฎหมายจริง ๆ ขอให้ติดต่อขอคำแนะนำจากทนายผู้เชี่ยวชาญกฎหมายด้านนี้อย่างเป็นทางการ

ประกันความรับผิดชอบของนายจ้าง (ต่อลูกจ้าง) (Employers’ Liability Compulsory Insurance)

Friday, September 11th, 2009

ประกันความรับผิดชอบของนายจ้าง (ต่อลูกจ้าง) (Employers’ Liability Compulsory Insurance)

คำแนะนำสำหรับนายจ้าง
ตามกฎหมายนายจ้างจำเป็นต้องมีประกันความรับผิดชอบให้กับลูกจ้างในกรณีเกิดการบาดเจ็บ หรือเจ็บป่วย เพราะทำงานให้นายจ้าง

ประกันความรับผิดชอบของนายจ้าง (Employers’ Liability Compulsory Insurance) คืออะไร
นายจ้างจะต้องรับผิดชอบต่อภัยอันตรายที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของลูกจ้างและความปลอดภัยในที่ทำงาน ระหว่างที่ลูกจ้างทำงานให้นายจ้าง ลูกจ้างอาจจะได้รับบาดเจ็บในที่ทำงาน หรือเกิดอาการเจ็บป่วยเพราะงานที่ทำให้นายจ้าง และถึงแม้ลูกจ้างจะได้ออกจากงานนั้นไปแล้ว ลูกจ้างก็อาจจะร้องเรียนให้นายจ้างจ่ายเงินชดเชยให้ได้ หากนายจ้างมีส่วนรับผิดชอบ ประกันความรับผิดชอบของนายจ้างนี้ก็หมายความว่า นายจ้างจะต้องมีกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งจะจ่ายเงินค่าชดเชยเหล่านี้ให้แก่ลูกจ้าง ในขั้นต่ำสุดที่กฎหมายกำหนดไว้

ประกันความรับผิดชอบนี้จะทำให้นายจ้างสามารถจ่ายเงินค่าชดเชยให้ลูกจ้างได้ ไม่ว่าอาการบาดเจ็บ หรือเจ็บป่วยจะเกิดขึ้นใน หรือนอกสถานที่ทำงาน แต่อย่างไรก็ตามหากลูกจ้างประสบอุบัติเหตุเกี่ยวกับรถยนต์ในระหว่างที่ทำงานให้นายจ้าง ประกันภัยของรถยนต์อาจจะครอบคลุมในกรณีนั้น

ประกันความรับผิดชอบต่อสาธารณชน (Public Liability Insurance) ต่างจากประกันความรับผิดชอบของนายจ้าง ตรงที่ประกัน ฯ ต่อสาธารณชนจะคุ้มครองในกรณีที่บุคคลภายนอก หรือ กิจการอื่น ๆ ฟ้องร้องนายจ้าง แต่ไม่คุ้มครองในกรณีลูกจ้างเป็นผู้ฟ้อง กฎหมายไม่ได้บังคับให้นายจ้างมีประกัน ฯ ต่อสาธารณชน แต่นายจ้างจำเป็นต้องมีประกัน ฯ ต่อลูกจ้าง นายจ้างผู้ใดไม่มีประกันภัย ฯ ต่อลูกจ้าง ซึ่งยังไม่หมดอายุ และมีผลบังคับตามกฎหมาย นายจ้างผู้นั้นก็อาจโดนปรับได้

ซื้อประกันภัยได้จากบริษัทไหน
ท่านจะต้องซื้อกรมธรรม์ประกัน ฯ ต่อลูกจ้าง จากบริษัทประกันที่ได้รับอนุญาตแล้วเท่านั้น ไม่เช่นนั้นจะถือว่าเป็นการผิดกฎหมาย ท่านต้องสอบถามกับบริษัทประกันของท่านว่าเขาได้รับอนุญาตหรือไม่ ก่อนที่จะซื้อประกันชนิดนี้ บริษัทประกันที่ได้รับอนุญาตคือผู้ที่ประกอบการภายใต้การควบคุมของ Financial Services Authority: FSA ผู้ซึ่งมีบัญชีรายชื่อบริษัทประกันที่ได้รับอนุญาตแล้ว ท่านอาจตรวจสอบได้ว่าบริษัทประกันของท่านได้รับอนุญาตหรือไม่ที่ www.fsa.gov.uk หรือโทรศัพท์ไปที่ FSA หมายเลข 0845 606 1234

กรมธรรม์ประกัน ฯ จะมีข้อแม้ได้หรือไม่
หากท่านซื้อกรมธรรม์ ฯ ท่านจำเป็นต้องตกลงกับบริษัทประกันว่าเขาจะจ่ายเงินค่าชดเชยให้ลูกจ้างในกรณีใดบ้าง เช่นกรมธรรม์ ฯ จะครอบคลุมถึงการงานประเภทใดในกิจการของท่านบ้าง แต่ท่านไม่มีสิทธิที่จะตกลงกับบริษัทประกัน และเขาก็ไม่มีสิทธิบังคับให้ท่านรับเงื่อนไขที่อาจลดเงินค่าชดเชยที่จ่ายให้ลูกจ้างได้ และท่านจำเป็นต้องตรวจสอบว่ากรมธรรม์ประกัน ฯ ของท่านไม่มีเงื่อนไขดังต่อไปนี้

บริษัทประกันไม่อาจปฏิเสธการจ่ายเงินค่าชดเชยเพียงเพราะเหตุผลดังต่อไปนี้

• ท่านไม่ได้จัดหาอุปกรณ์ที่สมควรเพื่อป้องกันการบาดเจ็บหรือการเจ็บป่วยให้แก่ลูกจ้าง
• ท่านไม่ได้เก็บรักษาประวัติข้อมูลของลูกจ้าง และไม่สามารถให้ข้อมูลเหล่านี้แก่บริษัทประกัน ฯ ได้
• ท่าน (หรือลูกจ้างอื่น ๆ ของท่าน) ได้ประพฤติปฏิบัติบางสิ่งบางอย่างที่บริษัทประกันได้ห้ามท่านไว้แล้ว เช่น ห้ามไม่ให้ท่านเอ่ยวาจารับผิดชอบแก่ผู้ใด
• ท่านไม่ได้กระทำบางสิ่งบางอย่างที่บริษัทประกัน ได้แจ้งให้ท่านทำ เช่น ทำการแจ้งต่อหน่วยงานต่าง ๆ เมื่อมีอาการบาดเจ็บเกิดขึ้น
• ท่านไม่ได้กระทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ในเรื่องการป้องกันภัยอันตรายอันอาจเกิดขึ้นต่อลูกจ้าง

แม้ท่านจะยังได้รับความคุ้มครองจากการประกันภัย ในกรณีที่ไม่ได้ทำหน้าที่ของตนเองในการปกป้องภัยอันตรายต่อสุขภาพของลูกจ้างตามที่กฎหมายระบุไว้ เช่น ท่านมีหน้าที่

• ประเมินความเสี่ยงต่อภัยอันตรายอย่างพอเพียงและเหมาะสม
• ดำเนินการทุกอย่างที่เหมาะสมเพื่อป้องกันอันตรายต่อลูกจ้าง และ
• รายงานเรื่องราวเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น

แต่ในกรณีที่บริษัทประกัน คิดว่าท่านไม่ได้ทำหน้าที่ตามกฎหมายในการป้องกันอันตรายต่อสุขภาพของลูกจ้าง และการละเมิดหน้าที่ของท่านทำให้บริษัทประกันต้องจ่ายเงินค่าชดเชยแก่ลูกจ้างแล้ว กรมธรรม์ประกันภัยก็จะอนุญาตให้บริษัทประกันฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากท่านได้

บริษัทประกัน ฯ จะบังคับให้ท่านจ่ายเงินส่วนหนึ่งของค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างได้หรือไม่
บริษัทประกัน ฯ ต้องจ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามที่บริษัท ฯ ได้ตกลงกับลูกจ้าง หรือตามคำสั่งของศาล บริษัทประกัน ฯ ไม่มีสิทธิสร้างเงื่อนไขให้ท่านในฐานะนายจ้าง หรือให้ตัวลูกจ้างเองจ่าย เงินค่าชดเชยส่วนหนึ่ง แต่ท่านมีสิทธิที่จะตกลงกับบริษัทประกัน ฯ ว่าท่านจะจ่ายเงินส่วนหนึ่งที่บริษัทต้องจ่ายให้ลูกจ้างคืนให้บริษัท ฯ ซึ่งก็จะทำให้ค่าธรรมเนียมสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยลด

ท่านจะต้องมีประกันภัยเป็นวงเงินเท่าไร
กฎหมายบังคับให้นายจ้างมีประกันเป็นวงเงินอย่างน้อย 5 ล้านปอนด์ แต่ท่านควรจะพิจารณาให้ดีถึงความเสี่ยงต่าง ๆ ว่าท่านควรมีประกันมากกว่านั้นหรือไม่ เพราะ วงเงิน 5 ล้านปอนด์นี้ต้องรวมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการฟ้องศาลด้วย และ 5 ล้านปอนด์อาจไม่เพียงพอในกรณีที่มีการเสียหายมาก ตามปกติบริษัทประกันจะขายประกันเป็นวงเงินอย่างน้อย 10 ล้านปอนด์

ท่านจำเป็นต้องบอกลูกจ้างหรือไม่ว่าท่านมีประกันภัย ฯ
เมื่อเวลาที่ท่านซื้อหรือ ต่อกรมธรรม์ประกันภัย บริษัทประกันจะให้ใบสำคัญการประกันภัย (Certificate of insurance) มาให้ ซึ่งจะแสดงวงเงินประกัน และชื่อของผู้ประกัน ท่านต้องติดประกาศใบสำคัญนี้ในสถานที่ที่ลูกจ้างสามารถเห็นได้ชัดเจน

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2008 เป็นต้นมา กฎหมายอนุญาตให้ท่านแสดงใบสำคัญการประกันนี้ทางคอมพิวเตอร์ได้ แต่นายจ้างผู้เลือกที่จะแสดงใบสำคัญโดยวิธีนี้ จะต้องมั่นใจว่าลูกจ้างทุกคนมีคอมพิวเตอร์ในที่ทำงาน และทุกคนรู้วิธีที่จะหาและเปิดดูเอกสารนี้ได้

กฎหมายนี้มีผลบังคับกับนายจ้างผู้ใดบ้าง
นายจ้างที่ไม่ต้องมีประกันภัยนี้คือ

• หน่วยงานราชการ
• กิจการในครอบครัว คือกิจการที่ลูกจ้างทุกคนเป็นสมาชิกใกล้ชิดภายในครอบครัวของนายจ้าง คือ คู่สมรสต่างเพศหรือเพศเดียวกัน บิดามารดา บิดามารดาเลี้ยง ปู่ย่าตายาย บุตรธิดา บุตรธิดาเลี้ยง หลาน พี่น้องพ่อแม่เดียวกันหรือต่างบิดาหรือต่างมารดา แต่หากกิจการในครอบครัวนี้จดทะเบียนในรูปแบบบริษัทจำกัด (limited companies) บริษัทนี้จำเป็นต้องมีประกันภัยความรับผิดชอบของนายจ้างนี้
• บริษัทที่มีลูกจ้างเพียงคนเดียว และลูกจ้างผู้นี้มีหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไป ในบริษัท

ท่านต้องมีประกันภัยสำหรับพนักงานทุกคนหรือไม่
ท่านจำเป็นต้องมีประกันภัยสำหรับพนักงานที่เป็นลูกจ้าง หรือเป็นผู้กำลังฝึกงาน (Apprentice) แต่ไม่ต้องมีประกันสำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ (self-employed) การที่พนักงานผู้หนึ่งจะเป็นลูกจ้างหรือเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ ไม่สำคัญว่าท่านจะเรียกเขาว่าลูกจ้างหรือเขาทำงานให้ตนเอง หรือ มีสถานะทางภาษีอย่างไร แต่ขึ้นอยู่กับลักษณะที่แท้จริงของความสัมพันธ์ และการควบคุมการทำงาน ของนายจ้างต่อพนักงานผู้นี้ หากท่านไม่แน่ใจว่าพนักงานผู้ใดเป็นลูกจ้างหรือเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ ข้อมูลข้างล่างนี้อาจช่วยให้ท่านตัดสินใจได้

ท่านจำเป็นต้องมีประกันภัยให้กับพนักงานผู้ที่มีลักษณะต่อไปนี้
• ท่านหักเงินค่าประกันสังคม และภาษีเงินได้จากเงินค่าจ้างของพนักงานผู้นี้
• ท่านมีสิทธิควบคุมว่าพนักงานผู้นี้จะทำงานที่ไหน เมื่อไร และอย่างไร
• ท่านเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์และเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำงานให้แก่พนักงาน
• ท่านมีสิทธิในกำไรที่พนักงานผู้นี้นำมา แต่ท่านก็อาจตกลงแบ่งบันกำไรบางส่วนให้กับพนักงานในรูปแบบค่านายหน้า โบนัส หรือหุ้นในบริษัทนายจ้าง
• ท่านต้องการให้พนักงานผู้นี้ทำงานให้ท่าน และเขาไม่มีสิทธิจ้างคนอื่นมาทำงานแทน หากเขาทำงานให้ท่านไม่ได้
• ท่านปฏิบัติต่อพนักงานผู้นี้เหมือนกับลูกจ้างอื่น ๆ เช่น เขาทำงานอย่างเดียวกัน และภายใต้เงื่อนไขเดียวกันกับลูกจ้างอื่น ๆ ของท่าน

ท่านไม่จำเป็นต้องมีประกันภัยให้กับพนักงานผู้ที่มีลักษณะต่อไปนี้
• พนักงานผู้นี้ไม่ได้ทำงานให้ท่านแต่ผู้เดียว เขาทำงานในลักษณะผู้รับเหมาอิสระ (independent contractor)
• พนักงานผู้นี้จัดหาอุปกรณ์และเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำงานของเขาเองเป็นส่วนใหญ่
• พนักงานผู้นี้ทำกิจการงานโดยหวังผลกำไรของตัวเอง
• เขามีสิทธิจ้างผู้อื่นให้มาทำงานแทน หากเขาไม่สามารถมาทำงานให้ท่านได้
• ท่านไม่ได้หักเงินค่าประกันสังคม และภาษีเงินได้จากเงินค่าจ้างของพนักงานผู้นี้ แต่อย่างไรก็ตามแม้พนักงานผู้หนึ่งจะเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระทางด้านภาษี เขาอาจจะถูกนับเป็นลูกจ้างในด้านอื่น และท่านจำเป็นจะต้องมีประกันภัยเพื่อคุ้มครองเขาด้วย

ในบางกรณี ท่านไม่จำเป็นต้องมีประกันเพิ่มเติมให้แก่
• อาสาสมัคร
• นักศึกษาที่มาทำงานให้ท่านโดยไม่ได้ค่าจ้าง
• ผู้อื่นที่ท่านไม่ได้รับเป็นลูกจ้าง แต่มาทำการฝึกงานกับท่าน หรือ
• นักเรียนหรือนักศึกษาที่มาดูงาน (work experience)

โดยปกติ บริษัทประกันจะคุ้มครองบุคคลเหล่านี้รวมอยู่ในกรมธรรม์ประกันภัยของท่าน ดังนั้นท่านไม่ต้องแจ้งให้บริษัท ฯ ทราบหากท่านมีบุคคลเหล่านี้มาทำงานให้ แต่ท่านควรแจ้งบริษัทประกัน หากเขาจะต้องมาทำงานเป็นระยะเวลานาน หรือทำงานประเภทที่ไม่ใช่งานปกติสำหรับกิจการของท่าน และท่านควรคำนึงถึงความเสี่ยงต่าง ๆ ที่บุคคลเหล่านี้ อาจประสบในระหว่างทำงานให้ท่าน และท่านต้องประเมินความเสี่ยงพิเศษ หากมีผู้เยาว์มาทำงานให้ท่านและจัดการกับความเสี่ยงเหล่านั้น

แต่หากประกันความรับผิดชอบของนายจ้างที่ท่านมีไม่ครอบคลุมถึงบุคคลเหล่านี้ ท่านต้องปรึกษาบริษัทประกัน ฯ ก่อนที่ท่านจะรับบุคคลเหล่านี้เข้าทำงาน

สำหรับลูกจ้างที่ทำงานบ้านของท่าน โดยทั่วไปแล้วท่านไม่จำเป็นต้องมีประกัน ฯ คุ้มครองให้บุคคลเหล่านี้ โดยเฉพาะบุคคลจำพวก คนทำสวน พนักงานทำความสะอาด หากเขาทำงานให้นายจ้างหลาย ๆ คน แม้ผู้ดูแลเด็กเป็นครั้งคราวก็ไม่จำเป็นต้องมีประกันให้ แต่หากบุคคลเหล่านี้ทำงานให้ท่านแต่ผู้เดียว ท่านอาจจะต้องมีประกันคุ้มครองให้เขาด้วย

ท่านจำเป็นต้องเก็บรักษากรมธรรม์เก่าที่หมดอายุแล้วหรือไม่
ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2008 กฎหมายไม่บังคับให้ท่านเก็บรักษากรมธรรม์เก่า ๆ ที่หมดอายุอีกต่อไป แต่นายจ้างก็สมควรที่จะต้องเก็บประวัติการประกันภัยของตนไว้ให้ครบชุด เพราะโรคเจ็บป่วยบางอย่างใช้เวลานานหลังจากที่บุคคลได้ประสบกับเหตุที่ทำให้ก่อโรค ก่อนที่อาการของโรคจะปรากฎ ดังนั้นลูกจ้างที่ออกไปนานแล้วอาจจะย้อนกลับมาฟ้องร้องสำหรับช่วงระยะเวลาที่เขาได้ทำงานให้ท่านและประสบกับเหตุของโรคนั้นในที่ทำงานของท่านก็ได้

นายจ้างที่ไม่ได้เก็บรักษาประวัติการประกันภัยเก่า ๆ ของตน อาจเสี่ยงต่อการที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างจากทรัพย์สินของตนเอง

อะไรจะเกิดขึ้นหากนายจ้างไม่มีประกันความรับผิดชอบของนายจ้าง
คณะกรรมการจัดการสุขภาพและความปลอดภัย (Health and Safety Executive) มีหน้าที่ดูแลการบังคับกฎหมายในเรื่องนี้ และผู้ตรวจการของคณะกรรมการ ฯ ก็อาจตรวจสอบได้ว่าท่านมีประกันความรับผิดชอบของนายจ้างกับบริษัทประกันที่ได้รับอนุญาตแล้วในวงเงินไม่น้อยกว่า 5 ล้านปอนด์หรือไม่ ผู้ตรวจการอาจขอดูใบกรมธรรม์และเอกสารการประกันภัยอื่น ๆ ของท่านได้

หากท่านไม่มีประกันภัยชนิดนี้ ท่านอาจถูกปรับไม่เกิน 2,500 ปอนด์ต่อวัน และหากท่านไม่ได้ติดประกาศใบสำคัญการประกันนี้ไว้ หรือไม่ยอมแสดงใบสำคัญนี้ให้ผู้ตรวจการเมื่อมีการร้องขอ ท่านอาจถูกปรับไม่เกิน 1,000 ปอนด์

ท่านจะหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ไหน
หากท่านต้องการคำปรึกษาทางกฎหมาย ในกรณีที่ท่านไม่แน่ใจว่าพนักงานของท่านเป็นลูกจ้างที่ท่านจำเป็นต้องมีประกันไว้คุ้มครองหรือไม่ ท่านอาจปรึกษาทนายความ หรือขอคำแนะนำได้จาก ศูนย์กฎหมาย (Law Centre) หรือ ศูนย์ปรึกษากฎหมายของประชาชน (Citizen Advice Bureau)

หากท่านต้องการข้อมูลอื่น ๆ ท่านติดต่อได้ที่

สำนักงานของคณะกรรมการจัดการสุขภาพและความปลอดภัย (Health and Safety Executive) ใกล้บ้าน โดยสามารถหาที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ได้จากสมุดโทรศัพท์ ภายใต้ชื่อ Health and Safety Executive

สายด่วนของคณะกรรมการ ฯ (HSE’s Infoline) คือ 0845 345 0055
แฟกซ์ 0845 408 9566
อีเมล์ hse.infoline@natbrit.com
เว็บไซต์ www.hse.gov.uk

หรือเขียนจดหมายไปที่

HSE Information Services,
Caerphilly Business Park
Caerphilly CF83 3GG

หางานอย่างไร? โดย คุณอดิศักดิ์ เพ็ชรสงค์

Friday, September 11th, 2009

หางานอย่างไร? โดย คุณอดิศักดิ์ เพ็ชรสงค์

หางานอย่างไร??
มีเพื่อนคนไทยหลายท่านที่อยู่ในสหราชอาณาจักรโดยไม่ได้เดินทางเข้ามาเพื่อทำงานโดยตรง แต่เดินทางเข้ามาด้วยสาเหตุอื่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเหตุผลทางครอบครัว เช่นแต่งงานกับชาวอังกฤษแล้วเดินทางมาอยู่กับคู่สมรส หรือติดตามคู่สมรสที่มาทำงานที่นี่ หากเดินทางเข้ามาเพื่อทำงานโดยตรง เช่นได้วีซ่าทำงานเข้ามา แน่นอนว่าเรื่องการหางานอาจจะไม่ใช่ปัญหาเลย เพราะท่านทราบแน่นอนว่าจะทำอะไร และที่ไหน แต่สำหรับผู้ที่เดินทางเข้ามาด้วยสาเหตุอื่นดังกล่าว การหางานอาจจะเป็นเรื่องที่ชวนปวดหัวอีกเรื่องหนึ่ง ด้วยสังคมใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่ และระบบใหม่ๆ ที่ยังไม่คุ้นเคยยิ่งทำให้การหางานในสหราชอาณาจักรดูเป็นเรื่องยากกว่าการหางานทำในเมืองไทยหลายเท่านัก เนื้อหาในส่วนนี้มีจุดประสงค์ที่จะให้ความรู้เบื้องต้นเพื่อเป็นแนวทางสำหรับการหางานในสหราชอาณาจักร ถึงแม้จะไม่ใช่สูตรสำเร็จในการหางาน แต่เชื่อว่าจะสามารถเป็นจุดเริ่มต้นให้แก่ท่านได้ ก่อนอื่นผู้เขียนขออนุญาตเริ่มต้นกล่าวถึงความสำคัญของภาษาอังกฤษ แล้วจึงตามด้วยข้อคิดก่อนที่จะลงมือหางานทำ หลังจากนั้นจะกล่าวถึงแหล่งงานต่างๆ ก่อนที่จะปิดท้ายด้วยความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการเขียนประวัติย่อ (CV)

ภาษาอังกฤษสำคัญที่สุด
ประการแรกที่ผู้เขียนอยากให้เป็นจุดเริ่มต้นของการหางานและใช้ชีวิตในต่างแดนก็คือ การพัฒนาตนเองด้านภาษาอังกฤษ ทันทีที่ท่านเดินทางเข้ามาในประเทศนี้ท่านอาจอยากจะเริ่มต้นหางานทำเพื่อให้ได้เงินมาจุนเจือครอบครัวหรือส่งไปช่วยเหลือครอบครัวที่เมืองไทยอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่เมื่อท่านตัดสินใจมาใช้ชีวิตอยู่ในที่นี่ในระยะยาว ภาษาอังกฤษย่อมเป็นเหมือนไฟส่องทางให้ท่านเดินก้าวไปในอนาคตได้อย่างมั่นคงและมั่นใจในทุกๆ ด้านรวมทั้งเรื่องงานด้วย และการหาความรู้ภาษาอังกฤษย่อมเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ก่อนอื่นควรสำรวจความรู้ภาษาอังกฤษของตัวท่านเองว่าอยู่ในระดับใด แล้วเลือกลงเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษที่เหมาะสม ท่านอาจจะติดต่อกับโรงเรียนใกล้บ้านเพื่อสมัครเรียน ซึ่งส่วนใหญ่ทางโรงเรียนจะให้ทำการทดสอบวัดความรู้ก่อน เพื่อจะได้แนะนำหลักสูตรให้เหมาะกับความรู้เดิม ผู้เขียนขอย้ำอีกครั้งว่า “ภาษาอังกฤษสำคัญที่สุด” สำหรับคุณแม่บ้านที่แต่งงานกับชาวอังกฤษแล้วย้ายมาอยู่ในสหราชอาณาจักรตามคู่สมรส ขอให้ใช้ช่วงเวลาที่เพิ่งย้ายมาใหม่ๆ เรียนรู้ภาษาอังกฤษให้เต็มที่ ผู้เขียนเห็นว่าช่วงนี้เป็นช่วงเวลาทองของการเรียนภาษาอังกฤษเพราะคู่สมรสของท่านคงยังไม่คาดหวังให้ท่านออกไปหางานทำเต็มเวลา หรือส่วนใหญ่อาจจะไม่คาดหวังให้ท่านออกไปหางานทำเลยซะด้วยซ้ำ แถมอาจจะยังไม่มีภาระอื่นๆ เช่นมีลูก เป็นต้น การที่ท่านตั้งใจศึกษาหาความรู้ภาษาอังกฤษ นอกจากจะเป็นการเพิ่มพูนทักษะให้กับตัวเองแล้ว ยังเป็นการแสดงให้คู่สมรสเห็นด้วยว่า ท่านมีความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเองให้ใช้ชีวิตอยู่ในสหราชอาณาจักรกับเขาและครอบครัวได้อย่างมีความสุข

การเรียนภาษาอังกฤษ ไม่จำเป็นต้องลงเรียนหลักสูตรที่ใช้เวลาเรียนเต็มเวลา หากมีภาระความรับผิดชอบหลายอย่างท่านอาจจะลงเรียนหลักสูตรซึ่งใช้เวลาเรียนซึ่งเหมาะสมกับชีวิตประจำวันได้ เช่นเรียนเฉพาะตอนเย็น หรือเรียนสัปดาห์ละหนึ่งหรือสองวัน เป็นต้น ข้อสำคัญคือไม่ควรอ้างว่า “ไม่มีเวลา” เพราะการเรียนเพียงสัปดาห์ละชั่วโมงหรือสองชั่วโมง คงไม่เป็นการยากเกินไป และก็เป็นการลงทุนที่จะให้ผลคุ้มค่าในอนาคตแน่นอน

คิด…ก่อนจะลงมือ
สำหรับท่านที่เห็นว่าการหางานทำจะดูเป็นเรื่องที่ชวนปวดหัว ยุ่งยาก และไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร การเริ่มต้นที่ตัวท่านเองน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด ท่านควรถามตัวเองด้วยคำถามต่างๆ เพื่อช่วยให้ท่านเข้าให้ทั้งตัวเองและงานที่อยากจะทำได้ดีขึ้น เมื่อเข้าใจแล้วการหางานก็จะง่ายขึ้นมาก

• งานหรืออาชีพ?
แม้ว่าคำว่างานและอาชีพ อาจจะฟังดูเหมือนกันสำหรับหลายๆ คน แต่ทั้งสองคำนี้ก็มีความแตกต่างกันอยู่ไม่น้อย ท่านต้องถามตัวเองว่าท่านมีความต้องการอะไรจากสิ่งที่ท่านจะทำ ต้องการทำงานเพียงเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว หรือต้องการมีอาชีพที่จะสามารถพัฒนาก้าวหน้าไปในอนาคต? อยากทำงานเหมือนที่เคยทำในเมืองไทย หรือต้องการทำงานที่แตกต่าง ท้าทาย? ท่านพร้อมที่จะรับผิดชอบในงานมากน้อยแค่ไหน?
ในช่วงแรกๆ ท่านอาจจะอยากทำแค่งานบางอย่างเพื่อให้ได้เงินมาพอใช้พอจ่าย ในช่วงที่ท่านกำลังปรับตัวให้เข้ากับสังคมใหม่และเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพิ่มเติม บางท่านอาจจะเลือกทำงานในร้านอาหารไทยไปก่อน หลังจากที่ความรู้ภาษาอังกฤษของท่านดีในระดับหนึ่งแล้ว ค่อยคิดที่จะขยับขยายต่อไป
แต่ไม่ว่าท่านจะเลือกทำงานชั่วคราวอะไรในช่วงแรกนี้ ผู้เขียนขออนุญาตย้ำอีกครั้งว่า ในขั้นนี้ท่านจะต้องไม่ลืมว่าจะต้องพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ พร้อมทั้งหาความรู้ด้านอื่นๆ เพิ่มเติม ผู้เขียนเห็นเพื่อนคนไทยหลายท่านเมื่อหางานทำได้แล้ว ก็ทำงานจนเพลินและลืมหรือไม่สนใจเรื่องการศึกษาหาความรู้ภาภาษาอังกฤษอีกแล้ว หลายปีผ่านไปท่านเหล่านั้นก็ยังทำงานเช่นเดิม ในตำแหน่งเดิม ไม่ว่าจะเป็นงานร้านอาหารไทย งานในโรงงาน หรืองานทำความสะอาด ผู้เขียนไม่ได้หมายความว่างานเหล่านั้นไม่ดีแต่อย่างใด แต่ในหลายกรณี ผู้เขียนรู้สึกเสียดายแทนเพื่อนคนไทยที่ได้พัฒนาความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในงานที่ตัวเองทำจนถึงขั้นเป็นหัวหน้างาน เป็นผู้จัดการ หรือผู้บริหารได้แล้ว แต่ความรู้ภาษาอังกฤษกลับเป็นตัวขัดขวางไม่ให้เขาก้าวหน้าในอาชีพอย่างที่เขาควรจะเป็น ซึ่งเป็นการน่าเสียดายอย่างยิ่ง

• ท่านชอบทำอะไร?
อาจเป็นการง่ายที่จะหางาน หากทราบว่าท่านชอบอะไร แล้วมีงานอะไรที่ตรงกับสิ่งที่ชอบบ้าง แต่หากปัญหาหนึ่งคือยังไม่แน่ใจว่างานไหนที่เหมาะกับตัวท่านหรือทำแล้วมีจะความสุข ก่อนจะลงมือหางานทำ จึงควรศึกษาถึงคำบรรยายลักษณะงาน (job profile) ของงานประเภทต่างๆ ว่ามีลักษณะและความรับผิดชอบอย่างไรบ้าง ต้องใช้ทักษะและมีความสนใจอะไรบ้าง แล้วค่อยพิจารณาว่าสิ่งเหล่านั้นเหมาะสมกับตัวท่านมากน้อยแค่ไหน โดยสามารถหาลักษณะของงานได้จากเว็บไซต์ต่างๆ เช่น http://careersadvice.direct.gov.uk/ หรือ http://www.prospects.ac.uk/ เป็นต้น

แต่หากลองศึกษาข้อมูลดังกล่าวแล้วยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ว่าสนใจงานประเภทไหนหรือยังไม่แน่ใจว่างานอะไรจะเหมาะกับท่านจริงๆ แล้วละก็ ลองใช้แบบทดสอบความสามารถและความสนใจ (skills and interests assessment) เพื่อเป็นเครื่องช่วยได้ แบบทดสอบเหล่านี้จะประเมินทักษะที่มี สำหรับทักษะบางอย่าง ตัวเองท่านเองก็อาจไม่เคยตระหนักว่ามีทักษะเหล่านี้อยู่เลยก็เป็นได้! นอกจากนี้แบบทดสอบยังสามารถจะเชื่อมโยงทักษะกับงานประเภทต่างๆ อย่างที่ท่านอาจจะคิดไม่ถึงมาก่อน! ลองทำแบบทดสอบเหล่านี้ได้ออนไลน์จาก:

http://northwest.careers-advice.org/helpwithyourcareer/skills/

หลังจากที่ลองทำแบบทดสอบแล้ว ท่านอาจจะได้ประเภทของงานที่อยากทำหรือมีความสนใจ ซึ่งจะช่วยให้สามารถกำหนดขอบเขตของงานที่จะมองหาต่อไปให้แคบลงมาได้ และยังช่วยให้ระบุคุณวุฒิและประสบการณ์ที่จำเป็นต่อทำงานนั้นๆ ได้ด้วย

สำหรับท่านที่เคยทำงานที่เมืองไทย และอยากทำงานในสาขาเดิมที่ประเทศอังกฤษ ควรหารายละเอียดต่างๆ ตรวจสอบดูว่าจะสามารถใช้คุณวุฒิและประสบการณ์ที่มีกับตำแหน่งงานในประเทศนี้ได้มากน้อยแค่ไหน โดยหากท่านมีคุณวุฒิมาจากเมืองไทย ท่านสามารถเปรียบเทียบคุณวุฒิดังกล่าวในมาตรฐานของประเทศอังกฤษได้ โดยใช้บริการของ National Academic Recognition Information Centre (NARIC) แล้วค่อยพิจารณาว่ามีความจำเป็นต้องหาความรู้เพิ่มเติมอะไรบ้างหรือไม่ อย่างไร

• เงินเดือนและเรื่องอื่นๆ ?
ท่านจะต้องมองหางานที่เหมาะกับไลฟ์ไสต์ของท่าน เช่น ชั่วโมงทำงาน ระดับค่าจ้างเงินเดือน หรือจะต้องเดินทางมากน้อย ใกล้ไกล แค่ไหน?

• ท่านอยากทำงานกับใคร?
การเลือกรูปแบบขององค์กร ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้สามารถตัดสินใจเลือกงานที่ทำ หรือช่วยให้จำกัดขอบเขตในการหางานให้แคบลงได้ อาจจะต้องคิดถึงสิ่งที่ท่านอยากได้จากที่ทำงาน หรือแม้กระทั้งสิ่งที่ไม่ต้องการ ยกตัวอย่างเช่น
1. ทำงานกับบริษัทใหญ่ๆ ที่สามารถเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่ได้ในอนาคต
2. ทำงานกับบริษัทเล็กๆ ที่ให้โอกาสเรียนรู้งานทุกๆ ด้านของบริษัท
3. ทำงานกับบริษัทที่มีชื่อเสียง
4. มีโอกาสได้ฝึกงาน
5. ทำงานกับบริษัทที่มีวัฒนธรรมในองค์กรที่ท่านชอบ
6. บริษัทนั้นอยู่ใกล้บ้าน สะดวกต่อการเดินทาง ฯลฯ
เมื่อหาคำตอบให้กับสิ่งต่างๆที่ท่านต้องการหรือไม่ต้องการจากที่ทำงานได้แล้ว ท่านอาจจะสามารถเลือกบริษัทหรือที่ที่คิดว่าอยากจะทำงานด้วยได้

• ตำแหน่งชั่วคราวหรือถาวร?
ท่านควรตัดสินใจว่าอยากจะทำงานในตำแหน่งชั่วคราวหรือถาวร โดยคำนึงถึงสถานการณ์ต่างๆ เช่น อาจจะอยากทำงานชั่วคราวเพราะมีแผนจะเดินทางกลับเมืองไทยในระยะเวลาอันใกล้ หรืออยากทำงานชั่วคราวเพราะจะได้ลองทำงานเพื่อให้ได้ประสบการณ์ในสาขาที่แตกต่างกัน เป็นต้น

จะหางานได้ที่ไหน?
หลังจากที่ตอบคำถามต่างๆ เกี่ยวกับงานที่อยากทำแล้วก็ถึงขั้นลงมือหางานจริงๆ ตำแหน่งงานมีประกาศไว้ในหลายๆ สื่อด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ ศูนย์จัดหางาน Jobcenter ทางอินเตอร์เน็ต ฯลฯ การมองหางานจาก หลายๆ สื่อจะยิ่งเพิ่มโอกาสในการหางานของท่านให้มากขึ้น

 หนังสือพิมพ์
ท่านอาจจะมองหาตำแหน่งงานได้จากหนังสือพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์รายวันที่ขายทั่วประเทศ เช่น The Times หรือ The Mirror หรือจะเป็นหนังสือพิมพ์ในท้องถิ่นซึ่งอาจจะเป็นรายวัน หรือรายสัปดาห์ โดยสามารถหารายละเอียดเกี่ยวกับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นได้จาก เว็บไซต์ของสมาคมหนังสือพิมพ์ที่ http://www.newspapersoc.org.uk/

 ศูนย์จัดหางาน (Jobcentres)
ศูนย์จัดหางานเป็นองค์กรของรัฐที่ช่วยเหลือประชาชนเกี่ยวกับการจัดหางานและให้บริการเกี่ยวกับสวัสดิการทางสังคม โดยมีบริการหลักๆ ที่เกี่ยวกับการหางานคือ
• ป้ายประกาศหางาน ซึ่งจะลงประกาศตำแหน่งว่างและรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับงานนั้นๆ
• ฐานข้อมูลตำแหน่งงาน (Jobpoints) ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์แบบจอสัมผัสที่รวบรวมตำแหน่งงานไว้ให้ท่านเลือก
• สายด่วนเพื่อคนหางาน (Jobseeker Direct) บริการทางโทรศัพท์ที่สามารถใช้เพื่อค้นหารายละเอียดของตำแหน่งงานว่าง ขอใบสมัคร หรือนัดวันสัมภาษณ์ได้ (โทร 0845 60 60 230)
เจ้าหน้าที่ที่ศูนย์จัดหางานสามารถให้ความรู้เกี่ยวกับตำแหน่งงานที่เหมาะกับความต้องการและคุณสมบัติของท่านได้ ไม่ว่าท่านจะหางานเป็นครั้งแรกหรือต้องการเปลี่ยนงานก็ตาม นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังสามารถให้ความรู้เกี่ยวกับโครงการฝึกอบรมต่างๆ ของรัฐบาลที่สามารถเข้าร่วมได้ พร้อมทั้งเรื่องอื่นๆ ที่อาจจะจำเป็นสำหรับการทำงาน ยกตัวอย่างเช่น บริการรับเลี้ยงเด็ก ระหว่างที่ท่านไปทำงาน โดยสามารถหารายละเอียดเกี่ยวกับศูนย์จัดหางานใกล้บ้านได้ที่ http://www.jobcentreplus.gov.uk/

 สำนักงานบริการด้านอาชีพ (Career Service)
สำนักงานบริการอาชีพมักจะลงประกาศตำแหน่งงานว่างให้กับนายจ้างในพื้นที่ให้บริการ ซึ่งบางครั้งอาจจะเป็นตำแหน่งที่ต้องการคนทำงานเร่งด่วนหรืองานที่เป็นการฝึกงาน nextstep เป็นสำนักงานบริการด้านอาชีพที่ท่านสามารถใช้บริการได้ ถึงแม้ว่าโดยส่วนใหญ่แล้วสำนักงานเหล่านี้จะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแหล่งรวบรวมตำแหน่งงานไว้โดยตรงอย่างเช่นศูนย์จัดหางาน แต่ส่วนใหญ่ทางสำนักงานจะมีการติดต่อกับบริษัทในพื้นที่อยู่เสมอ ดังนั้นจึงอาจจะมีข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่กำลังเปิดรับสมัครพนักงานใหม่ ท่านสามารถหาสำนักงาน nextstep ใกล้บ้านได้ที่ http://nextstep.direct.gov.uk/

 อินเตอร์เน็ต
อินเตอร์เน็ตนับเป็นแหล่งหางานที่สำคัญที่สุดอีกแหล่งหนึ่ง แต่ด้วยตำแหน่งที่มีอยู่มากมาย ทำให้การหางานในอินเตอร์เน็ตดูเหมือนการงมเข็มในมหาสมุทรสำหรับบางท่านเลยทีเดียว เพราะไม่รู้จะเริ่มต้นที่ไหนและอย่างไร แนวทางต่อไปนี้อาจจะทำให้การค้นหางานทางอินเตอร์เน็ตง่ายขึ้น

 เริ่มต้นด้วยเว็บไซต์จัดหางาน (Recruitment website)
เมื่อเริ่มต้นหางานทางอินเตอร์เน็ตครั้งแรก ท่านอาจจะลองตรวจสอบตำแหน่งงานจากเว็บไซต์หางานรายใหญ่ๆ ที่เป็นที่รู้จักกันดี เช่นเว็บไซต์ของ Jobcentre Plus, Reed, Adecco, Monster หรือ Total Jobs เพราะเว็บไซต์เหล่านี้จะมีตำแหน่งงานมากมายที่อาจจะตรงกับความต้องการของท่าน โดยจะจัดหมวดหมู่งานไว้อย่างเรียบร้อยชัดเจน ค้นหาง่าย และหากท่านมีความสนใจในงานหลายประเภทด้วยแล้ว เว็บไซต์เหล่านี้ก็จะสามารถให้ตัวเลือกได้มากกว่า

ข้อดีอีกประการหนึ่งของเว็บไซต์ใหญ่ๆ เหล่านี้ก็คือ ตำแหน่งงานจะได้รับการปรับปรุงอยู่เสมอ ดังนั้นท่านจะมั่นใจได้ว่าตำแหน่งงานที่ประกาศจะมีความเป็นปัจจุบัน ไม่ใช่เป็นตำแหน่งงานที่ประกาศไว้นานแล้วและทางบริษัทก็รับพนักงานไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเหมือนบางเว็บไซต์ ซึ่งหากท่านสนใจท่านอาจจะต้องเสียเวลาติดต่อโดยเปล่าประโยชน์ และอย่าลืมว่าเมื่อเจอเว็บไซต์ที่ท่านชอบ ควรบันทึกเว็บไซต์นั้นไว้ เพื่อที่จะได้กลับเข้าไปตรวจสอบตำแหน่งงานเป็นระยะๆ

 เยี่ยมชมเว็บไซต์ของบริษัทโดยตรง (Employer website)
หากท่านทราบว่าอยากจะทำงานกับบริษัทไหนเป็นพิเศษ ซึ่งอาจจะเป็นงานที่อยู่ใกล้บ้านหรือเป็นที่ทำงานที่ให้สวัสดิการดี ฯลฯ ท่านสามารถลองเข้าไปในเว็บไซต์ของบริษัทนั้นๆ แล้วมองหาส่วนที่เกี่ยวกับการประกาศรับสมัครงาน บางเว็บไซต์อนุญาตให้สมัครรับอีเมล์แจ้งเมื่อมีการเปิดรับพนักงาน เพื่อที่ว่าท่านจะได้ทราบทันทีเมื่อเขาเปิดรับสมัครพนักงานใหม่

 สมัครรับอีเมล์แจ้งเตือนตำแหน่งว่าง (email alerts)
เว็บไซต์จัดหางานหลายๆ แห่ง ให้บริการอีเมล์แจ้งเตือนตำแหน่งว่าง โดยจะส่งอีเมล์แจ้งให้ท่านทราบเมื่อมีการเปิดรับสมัครพนักงานในตำแหน่งงานที่ท่านสนใจและตรงกับคุณสมบัติของท่าน ซึ่งนับว่ามีประโยชน์อย่างมาก แต่สิ่งสำคัญคือท่านจะต้องระบุรายละเอียดเกี่ยวกับงานที่สนใจให้มากที่สุด หลายๆ เว็บไซต์อนุญาตให้ระบุข้อมูลต่างๆ รวมถึงตำแหน่งงานที่ต้องการ พื้นที่ที่อยากทำงาน และระดับเงินเดือน การให้ข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งงานที่ต้องการอย่างละเอียดชัดเจน จะทำให้ท่านได้รับเฉพาะมีเมล์ที่มีประโยชน์จริงๆ

 ตัวแทนจัดหางานเอกชน (Recruitment Agencies)
ตัวแทนจัดหางานเอกชนเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการหางาน บริษัทผู้ต้องการจ้างงานบางบริษัทใช้บริษัทจัดหางานเหล่านี้เป็นช่องทางของการรับสมัครพนักงานใหม่ ดังนั้นบ่อยครั้งที่ตัวแทนฯ เหล่านี้มีตำแหน่งงานซึ่งไม่ได้ประกาศไว้ที่อื่น ตัวแทนฯ จะประกาศตำแหน่งงานไว้ในเว็บไซต์ หรือบางครั้งก็มีสำนักงานตามแหล่งชุมชนด้วย ตัวแทนฯ แต่ละแห่งจะทำหน้าที่จัดหางานให้บริษัทหรือกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน ดังนั้นท่านควรจะเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ หรือไปที่สำนักงานของเขา แล้วดูว่าตัวแทนฯ นั้นๆ มีตำแหน่งงานในประเภทที่ท่านสนใจบ้างหรือไม่ แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเลือกใช้บริการของตัวแทนฯ ไหน
เมื่อท่านติดต่อกับตัวแทนฯ เหล่านี้ เขาจะสอบถามว่าท่านต้องการทำงานประเภทใดและมีคุณวุฒิและประสบการณ์อะไรบ้าง ท่านจะต้องเตรียมประวัติย่อ (CV) เพื่อที่ทางตัวแทนจะสามารถหางานที่เหมาะสมให้ท่านได้ นอกจากนี้เมื่อไปติดต่อที่สำนักงาน ท่านอาจจะถูกสัมภาษณ์หรือทดสอบในเบื้องต้น เช่นสมมติว่าท่านกำลังมองหางานในสำนักงานทั่วไป เขาอาจจะทดสอบเกี่ยวกับทักษะการพิมพ์ การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ทักษะการเขียนและพูด ฯลฯ หลังจากนั้นเขาอาจจะบอกได้ว่าจะสามารถหางานให้ได้หรือไม่ หากไม่ได้เขาอาจจะให้คำแนะนำว่าควรแก้ไขประวัติย่ออย่างไร ควรจะมีทักษะอะไรเพิ่มเติม หรืออาจจะแนะนำตัวแทนฯ อื่นที่อาจจะเป็นประโยชน์กับท่านได้
ตัวแทนฯ เหล่านี้มักจะรับสมัครพนักงานทั้งในตำแหน่งชั่วคราวและประจำ ดังนั้นถึงแม้ว่าท่านจะมองหางานประจำแต่ก็ไม่ควรมองข้ามงานชั่วคราว เพราะบ่อยครั้งผู้ที่เริ่มต้นทำงานในตำแหน่งชั่วคราว แต่ทำงานเป็นที่พอใจของผู้จ้าง จึงได้รับบรรจุเป็นพนักงานประจำ หรือเมื่อมีการรับพนักงานประจำ บริษัทก็จะให้โอกาสพนักงานชั่วคราวก่อนที่จะประกาศรับบุคคลภายนอก
ปกติตัวแทนเหล่านี้จะทำหน้าที่หาพนักงานให้กับบริษัทต่างๆ และจะคิดค่าบริการจากบริษัทเหล่านั้น ดังนั้นท่านจึงไม่ควรที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ในการติดต่อหางาน ท่านสามารถหารายชื่อตัวแทนฯ เหล่านี้ได้จาก http://www.alec.co.uk/jobsearch/recruitment_agency_uk.htm นอกจากนี้ยังสามารถหาตัวแทนฯ ในพื้นที่ของท่านได้จากสมุดหน้าเหลือง หรือจากหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น

 บอร์ดประกาศตามแหล่งชุมชน
หากท่านกำลังมองหางานชั่วคราว หรืองานที่ไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะสูง บอร์ดประกาศตามชุมชนก็อาจจะเป็นแหล่งงานที่ดีได้ บอร์ดเหล่านี้อาจจะมีอยู่ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ เช่น Tesco Asda หรือร้านขายของชำเล็กๆ ในชุมชนเช่น SPA ก็มีบริการบอร์ดประกาศนี้เช่นกัน งานส่วนมากจะเป็นงานประเภททำความสะอาด หรือดูแลผู้ใหญ่หรือเด็ก

ประวัติย่อ (Curriculum vitae หรือที่นิยมเรียกกันว่า CV)
เมื่อท่านต้องการสมัครงาน เอกสารที่จำเป็นที่สุดฉบับหนึ่งก็คือประวัติย่อ หรือที่รู้จักกันในนาม CV (ในที่นี้ผู้เขียนขออนุญาตใช้คำว่าซีวี แทน ประวัติย่อ) ท่านสามารถใช้ซีวีเพื่อส่งไปสมัครงานที่ต้องการสมัครโดยตรง หรืออาจจะใช้ยื่นให้ตัวแทนจัดหางาน เพื่อให้เขาตรวจดูว่ามีงานไหนที่เหมาะกับความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของท่านบ้าง ซีวีจะเป็นทั้งเอกสารที่แนะนำและโฆษณาตัวท่าน

 ส่วนประกอบของซีวี
ข้อมูลส่วนตัว
1. ชื่อ
2. ที่อยู่
3. หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ และ/หรือ อีเมล์
เนื่องจากสหราชอาณาจักรมีกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติที่เข้มงวด ท่านจึงไม่จำเป็นต้องระบุข้อมูลบางอย่าง เช่นวันเดือนปีเกิด อายุ สถานภาพสมรส สุขภาพ เพศ สัญชาติฯลฯ เพราะหากผู้จ้างพิจารณาข้อมูลเหล่านี้จะถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติซึ่งถือเป็นการผิดกฎหมาย ดังนั้นผู้จ้างจึงมักจะให้ความระมัดระวังและไม่ต้องการทราบข้อมูลดังกล่าว ยกเว้นว่าท่านมีเหตุผลที่ต้องระบุข้อมูลบางอย่างเพื่อประโยชน์ของตัวท่านเอง เช่นหากสัญชาติมีผลต่อการอนุญาตให้ทำงาน ก็ควรระบุให้ชัเจน ยกตัวอย่างเช่น ระบุว่าขณะนี้ยังถือสัญชาติไทย แต่ได้รับการอนุญาตให้ทำงานได้เต็มเวลา เป็นต้น มีบ่อยครั้งที่ผู้จ้างต้องการรับสมัครพนักงานหญิง แต่มีผู้ชายยื่นใบสมัคร เขาก็รับพิจารณาและหากผู้ชายท่านนั้นสามารถแสดงความสามารถให้เขาเห็นจนเป็นที่พอใจในวันสัมภาษณ์ ก็อาจจะได้งานนั้นก็เป็นได้ นอกจากนี้รูปถ่ายก็ถือเป็นข้อมูลส่วนตัวอีกอย่างหนึ่งที่ไม่จำเป็นต้องให้เช่นกัน ดังนั้นท่านไม่จำเป็นต้องติดรูปในซีวี หรือจดหมายสมัครงานแต่อย่างใด ยกเว้นว่าทางบริษัทผู้รับสมัครจะระบุไว้ (เนื่องจากสำหรับงานบางอย่างหน้าตามีความจำเป็นต่องาน เช่นงานการแสดง เป็นต้น)
เรื่องการให้ข้อมูลส่วนตัวเหล่านี้มีความแตกต่างจากประเทศไทยค่อนข้างมาก ท่านจึงควรตระหนักและปฏิบัติให้สอดคล้องกับแบบแผนการปฏิบัติของสหราชอาณาจักร

ประวัติการศึกษา
ควรไล่เรียงคุณวุฒิ โดยเริ่มต้นจากคุณวุฒิที่ได้รับล่าสุดก่อน ให้รายละเอียดเกี่ยวกับชื่อคุณวุฒิ วันที่ที่ได้รับคุณวุฒินั้นและชื่อสถานศึกษา (ไม่จำเป็นต้องให้ที่อยู่เต็มของสถานศึกษา เช่นอาจจะบอกเพียงว่า Chulalongkorn University, Bangkok, Thailand) อาจจะให้คำอธิบายเกี่ยวกับคุณวุฒิโดยคร่าวๆ หากเห็นว่ามีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่กำลังจะสมัคร

ประสบการณ์
เช่นเดียวกับประวัติการศึกษา ควรจะเรียงลำดับโดยเริ่มต้นจากประสบการณ์ทำงานล่าสุดก่อน อาจจะกล่าวถึงประสบการณ์ทำงาน งานอาสาสมัคร หรือประสบการณ์อื่นๆ โดยอาจจะมีทั้งประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับงานที่สมัคร แต่ควรจัดกลุ่มของประสบการณ์ให้น่าสนใจ ยกตัวอย่างเช่น จัดเป็นกลุ่มประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องโดยตรง และประสบการณ์อื่นๆ หรืออาจจะจัดกลุ่มงานที่เหมือนๆ กันเข้าไว้ด้วยกัน เป็นต้น
ในการเขียนถึงประสบการณ์ทำงานนี้ ควรอธิบายเกี่ยวกับงานนั้นๆ เล็กน้อยว่าในขณะที่ท่านทำงานนั้น ท่านมีหน้าที่และความรับผิดชอบอะไรบ้าง และได้พัฒนาทักษะอะไรจากงานที่ทำนั้นบ้าง พร้อมทั้งกล่าวถึงความสำเร็จหรือความรับผิดชอบสูงสุดในงานนั้นๆ ด้วย

ทักษะ
ส่วนนี้เป็นส่วนคำคัญอีกส่วนหนึ่งของซีวี ควรอธิบายถึงทักษะที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับงานที่ต้องการสมัคร ไม่ว่าทักษะนั้นจะได้มากจากการเรียน หรือจากประสบการณ์การทำงาน แต่ไม่ควรลืมว่า สิ่งที่จะกล่าวถึงในส่วนนี้ต้องไม่ซ้ำซ้อนกับสิ่งที่ได้กล่าวมาแล้วในส่วนของประสบการณ์ ท่านอาจจะกล่าวถึงทักษะทั้งที่เป็นทางการอย่างเช่น ความรู้เกี่ยวกับการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆ หรือทักษะอย่างอื่น เช่นการพูดต่อหน้าชุมชน หรือการทำงานเป็นทีม เป็นต้น

ความสนใจ ความรับผิดชอบ หรือความสำเร็จที่ผ่านมา
ส่วนนี้จะเป็นส่วนที่ทำให้ผู้อ่านรู้จักเจ้าของซีวีมากขึ้น ดังนั้นอย่าเพียงแต่ไล่เรียงความสนใจ ความรับผิดชอบ หรือความสำเร็จ เป็นข้อๆ ไป แต่ควรจะอธิบายถึงสิ่งเหล่านั้นโดยย่อ ชี้ให้ผู้อ่านเห็นว่าทำไมเขาควรจะจ้างท่าน

ผู้อ้างอิง (References)
โดยปกติแล้วควรจะมีผู้อ้างอิงสองท่าน ซึ่งอาจจะเป็นเจ้านายที่ทำงานเก่า และครูที่เคยสอนภาษาอังกฤษให้กับท่าน โดยให้รายละเอียดชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์และอีเมล์ของท่านเหล่านี้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดอย่าลืมขออนุญาตผู้อ้างอิงก่อนที่ท่านจะนำชื่อของเขาใส่ลงในซีวี

ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับซีวีเท่านั้น ยังมีความรู้เกี่ยวกับซีวีที่สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้อีกมากมาย ท่านสามารถหารายละเอียดเพิ่มเติมพร้อมทั้งตัวอย่างซีวีได้จากเว็บไซต์ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการหางานเช่น http://www.prospects.ac.uk, http://www.direct.gov.uk หรือเว็บไซต์จัดหางานใหญ่ๆ เช่น http://www.monster.co.uk/ โดยนอกจากจะให้ความรู้เกี่ยวกับการเขียนซีวีแล้ว บางเว็บไซต์ยังมีบริการตรวจสอบซีวีอีกด้วย

ถึงแม้ว่าการเขียนซีวีและดูเป็นเรื่องที่ยุ่งยากอีกเรื่องนึง แต่ซีวีก็เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการสมัครงาน ในระยะแรกท่านอาจจะขอร้องให้คู่สมรสหรือเพื่อนของท่านช่วยตรวจสอบหรือแม้แต่ช่วยเขียนซีวีของท่านก็ได้ หรือหากลงเรียนภาษาอังกฤษ ท่านอาจจะขอร้องให้ครูผู้สอนภาษาอังกฤษช่วยตรวจสอบให้ก็ได้เช่นกัน โดยปกติแล้วเขามักจะเต็มใจตรวจสอบให้และยังยินดีเป็นผู้อ้างอิงให้ด้วย

อย่างที่ผู้เขียนกล่าวแล้วว่าด้วยสังคมใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่ ในสหราชอาณาจักรอาจะทำให้การหางานทำดูเหมือนเป็นเรื่องยุ่งยากและชวนปวดหัว แต่หากท่านตั้งสติให้ดี ค่อยๆ คิด และค่อยๆ ทำไปทีละขั้นตอน ผู้เขียนมั่นใจว่าท่านจะต้องประสบความสำเร็จในการหางาน และได้งานที่จะทำให้ท่านมีความสุขอีกด้วย

การทำพินัยกรรมตามกฏหมายไทย

Friday, September 11th, 2009

การทำพินัยกรรมตามกฏหมายไทย

วิธีทำพินัยกรรมแบบธรรมดา

ต้องทำเป็นหนังสือ จะเขียนหรือพิมพ์ โดยจะให้ใครเขียนหรือพิมพ์ก็ได้ ต้องลงวันที่ เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรม ต้องมีข้อความแสดงว่าเป็นพินัยกรรม คือ มีข้อความระบุว่าจะยกทรัพย์สินหรือกิจการใดให้แก่ใคร เท่าใด ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อในพินัยกรรมต่อหน้าพยาน จะใช้ตราประทับ หรือเครื่องหมายอย่างอื่นแทนการลงลายมือชื่อไม่ได้ ถ้าลงลายมือชื่อไม่ได้ จะพิมพ์ลายนิ้วมือก็ได้ แต่ต้องมีพยานลงลายมือชื่อรับรองลายพิมพ์นิ้วมือ 2 คนในขณะนั้น พยานรับรองข้อความในพินัยกรรมต้องมี 2 คน พยานรับรองข้อความในพินัยกรรมทั้ง 2 คน ต้องลงลายมือชื่อในพินัยกรรม ผู้เขียนพินัยกรรม (ผู้พิมพ์พินัยกรรมถือว่าเป็นผู้เขียน) ถ้าเป็นพยานรับรองข้อความในพินัยกรรมด้วยก็ต้องระบุให้รู้ว่าเป็นทั้งผู้เขียนและพยาน ถ้ามีการขูดลบตก เติม หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงในพินัยกรรม จะต้องลงวัน เดือน ปี และลายมือชื่อกำกับต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คน พยานต้องลงลายมือชื่อด้วย ถ้าผู้อื่นเขียน ก็ให้ลงลายมือชื่อไว้ด้วย (ป.พ.พ. มาตรา 1656)

วิธีทำพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ

ผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนข้อความในพินัยกรรมด้วยตนเองตลอด จะให้ผู้อื่นเขียนหรือพิมพ์แทนไม่ได้ ต้องลงวันเดือนปีที่ทำพินัยกรรม ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อ จะใช้ตราประทับหรือใช้เครื่องหมายแทนการลงลายมือชื่อไม่ได้ จะมีพยานด้วยหรือไม่ก็ได้ ถ้ามีการขูด ลบ ตก เติม หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างไร ต้องลงลายมือชื่อกำกับไว้ [ป.พ.พ. มาตรา 1657]

ตัวอย่างพินัยกรรมแบบธรรมดา และแบบเขียนเองทั้งฉบับ
พินัยกรรมแบบธรรมดา (แบบที่หนึ่ง)
พินัยกรรม

ทำที่……………………………………………
วันที่……………เดือน………………………….พ.ศ………….

ข้าพเจ้า………………………………………………….อายุ…………ปี อยู่บ้านเลขที่ ………………หมู่ที่……….. ถนน…………………………………….ตำบล/แขวง…………………………………….อำเภอ/เขต……………………………. จังหวัด……………………..………….ได้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้นไว้เพื่อแสดงเจตนาว่า เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรมให้ทรัพย์สินของข้าพเจ้าทั้งหมดที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่จะมีต่อไปในอนาคตตกได้แก่………………………………………………………………………………………………………. แต่ผู้เดียว

ลงชื่อ…………………………………………ผู้ทำพินัยกรรม
(ลายพิมพ์นิ้วมือของ………………………………………..)

ข้าพเจ้าผู้มีนามข้างท้ายนี้ขอรับรองว่า……………………………………………………………ผู้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ได้ทำพินัยกรรมและพิมพ์นิ้วมือต่อหน้าข้าพเจ้า และได้สังเกตเห็นว่าผู้ทำพินัยกรรมมีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ทุกประการ ข้าพเจ้าจึงได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานไว้ในพินัยกรรม

ลงชื่อ………………………………………พยาน
(………………….…………………)
ลงชื่อ……………………………………..พยานและผู้เขียน
(………………………………)
พินัยกรรมแบบธรรมดา (แบบที่สอง)
พินัยกรรม

ทำที่…………………………………………..
วันที่……………เดือน………………………….พ.ศ. …………..

ข้าพเจ้า……………………………………………………อายุ………….ปี อยู่บ้านเลขที่……………หมู่ที่……….. ถนน………………………………………ตำบล/แขวง…………………………………อำเภอ/เขต……………..……………….. จังหวัด……………………………………….ได้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้นไว้เพื่อแสดงเจตนาว่า เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรมให้แบ่งทรัพย์สินของข้าพเจ้าทั้งหมด ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบัน และที่จะมีต่อไปในอนาคตให้แก่บุคคลที่มีชื่อต่อไปนี้ คนละหนึ่งส่วนเท่าๆ กันคือ

1. ……………………………………………………………………………
2. ……………………………………………………………………………
3. ……………………………………………………………………………
4. ……………………………………………………………………………

และขอให้…………………………………………………………เป็นผู้จัดการมรดกของข้าพเจ้าเพื่อจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามเจตนาของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าเห็นว่าพินัยกรรมฉบับนี้มีข้อความถูกต้องตรงตามเจตนาของข้าพเจ้าแล้ว จึงได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยาน
ลงชื่อ…………………………………………ผู้ทำพินัยกรรม

(ลายพิมพ์นิ้วมือของ………………………………………..)

ข้าพเจ้าผู้มีนามข้างท้ายนี้ขอรับรองว่า………………………………………………………ผู้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ได้ทำพินัยกรรมต่อหน้าข้าพเจ้า และได้สังเกตเห็นว่าผู้ทำพินัยกรรมมีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ทุกประการ ข้าพเจ้าจึงได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานไว้ในพินัยกรรม

ลงชื่อ……………………………………..พยาน
(…………………………………….)
ลงชื่อ……………………………………..พยานและผู้เขียน
(…………………………………….)

พินัยกรรมแบบธรรมดา (แบบที่3)
พินัยกรรม

ทำที่………………………………………….
วันที่…………เดือน……………………………พ.ศ…………

ข้าพเจ้า…………………………………………………….อายุ…………ปี อยู่บ้านเลขที่…..หมู่ที่……..ถนน………………………………….. ตำบล/แขวง……………………………..…..อำเภอ/เขต…………………..……………จังหวัด………………………………………..ได้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้นไว้เพื่อแสดงเจตนาว่า เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรมให้แบ่งทรัพย์สินต่างๆ ของข้าพเจ้าให้บุคคลดังต่อไปนี้

1. ที่ดินโฉนดเลขที่……………………………พร้อมสิ่งปลูกสร้างอยู่ที่ตำบล……………………………………..อำเภอ………………………….จังหวัด………………………….ขอมอบให้แก่……………………………………….
2. เงินสดจำนวน…………………………..บาท ซึ่งฝากไว้ที่ธนาคาร………………………………………………..สาขา…………………………………………..……. ตามสมุดเงินฝากประเภท……………………………………… หมายเลขบัญชี………………………………………. มอบให้แก่……………………………………………………….
3. เครื่องเพชร พลอย ทอง นาค เงิน (ทั้งหมดหรือบางส่วน) ขอมอบให้แก่…………………………………….…………………………………………………………………
4. ทรัพย์สินของข้าพเจ้านอกจากที่ระบุตามข้อ 1, 2, 3 นี้แล้ว ขอมอบให้แก่………………………………..……………………………………………………………………
5. ขอให้……………………………………………………………… เป็นผู้จัดการมรดกของข้าพเจ้า เพื่อจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามเจตนาของข้าพเจ้า
พินัยกรรมฉบับนี้ทำขึ้นเป็นจำนวน………………ฉบับ ทุกฉบับมีข้อความตรงกัน และข้าพเจ้าเห็นว่ามีข้อความถูกต้องตรงตามเจตนาของข้าพเจ้าแล้ว จึงได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยานและพยานทั้งสองได้ลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าข้าพเจ้า

ลงชื่อ…………………………………………ผู้ทำพินัยกรรม
(………………………………………….)
ลงชื่อ…………………………………………..พยาน
(………………………………………….)
ลงชื่อ……………………………………..พยานและผู้เขียน
(……………………………………..)

ข้าพเจ้านายแพทย์………………………..แพทย์ประจำโรงพยาบาล……………………… ขอรับรองว่าในขณะที่ทำพินัยกรรมนี้………………………………………………..ผู้ทำพินัยกรรมมีสติ สัมปชัญญะบริบูรณ์ทุกประการ จึงลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ

ลงชื่อ……………………………นายแพทย์และพยาน
(……………………………)

ข้อสังเกตในการทำพินัยกรรมแบบธรรมดา

1. การทำพินัยกรรมแบบนี้ จะทำโดยใช้วิธีเขียนหรือพิมพ์ก็ได้ หากใช้วิธีเขียนก็ต้องเขียนทั้งฉบับ หากใช้วิธีพิมพ์ก็ต้องพิมพ์ทั้งฉบับ
2. ผู้เขียนหรือผู้พิมพ์พินัยกรรม ใครจะเป็นผู้เขียน หรือผู้พิมพ์ก็ได้ แต่ในการเขียนต้องใช้คนๆ เดียวเขียนพินัยกรรมทั้งฉบับ และในการพิมพ์ก็ต้องใช้เครื่องพิมพ์เครื่องเดียวกันทั้งฉบับ เพื่อมิให้เกิดปัญหาแก่ทายาทเมื่อเจ้ามรดกตายแล้ว
3. ต้องลงวันเดือนปีขณะที่ทำพินัยกรรม ถ้าไม่ลงวันเดือนปีที่ทำพินัยกรรมแล้วย่อมไม่ถือว่าเป็นพินัยกรรมตามกฎหมาย
4. ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อในพินัยกรรมต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน
5. พยานทั้งสองคนตามข้อ 4 ต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมต่อหน้าผู้ทำพินัยกรรมและต่อหน้าพยานด้วยกันในขณะนั้นด้วย
6. พยานในพินัยกรรม จะต้องบรรลุนิติภาวะแล้วคืออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์หรือกรณีสมรสกันเมื่ออายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ กฎหมายก็ถือว่าบรรลุนิติภาวะแล้ว แม้อายุยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ และพยานดังกล่าวต้องไม่เป็นบุคคลวิกลจริต หรือบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ทั้งต้องไม่เป็นคนหูหนวก เป็นใบ้หรือตาบอดทั้งสองข้าง
7. ผู้เขียนและพยานในพินัยกรรม รวมทั้งคู่สมรสของผู้เขียนและพยานในพินัยกรรม จะเป็นผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมไม่ได้

พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ (แบบที่หนึ่ง)
พินัยกรรม

ทำที่……………………………….
วันที่…………เดือน……………………พ.ศ. …………

ข้าพเจ้า………………………………..……… อายุ…….…ปี อยู่บ้านเลขที่…….…….. หมู่ที่……….. ถนน…………………………….ตำบล/แขวง…………………………..อำเภอ/เขต…………………………………… จังหวัด…………………………………. ได้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้นไว้ เพื่อแสดงเจตนาว่า เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรมให้ทรัพย์สินของข้าพเจ้าทั้งหมด ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่จะมีต่อไปในอนาคตตกได้แก่………………………………… …………………………………………………..แต่ผู้เดียว
พินัยกรรมนี้ ข้าพเจ้าเขียนด้วยลายมือของข้าพเจ้าทั้งฉบับ ได้ทำไว้ 2 ฉบับ มีข้อความถูกต้องตรงกันทุกประการ ฉบับหนึ่งเก็บไว้ที่………………………………………….. อีกฉบับหนึ่งเก็บไว้ที่…………………………………
ขณะทำพินัยกรรมข้าพเจ้ามีสติสัมปชัญญะปกติ
ข้าพเจ้าได้อ่านและเข้าใจข้อความโดยตลอดแล้ว

ลงชื่อ…………………………………………ผู้ทำพินัยกรรม

พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ (แบบที่สอง)
พินัยกรรม

ทำที่……………………………………..
วันที่…………. เดือน…………………..พ.ศ. ………….

ข้าพเจ้า………………………………………อายุ………….ปี อยู่บ้านเลขที่……………หมู่ที่………. ถนน…………..….……..…..… ตำบล/แขวง……………………………..อำเภอ/เขต…………………………… ได้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้นไว้เพื่อแสดงเจตนาว่า เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรมให้แบ่งทรัพย์สินของข้าพเจ้าทั้งหมด ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบัน และที่จะมีต่อไปในอนาคตให้แก่บุคคลที่มีชื่อต่อไปนี้ คนละหนึ่งส่วนเท่า ๆ กันคือ

1. ………………………………………………………..
2. ………………………………………………………..
3. ………………………………………………………..
4. ………………………………………………………..
……………………………………………………………
……………………………………………………………
พินัยกรรมนี้ ข้าพเจ้าเขียนด้วยลายมือของข้าพเจ้าทั้งฉบับ ได้ทำไว้ 2 ฉบับ มีข้อความถูกต้องตรงกันทุกประการ ฉบับหนึ่งเก็บไว้ที่…………….………….………. อีกฉบับหนึ่งเก็บไว้ที่……………..……………….
ขณะทำพินัยกรรมข้าพเจ้ามีสติสัมปชัญญะปกติ
ข้าพเจ้าได้อ่านและเข้าใจข้อความโดยตลอดแล้ว

ลงชื่อ…………………………….……ผู้ทำพินัยกรรม

พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ (แบบที่สาม)
พินัยกรรม

ทำที่…………………………………….
วันที่………….เดือน……………………พ.ศ. …………

ข้าพเจ้า……………………..………………อายุ………..ปี อยู่บ้านเลขที่……………หมู่ที่……….. ถนน…………………………….. ตำบล/แขวง……………………………..อำเภอ/เขต……………………… จังหวัด…………………………… ได้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้นไว้เพื่อแสดงว่า เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรมให้แบ่งทรัพย์สินต่าง ๆ ของข้าพเจ้าให้บุคคลดังต่อไปนี้
1. ที่ดินโฉนดเลขที่……………….…อยู่ที่ตำบล………….…………..อำเภอ………………………….จังหวัด……………………………ขอมอบให้แก่……………………………………………………………………
2. ที่ดินโฉนดเลขที่………………………พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ที่ตำบล……………………………… อำเภอ……………………………จังหวัด……………………………ขอมอบให้แก่……………………………………….
3. เงินสดจำนวน……………………………..บาท ซึ่งฝากไว้ที่ธนาคาร ………………………………. สาขา…………………………………….ตามสมุดเงินฝากประเภท………………………………หมายเลขบัญชี………………………………………….
ขอมอบให้แก่……………………………………………………….
4. เงินสดจำนวน……………………………..บาท ซึ่งฝากไว้ที่ธนาคาร…………………… สาขา…………………………………….ตามสมุดเงินฝากประเภท………………………………หมายเลขบัญชี………………………………………….ขอมอบให้แก่……………………………………………………….
5. เครื่องเพชร พลอย ทอง นาค เงิน (ทั้งหมดหรือบางส่วน) ขอมอบให้แก่…………………………………………………………………………………………………
6. ทรัพย์สินของข้าพเจ้านอกจากที่ระบุตามข้อ 1,2,3,4,5 นี้แล้วขอมอบให้แก่…………….…………………………………………………………………………………
7. ขอให้………………………………………….เป็นผู้จัดการศพข้าพเจ้า โดยให้หักเงินค่าทำศพไว้จากทรัพย์สินในข้อ 6 จำนวน………………………….บาท มอบให้ผู้จัดการศพข้าพเจ้า
8. ขอให้…………………………………………….เป็นผู้จัดการมรดกของข้าพเจ้า เพื่อจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกของข้าพเจ้าตามที่ได้แสดงเจตนาไว้แล้วข้างต้น
พินัยกรรมนี้ ข้าพเจ้าเขียนด้วยลายมือของข้าพเจ้าทั้งฉบับ ได้ทำไว้ 2 ฉบับ มีข้อความถูกต้องตรงกันทุกประการ ฉบับหนึ่งเก็บไว้ที่………………………………..อีกฉบับหนึ่งเก็บไว้ที่………………………………
ขณะทำพินัยกรรมข้าพเจ้ามีสติสัมปชัญญะปกติ
ข้าพเจ้าได้อ่านและเข้าใจข้อความโดยตลอดแล้ว

ลงชื่อ………………………………….ผู้ทำพินัยกรรม

แก้ไขข้อผิดพลาดเกี่ยวกับการต่อวีซ่าของบุตรอายุเกิน 18 ปี

Friday, September 11th, 2009

แก้ไขข้อผิดพลาดเกี่ยวกับการต่อวีซ่าของบุตรอายุเกิน 18 ปี

ผู้ตอบคำถามในเว็บไซต์ของชมรมเพื่อนหญิงไทยจำเป็นต้องขออภัยและเรียนให้ผู้อ่านทุกท่านทราบถึงข้อผิดพลาดของคำตอบเกี่ยวกับการต่อวีซ่าของบุตรอายุเกิน 18 ปีที่ได้วีซ่าเป็นผู้ติดตามเข้ามาอยู่ในสหราชอาณาจักร ซึ่งเคยตอบไว้ก่อนหน้านี้ โดยผู้ตอบฯ เคยแจ้งว่า บุตรผู้มีคุณสมบัติเกิน 18 จะต่อวีซ่าเป็นผู้ติดตามไม่ได้และจะต้องขอวีซ่าในฐานะอื่น แต่ปรากฎว่าเมื่อผู้ตอบ ฯ ได้สอบถามผู้เชี่ยวชาญ และได้รับการยืนยันว่าในกรณีเช่นนี้มีการต่อวีซ่าได้ และมีผู้ที่เคยได้รับการต่อวีซ่าชนิดนี้ท้วงติงมา จึงต้องการแจ้งให้ผู้อ่านทุกท่านทราบกฎข้อบังคับที่ถูกต้องในเรื่องนี้ กล่าวคือบุตรที่เคยได้วีซ่าเป็นผู้ติดตามมีสิทธิต่อวีซ่าได้ แม้จะอายุเกิน 18 ปีแล้วก็ตาม หากบิดามารดาผู้รับรองยังสามารถเป็นผู้รับรองได้ และวีซ่าของบุตรที่จะได้รับการต่ออายุนี้ก็จะได้รับในระยะเวลาเท่ากันกับระยะเวลาวีซ่าของบิดามารดาผู้รับรอง

ในกรณีที่ผู้รับรองได้วีซ่าถาวรแล้ว แต่บุตรยังไม่มีสิทธิขอวีซ่าถาวร อาจเป็นเพราะยังไม่ได้สอบ Life in the UK หรือยังอยู่ในสหราชอาณาจักรไม่ครบกำหนดระยะเวลาที่จะขอวีซ่าถาวรได้ ก็จำเป็นต้องขอต่อวีซ่าชั่วคราวที่เรียกว่า further leave to remain โดยใช้แบบฟอร์ม FLR (O) ไปก่อน และเมื่ออยู่ในอังกฤษครบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ หรือมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะขอวีซ่าถาวรได้จึงค่อยยื่นขอวีซ่าถาวร และควรยื่นใบสมัครทันทีที่มีคุณสมบัติครบถ้วน โดยไม่จำเป็นต้องรอให้วีซ่าเก่าหมดอายุก่อน

อย่างไรก็ตามบุตรผู้มีอายุ เกิน 18 ปีไม่มีสิทธิขอวีซ่าเป็นผู้ติดตามเป็นครั้งแรกได้ กล่าวคือในการขอวีซ่าเป็นบุตรผู้ติดตามครั้งแรก บุตรนั้นจำเป็นจะต้องมีอายุต่ำกว่า 18 ปี

การสอบ ชีวิตในสหราชอาณาจักร Life in the UK

Friday, September 11th, 2009

การสอบ ชีวิตในสหราชอาณาจักร Life in the UK

สอบ Life in the UK

ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 2005 ท่านต้องสอบ ชีวิตในสหราชอาณาจักร (Life in the UK) ก่อนขอสัญชาติอังกฤษ และเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2007 ท่านต้องสอบ ชีวิตในสหราชอาณาจักร (Life in the UK) ก่อนขอวีซ่าถาวร

กฎหมายเข้าเมืองเวลานี้ให้โอกาสผู้ที่สอบ Life in the UK ไม่ผ่านขออยู่ต่อได้ชั่วคราว แต่ต้องสอบอีกจนกว่าจะผ่านจึงจะมีสิทธิขอวีซ่าถาวร อย่ากังวลหากสอบไม่ผ่านเพราะท่านสามารถต่อวีซ่าชั่วคราวได้อีกจนกว่าจะสอบได้ ข้อสำคัญหากสอบไม่ผ่าน ท่านต้องขอต่อวีซ่าชั่วคราวเท่านั้น อย่าไปขอวีซ่าถาวรเพราะถือว่าท่านยังไม่เข้าข่ายหลักเกณฑ์ทุกอย่าง และต้องยื่นคำร้องขอต่อวีซ่าก่อนที่วีซ่าเดิมหมดอายุ ซึ่งควรขอ 28 วันก่อนวีซ่าหมดอายุดังที่ได้กล่าวแล้ว ท่านที่สอบผ่านแล้วเก็บประกาศณียบัตรไว้ได้จนกว่าจะขอวีซ่าถาวร หรือขอสัญชาติ ประกาศณียบัตรของการสอบ Life in the UK นี้ไม่มีการหมดอายุ ดังนั้นท่านจะใช้เมื่อไรก็ได้

เรื่องการสอบ Life in the UK ผ่านหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชคชะตาแต่ขึ้นอยู่กับการอ่านหนังสือของท่าน ท่านจะต้องอ่านหนังสือ Life in the UK: A Journey to Citizenship ฉบับพิมพ์วันที่ 1 เมษายน 2007 เพื่อเตรียมตัวก่อนสอบ ข้อสอบมีคำถาม 24 ข้อ ท่านต้องทำให้ถูก 18 ข้อถึงจะผ่าน ซึ่งคำถามพวกนี้ก็จะออกซ้ำ ๆ หากท่านจำเนื้อหาที่อยู่ในคู่มือได้ก็จะสามารถสอบผ่านอย่างง่ายดาย หารายละเอียดเรื่องการสอบ Life in the UK ได้ที่ http://www.lifeintheuktest.gov.uk/ ท่านอาจจะเป็นเห็นว่าคู่มือเตรียมสอบมีเนื้อหามาก อย่างไรก็ตามข้อสอบไม่ได้ทดสอบความรู้ของท่านจากคู่มือทั้งเล่ม แต่เลือกเป็นบางบทเท่านั้น ส่วนบทที่เหลือมีไว้สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาเพิ่มเติม ซึ่งหมายความว่าท่านไม่จำเป็นต้องอ่านทุกบท ท่านควรศึกษาคำแนะนำในหนังสือให้เข้าใจก่อนที่ท่านจะเริ่มอ่าน

นอกจากนี้ก่อนถึงวันสอบท่านควรจะทดลองทำตัวอย่างข้อสอบ เพื่อเป็นการฝึกตัวเองให้คุ้นเคยกับคำถาม ขณะนี้มีหนังสือตัวอย่างข้อสอบและเว็บไซต์ที่ท่านต้องจ่ายค่าสมัครเพื่อทดลองทำตัวอย่างแบบทดสอบมากมาย อย่างไรก็ตามผู้เขียนเห็นว่าหนังสือและเว็บไซต์เหล่านี้ไม่มีความจำเป็นนัก เพียงแต่ท่านลองทำแบบทดสอบจากเว็บไซต์ที่มีตัวอย่างให้ทำฟรีก็น่าจะเพียงพอ เพราะจากประสบการณ์ของผู้เขียนตัวอย่างข้อสอบเหล่านี้ก็เป็นแนวเดียวกัน และใกล้เคียงกับข้อสอบจริงมาก

ตัวอย่างเว็บไซต์ที่มีตัวอย่างข้อสอบให้ทดลองทำฟรีได้แก่

http://www.hiren.info/life-in-the-uk-test/1

http://www.uktestonline.co.uk/?p=sample_test

การเลื่อนชั้น ESOL

หากท่านมีความรู้ภาษาอังกฤษจำกัด ก็สามารถเลือกเรียนหลักสูตร ESOL (English for Speakers of other Languages ) แทนการสอบ Life in the UK ได้ แต่จะต้องเป็นแบบที่มีการสอนเรื่องการเป็นพลเมืองอังกฤษรวมอยู่ด้วย ดังนั้นก่อนเรียน ตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าหลักสูตรที่ท่านจะเรียนนี้มีเนื้อหาของการเป็นพลเมืองรวมอยู่ด้วยหรือไม่ หลักสูตร ESOL เบื้องต้น มี 3 ชั้น หากท่านเรียนและเลื่อนขึ้นชั้นใดชั้นหนึ่งได้ก็เพียงพอสำหรับการต่อหรือเปลี่ยนวีซ่าแล้ว เช่นสมมติว่าความรู้ของท่านอยู่ในระดับ ESOL เบื้องต้นชั้นที่ 1 และเรียนจนได้ขึ้น ESOL เบื้องต้นชั้นที่ 2 ก็ถือว่าผ่านแล้ว สามารถหาโรงเรียนสอนหลักสูตร ESOL ใกล้บ้านท่านได้ที่ http://www10.learndirect-advice-search.co.uk/pls/hotufi2/aff_page_pls_all_homepage?a=260405

หากท่านต้องการตรวจสอบว่าตัวเองมีความรู้ภาษาอังกฤษดีพอที่จะสอบ Life in the UK หรือควรไปเรียนหลักสูตร ESOL สามารถเข้าเว็บไซต์ http://www.lifeintheuktest.gov.uk/htmlsite/nav_10.html แล้วทดลองอ่านข้อความเกี่ยวกับการสอบดู ถ้าท่านยังอ่านข้อความเหล่านี้ไม่เข้าใจ ก็ควรไปเรียนหลักสูตร ESOL

ท่านใดรู้ตัวว่าความรู้ภาษาอังกฤษยังไม่ดีพอ ควรเตรียมตัวสมัครเรียน ESOL แต่เนิ่น ๆ เพราะ ที่เรียนและที่สอบอาจมีไม่เพียงพอ รายละเอียดเกี่ยวกับการสอน ESOL เพื่อเตรียมตัวสอบสามารถหาได้ที่ วิทยาลัยการศึกษาต่อเนื่อง (Further Education: FE College) โรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่ (Adult Education) หรือ กลุ่มชุมชน (community group) ต่างๆ เช่นห้องสมุด เป็นต้น หรือสอบถามที่หมายเลขโทรศัพท์ 0800 2200 ได้ทุกวัน เวลา 0900-2200 หรือหารายละเอียดได้จากเว็บไซต์http://www.direct.gov.uk/en/EducationAndLearning/AdultLearning/ImprovingYourSkills/DG_10037499

การสอบ Life in the UK ภายใต้กฎหมายใหม่ (Borders, Citizenship and Immigration Act 2009)

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2009 โฮมออฟฟิสประกาศว่าภายใต้กฎหมายใหม่ (Borders, Citizenship and Immigration Act 2009) จะให้มีการสอบภาษาอังกฤษ 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อตอนคนเข้าเมืองสมัครขอเป็นพลเมืองทดลอง โดยข้อสอบจะเน้นเรื่องการใช้ชีวิตประจำวัน ส่วนครั้งที่สองเมื่อตอนสมัครขอสัญชาติ ข้อสอบจะยากขึ้น และมีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และการเมือง http://www.bia.homeoffice.gov.uk/sitecontent/newsarticles/2009/august/pbs-for-citizenship

คำแปล Life in the UK บทที่ 4 เรื่องเกี่ยวกับการเมืองและการปกครอง โดย คุณอดิศักดิ์ เพ็ชรสงค์

คุณอดิศักดิ์ เพ็ชรสงค์ ผู้ซึ่งมีความชำนาญในการแปลหนังสือเป็นอย่างยิ่ง และเป็นผู้ตรวจทานแก้ไขสำนวนคู่มือ อยู่ยังไงในอังกฤษ ฉบับแก้ไขปรับปรุง ให้ผู้เขียนด้วย เป็นผู้แปลบทนี้ให้แก่พระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่งผู้กำลังสอบ Life in the UK คุณอดิศักดิ์ บอกว่า “บทนี้เขาเขียนยาก คือเนื้อหาก็ค่อนข้างยาก แถมคนเขียนยังใช้แกรมม่าแบบเข้าใจยากด้วย ใช้ประโยคซับซ้อน ผมจึงใช้วิธีแปลลงใน text เลย เพราะคิดว่าจริงๆ แล้วผู้อ่านควรอ่านภาษาอังกฤษ ควรดูภาษาไทยเพื่อความเข้าใจเท่านั้น ขืนอ่านแต่ภาษาไทยไม่มีทางทำข้อสอบได้เด็ดขาด”

ผู้เขียนจึงได้ขออนุญาตคุณอดิศักดิ์ นำมาลงในคู่มือฉบับนี้ เพราะเห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่คนไทยที่กำลังสอบ Life in the UK นอกจากนี้ โฮมออฟฟิสยังได้ออกประกาศมาเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2009 ว่าจะเปลี่ยนการสอบสำหรับการขอสัญชาติ โดยที่จะไม่ให้สอบครั้งเดียวเมื่อขอวีซ่าถาวรอีกแล้ว แต่จะต้องสอบ 2 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 สอบตอนขอวีซ่าถาวรและครั้งที่ 2 ตอนขอสัญชาติ และจะให้การสอบตอนขอสัญชาติยากขึ้น แต่ผู้เขียนหวังว่าจะไม่มีการเปลี่ยนข้อสอบจนถึงเวลาที่จะเปลี่ยนกฎใหม่สำหรับการขอสัญชาติ ซึ่งอีกประมาณ 2 ปี ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.bia.homeoffice.gov.uk/sitecontent/newsarticles/2009/august/pbs-for-citizenship

Chapter 4 How the UK is governed
The British Constitution
As a constitutional democracy, the United Kingdom is governed by a wide range of institutions, many of which provide checks on each other’s powers.
ด้วยการเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบบประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญ สหราชอาณาจักรถูกปกครองด้วยสถาบันต่างๆ มากมาย ซึ่งหลายๆ สถาบันเหล่านี้ก็มีการตรวจสอบอำนาจซึ่งกันและกัน
Most of these institutions are of long standing: they include the monarchy, Parliament, (consisting of the House of Commons and the House of Lords), the office of Prime Minister, the Cabinet, the judiciary, the police, the civil service, and the institutions of local government.
สถาบันเหล่านี้มีมานานนมแล้ว รวมถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ รัฐสภา (ประกอบด้วยสภาสามัญ (House of Commons) และ สภาขุนนาง (House of Lord) สำนักนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ฝ่ายตุลาการ ตำรวจ ข้าราชการ และองค์กรของรัฐบาลท้องถิ่น
More recently, devolved administrations have been set up for Scotland, Wales and Northern Ireland.
เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการจัดตั้งองค์กรบริหารส่วนภูมิภาคในสก๊อตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ
Together, these formal institutions, laws and conventions form the British Constitution.
สถาบันทางการ กฎหมายและจารีตประเพณีเหล่านี้รวมกันเป็นรัฐธรรมนูญของอังกฤษ
Some people would argue that the roles of other less formal institutions, such as the media and pressure groups, should also be seen as part of the Constitution.
หลายๆ คนอาจโต้แย้งว่าบทบาทของสถาบัน (เอกชน) ที่ไม่เป็นทางการ อย่างเช่นพวกสื่อมวลชนหรือกลุ่มกดดันต่างๆ ก็ควรจะรวมไว้เป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญด้วย
The British Constitution is not written down in any single document, as are the constitutions of many other countries.
รัฐธรรมนูญของสหราชอาณาจักรไม่ได้เขียนลงเป็นเอกสารฉบับเดียวอย่างเช่นรัฐธรรมนูญของประเทศอื่นๆ (เช่นประเทศไทย เป็นต้น)
This is mainly because the United Kingdom has never had a lasting revolution, like America or France, so our most important institutions have been in existence for hundreds of years.
สาเหตุหลักก็เป็นเพราะสหราชอาณาจักรไม่เคยมีการปฏิวัติที่สำเร็จอย่างยาวนาน อย่างเช่นในสหรัฐอเมริกาหรือฝรั่งเศส ดังนั้นสถาบันที่สำคัญต่างๆ ก็มีมานับร้อย ๆ ปี
Some people believe that there should be a single document, but others believe that an unwritten constitution allows more scope for institutions to adapt to meet changing circumstances and public expectations.
บางคนเชื่อว่ารัฐธรรมนูญควรจะถูกเขียนลงเป็นเอกสารฉบับเดียว แต่หลายๆ คนก็เชื่อว่ารัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรนี้จะทำให้สถาบันต่างๆ สามารถเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติงานให้เข้ากับสถานการณ์และความคาดหวังของประชาชนได้ง่ายกว่า
The monarchy สถาบันพระมหากษัตริย์
Queen Elizabeth II is the Head of State of the United Kingdom.
พระราชินี เอลิซาเบธที่ 2 เป็นประมุขของสหราชอาณาจักร
She is also the monarch or Head of State for many countries in the Commonwealth.
พระองค์ยังทรงเป็นพระราชินีหรือประมุขของประเทศอื่น ๆ ในเครือจักรภพอีกหลายๆ ประเทศด้วย
The UK, like Denmark, the Netherlands, Norway, Spain and Sweden, has a constitutional monarchy.
สหราชอาณาจักรมีระบบการปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเช่นเดียวกับประเทศเดนมาร์ค เนเธอแลนด์ นอร์เวย์ สเปน และสวีเดน เป็นต้น
This means that the king or queen does not rule the country, but appoints the government which the people have chosen in democratic elections.
ซึ่งหมายความว่าพระเจ้าอยู่หัวหรือพระราชินีไม่ได้ปกครองประเทศโดยตรง แต่แต่งตั้งรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งจากประชาชนภายใต้ระบอบประชาธิไตยเป็นผู้บริหารประเทศแทน
Although the queen or king can advise, warn and encourage the Prime Minister, the decisions on government policies are made by the Prime Minister and Cabinet.
ถึงแม้ว่าพระเจ้าอยู่หัวหรือพระราชินีสามารถให้คำแนะนำ ตักเตือน หรือ กระตุ้น (ให้กำลังใจ) นายกรัฐมนตรี แต่การตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลก็เป็นหน้าที่ของนายกฯ และคณะรัฐมนตรีเท่านั้น
The Queen has reigned since her father’s death in 1952.
พระราชินีทรงขึ้นครองราชย์ตั้งแต่เสด็จพ่อของพระองค์ (พระเจ้ายอชที่ ๖ ) สิ้นพระชนเมื่อปีค.ศ. 1952
Prince Charles, the Prince of Wales, her oldest son, is the heir to the throne.
เจ้าฟ้าชายชาล์ลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ของพระราชินิ เป็นมงกุฎราชกุมาร คือผู้ที่จะขึ้นครองราชย์องค์ต่อไป
The Queen has important ceremonial roles such as the opening of the new parliamentary session each year.
พระราชินีมีพระราชกรณียกิจที่สำคัญ เช่นการเปิดประชุมสภาทุก ๆ ปี
On this occasion the Queen makes a speech that summarises the government’s policies for the year ahead.
ในการณ์นี้พระองค์จะมีพระราชดำรัสสรุปนโยบายของรัฐบาลในปีที่จะมาถึง (ซึ่งเขียนโดยรัฐบาล โดยพระราชินีเป็นเพียงผู้อ่านเท่านั้น)

Government รัฐบาล
The system of government in the United Kingdom is a parliamentary democracy.
ระบบรัฐบาลในสหราชอาณาจักรเป็นประชาธิปไตยแบบรัฐสภา
The UK is divided into 646 parliamentary constituencies and at least every five years voters in each constituency elect their Member of Parliament (MP) in a general election.
โดยสหราชอาณาจักรแบ่งออกเป็น 646 เขตเลือกตั้ง และอย่างน้อยทุก ๆ ห้าปี ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในแต่ละเขตเลือกตั้งจะเลือก สส (MP) ในการเลือกตั้งทั่วประเทศ
All of the elected MPs form the House of Commons.
สส. ที่ได้รับการเลือกตั้งทั้งหมดจะจัดตั้งสภาสามัญ
Most MPs belong to a political party and the party with the largest number of MPs forms the government.
สส. ส่วนใหญ่จะสังกัดพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง และพรรคการเมืองที่มีจำนวนสส. มากที่สุดจะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล
The law that requires new elections to Parliament to be held at least every five years is so fundamental that no government has sought to change it.
กฎหมายที่กำหนดให้ต้องมีการเลือกตั้งอย่างน้อยทุก ๆ ห้าปีเป็นหลักพื้นฐานที่สำคัญเสียจนไม่มีรัฐบาลไหนพยายามจะเปลี่ยนแปลงกฎหมายนี้
A Bill to change it is the only one to which the House of Lords must give its consent.
พระราชบัญญัติที่จะเปลี่ยนกฎหมายนี้ได้จึงเป็นพระราชบัญญัติฉบับเดียวที่สภาขุนนางจำเป็นจะต้องลงมติยินยอมด้วย (คือไม่มีวิธีเพิกเฉยการยินยอมของสภาขุนนางอย่างเช่นพระราชบัญญัติอื่นๆ)
Some people argue that the power of Parliament is lessened because of the obligation on the United Kingdom to accept the rules of the European Union and the judgments of the European Court, but it was Parliament itself which created these obligations.
บางคนเห็นว่าอำนาจของรัฐสภาถูกริดรอนลงเนื่องด้วยข้อผูกมัดที่สหราชอาณาจักรจำเป็นจะต้องยอมรับว่ากฎหมายของสหภาพยุโรปและคำตัดสินของศาลยุโรปมีอำนาจเหนือกฎหมายอังกฤษเอง แต่ก็เพราะตัวรัฐสภานั่นแหละที่เป็นผู้สร้างข้อผูกมัดนี้ขึ้นมาเอง

The House of Commons สภาสามัญ
The House of Commons is the more important of the two chambers in Parliament, and its members are democratically elected.
สภาสามัญเป็นสภาที่มีความสำคัญมากกว่าในระหว่างสองสภา และสมาชิกก็มาจากการเลือกตั้ง
Nowadays the Prime Minister and almost all the members of the Cabinet are members of the House of Commons.
ทุกวันนี้นายกรัฐมนตรีและสมาชิกในคณะรัฐมนตรีเกือบทุกคนเป็นสมาชิกของสภาสามัญ
The members of the House of Commons are called ‘Members of Parliament’ or MPs for short.
สมาชิกของสภาสามัญเรียกว่า สมาชิกรัฐสภา หรือเรียกสั้นๆว่า MP (สส)
Each MP represents a parliamentary constituency, or area of the country: there are 646 of these.
สส. แต่ละคนทำหน้าที่เป็นผู้แทนของพื้นที่เขตเลือกตั้งหรือพื้นที่หนึ่งในประเทศ ซึ่งมีด้วยกัน 646 พื้นที่
MPs have a number of different responsibilities.
สส มีความรับผิดชอบที่แตกต่างกันมากมาย
They represent everyone in their constituency, they help to create new laws, they scrutinise and comment on what the government is doing, and they debate important national issues.
พวกเขาจะทำหน้าที่
• เป็นผู้แทนของประชาชนทุกๆ คนในพื้นที่นั้นๆ
• ช่วยออกกฎหมายใหม่
• ตรวจสอบและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำ และ
• แสดงทัศนะโดยการอภิปรายประเด็นสำคัญ ๆ ของประเทศ

Elections การเลือกตั้ง
There must be a general election to elect MPs at least every five years, though they may be held sooner if the Prime Minister so decides.
จะต้องมีการเลือกตั้งทั่วประเทศเพื่อเลือก สส. อย่างน้อยทุก ๆ ห้าปี แต่อาจจัดให้มีการเลือกตั้งเร็วกว่านั้นได้ หากนายกฯ ยุบสภาก่อน
If an MP dies or resigns, there will be another election, called a by-election, in his or her constituency.
แต่ถ้า MP ตายหรือลาออก จะมีการจัดให้มีการเลือกตั้งอีกแบบ ซึ่งเรียกว่าการเลือกตั้งซ่อมภายในเขตเลือกตั้งของ MP ผู้นั้น
MPs are elected through a system called ‘first past the post’.
สส. ถูกเลือกตั้งโดยใช้ระบบ “First past the post” (ผ่านเสาก่อนชนะ)
In each constituency, the candidate who gets the most votes is elected.
ในแต่ละเขตเลือกตั้ง ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดคือผู้ชนะ
The government is then formed by the party which wins the majority of constituencies.
หลังจากนั้นรัฐบาลก็จะถูกจัดตั้งขึ้นจากพรรคการเมืองที่ชนะจำนวนเขตเลือกตั้งมากที่สุด

The Whips วิป (อ่านว่า วิปส)
The Whips are a small group of MPs appointed by their party leaders.
วิปคือกลุ่มเล็กๆ ของ สส. ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยหัวหน้าพรรคการเมืองต่าง ๆ
They are responsible for discipline in their party and making sure MPs attend the House of Commons to vote.
พวกเขามีหน้าที่ควบคุมการลงคะแนนเสียงของลูกพรรค และดูแลให้ลูกพรรคเข้าร่วมการประชุมสภาเพื่อลงคะแนน
The Chief Whip often attends Cabinet or Shadow Cabinet meetings and arranges the schedule of proceedings in the House of Commons with the Speaker.
ประธานวิปมักจะเข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีเงา และจัดตารางการประชุมในสภาสามัญร่วมกับประธานสภาฯ (Speaker)

European parliamentary elections การเลือกตั้งของสภาแห่งสหภาพยุโรป
Elections for the European Parliament are also held every five years.
การเลือกตั้งของสภาแห่งสหภาพยุโรปก็จัดขึ้นทุก ๆ ห้าปีเช่นกัน
There are 78 seats for representatives from the UK in the European Parliament and elected members are called Members of the European Parliament (MEPs).
ในสภาแห่งสหภาพยุโรปมีผู้แทนจากสหราชอาณาจักร 78 คน และสมาชิก ฯ ที่ได้รับการเลือกตั้งเข้าไปจะถูกเรียกว่า สมาชิกสภาแห่งสหภาพยุโรป หรือ MEP
Elections to the European Parliament use a system of proportional representation, whereby seats are allocated to each party in proportion to the total votes it won.
การเลือกตั้งสมาชิกสภาแห่งสหภาพยุโรปใช้ระบบผู้แทนโดยสัดส่วน คือแต่ละพรรคจะได้สมาชิกในสัดส่วนตามคะแนนที่ได้รับทั้งหมด

The House of Lords สภาขุนนาง
Members of the House of Lords, known as peers, are not elected and do not represent a constituency.
สมาชิกสภาขุนนาง หรือที่รู้จักในนาม “ขุนนาง” ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและไม่ได้เป็นผู้แทนของเขตเลือกตั้ง
The role and membership of the House of Lords have recently undergone big changes.
หน้าที่และสมาชิกภาพของสภาขุนนางเพิ่งถูกเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
Until 1958 all peers were either ‘hereditary’, meaning that their titles were inherited, senior judges, or bishops of the Church of England.
(ตั้งแต่อดีตกาล) จนถึงปี 1958 สมาชิกสภาขุนนางทั้งหมด จะเป็นบุคคลที่ได้รับ ตำแหน่งตามฐานันดรศักดิ์ที่ได้สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ หรือเป็นผู้พิพากษาอาวุโส หรือเป็นหัวหน้าบาทหลวงในศาสนาคริสต์ประจำชาติอังกฤษ (Church of England)
Since 1958 the Prime Minister has had the power to appoint peers just for their own lifetime.
แต่ตั้งแต่ปี 1958 เป็นต้นมา นายก ฯ มีอำนาจที่จะแต่งตั้งสมาชิกสภาขุนนาง โดยให้มีตำแหน่งอยู่ตลอดช่วงชีวิตของเขาเท่านั้น (คือไม่มีการสืบทอดการเป็นสมาชิกสภา ฯโดยฐานันดรศักดิ์อีกต่อไป)
These peers, known as Life Peers, have usually had a distinguished career in politics, business, law or some other profession.
ขุนนางพวกนี้รู้จักในนาม Life Peers (ขุนนางช่วงชีวิต) พวกนี้มักจะเป็นผู้ประสบความสำเร็จในอาชีพด้านการเมือง ธุรกิจ กฎหมาย หรืออาชีพอื่นๆ
This means that debates in the House of Lords often draw on more specialist knowledge than is available to members of the House of Commons.
นั่นหมายความว่าประเด็นที่ได้รับการอภิปรายกันในสภาขุนนาง จะเป็นประเด็นที่มาจากความรู้เฉพาะด้านของสมาชิก มากกว่าที่สมาชิกสภาสามัญ (ผู้ซึ่งส่วนมากเป็นนักการเมืองอาชีพ) พึงจะรู้
Life Peers are appointed by the Queen on the advice of the Prime Minister, but they include people nominated by the leaders of the other main parties and by an independent Appointments Commission for non-party peers.
ขุนนางช่วงชีวิตเหล่านี้จะได้รับการแต่งตั้งจากพระราชินีโดยคำแนะนำของนายกฯ แต่รวมถึงผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจากหัวหน้าพรรคการเมืองหลักอื่น ๆ ด้วย และโดยคณะกรรมาธิการแต่งตั้งอิสระ (Appointment Commission) ซึ่งจะเสนอชื่อผู้ที่ไม่ได้สังกัดพรรค
In the last few years the hereditary peers have lost the automatic right to attend the House of Lords, although they are allowed to elect a few of their number to represent them.
ช่วงไม่กี่ปีมานี้สมาชิกสภาขุนนางที่ได้รับตำแหน่งตามฐานันดรศักดิ์ ได้สูญเสียสิทธิ์ที่จะได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสภาขุนนางโดยอัตโนมัติ แต่ขณะนี้กลุ่มขุนนางตามฐานันดรศักดิ์ เหล่านี้ก็ยังได้รับอนุญาตให้เลือกผู้แทนกลุ่มเป็นสมาชิกในสภาขุนนางได้
While the House of Lords is usually the less important of the two chambers of Parliament, it is more independent of the government.
ขณะที่สภาขุนนาง เป็นสภาที่มีความสำคัญน้อยกว่าระหว่างสองสภา แต่ก็เป็นส่วนที่มีความเป็นอิสระจากรัฐบาลมากกว่า
It can suggest amendments or propose new laws, which are then discussed by the House of Commons
สภาขุนนางสามารถแนะนำให้มีการเปลี่ยนแปลงหรือออกกฎหมายใหม่ ซึ่งจะได้รับการอภิปรายในสภาสามัญในลำดับต่อมา
The House of Lords can become very important if the majority of its members will not agree to pass a law for which the House of Commons has voted.
สภาขุนนางมีความสำคัญมากขึ้นเมื่อสมาชิกส่วนใหญ่ จะไม่ยินยอมให้ผ่านกฎหมายซึ่งสภาสามัญได้ลงคะแนนยอมรับแล้ว
The House of Commons has powers to overrule the House of Lords, but these are very rarely used.
แม้สภาสามัญมีอำนาจที่จะลบล้างเสียงของสภาขุนนางได้แต่อำนาจนี้มักจะไม่ถูกใช้ (และจะถูกใช้ต่อเมื่อเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างที่สุด)

The Prime Minister นายกรัฐมนตรี
The Prime Minister (PM) is the leader of the political party in power.
นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมาก
He or she appoints the members of the Cabinet and has control over many important public appointments.
เขาหรือเธอจะแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีและมีอำนาจควบคุมคณะกรรมการบริหารภาครัฐ
The official home of the Prime Minister is 10 Downing Street, in central London, near the Houses of Parliament; he or she also has a country house not far from London called Chequers.
บ้านพักประจำตำแหน่งของนายกฯ คือ 10 Downing Street ตั้งอยู่ใจกลางกรุงลอนดอนใกล้กับรัฐสภา นอกจากนี้ยังมีบ้านประจำตำแหน่งอีกหลังหนึ่งซึ่งอยู่ในชนบทไม่ไกลจากลอนดอนเรียกว่า Chequers
The Prime Minister can be changed if the MPs in the governing party decide to do so, or if he or she wishes to resign.
อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงตัวนายกรัฐมนตรีได้ หากสมาชิกรัฐสภา (MP) ลงมติถอดถอน หรือ ตัวนายกเองตัดสินใจลาออก
More usually, the Prime Minister resigns when his or her party is defeated in a general election. โดยทั่วไปแล้ว นายกรัฐมนตรีจะลาออกเมื่อพรรคของตนแพ้การเลือกตั้ง

The Cabinet คณะรัฐมนตรี
The Prime Minister appoints about 20 senior MPs to become ministers in charge of departments. นายกจะแต่งตั้ง สส. อาวุโส ประมาณ 20 ท่านเป็นรัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างๆ
These include the Chancellor of the Exchequer, responsible for the economy, the Home Secretary, responsible for law, order and immigration, the Foreign Secretary, and ministers (called ‘Secretaries of State’) for education, health and defence.
รัฐมนตรีเหล่านี้ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (Chancellor of the Exchequer) รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจ รัฐมนตรีมหาดไทย (Home Secretary) รับผิดชอบเกี่ยวกับกฎหมาย ความสงบภายใน และเกี่ยวกับคนเข้าเมือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ (Foreign Secretary) พร้อมทั้ง รัฐมนตรีอื่นๆ (ซึ่งเรียกว่า Secretaries of State) เพื่อรับผิดชอบด้านการศึกษา สาธารณสุข และกลาโหม
The Lord Chancellor, who is the minister responsible for legal affairs, is also a member of the Cabinet but sat in the House of Lords rather than the House of Commons.
รัฐมนตรียุติธรรม (Lord Chancellor หรือ Secretary of State for Justice) คือรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบด้านกฎหมาย และเป็นสมาชิกของคณะรัฐมนตรีด้วย แต่เคยเป็นสมาชิก (ประธาน) สภาขุนนางไม่ใช่สภาสามัญ
Following legislation passed in 2005, it is now possible for the Lord Chancellor to sit in the Commons.
แต่หลังจากที่กฎหมายใหม่ ผ่านสภาเมื่อปี 2005 รัฐมนตรียุติธรรม (Lord Chancellor or Secretary of State for Justice) จะลงมานั่งในสภาสามัญแทน
These ministers form the Cabinet, a small committee which usually meets weekly and makes important decisions about government policy which often then have to be debated or approved by Parliament.
รัฐมนตรีกลุ่มนี้ทำหน้าที่เป็นคณะรัฐมนตรี โดยจะมีกลุ่มเล็ก ๆ ซึ่งมักจะมีประชุมกันอาทิตย์ละครั้งเพื่อตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาล ซึ่งการตัดสินใจเหล่านี้จะต้องนำเข้าที่ประชุมและลงมติยอมรับในสภาอีกทีหนึ่ง

The Opposition ฝ่ายค้าน
The second largest party in the House of Commons is called the Opposition.
พรรคที่ได้คะแนนเสียงเป็นอันดับสองในสภาสามัญจะเรียกว่าฝ่ายค้าน
The Leader of the Opposition is the person who hopes to become Prime Minister if his or her party wins the next general election.
หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านคือผู้ที่หวังว่าจะได้เป็นนายกหากพรรคของเขาชนะการเลือกตั้งในสมัยต่อไป
The Leader of the Opposition leads his or her party in pointing out the government’s failures and weaknesses; one important opportunity to do this is at Prime Minister’s Questions which takes place every week while Parliament is sitting.
หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านทำหน้าที่เป็นผู้นำพรรคในการชี้ข้อผิดพลาดและจุดบกพร่องของรัฐบาล โอกาสสำคัญที่จะชี้จุดบกพร่องเหล่านี้ก็คือในช่วงการตอบข้อซักถามของนายก ฯ (Prime Minister’s Questions) ซึ่งจะมีทุกสัปดาห์ในสมัยประชุมสภา
The Leader of the Opposition also appoints senior Opposition MPs to lead the criticism of government ministers, and together they form the Shadow Cabinet.
หัวหน้าฝ่ายค้านจะแต่งตั้งสมาชิกอาวุโสของพรรค เพื่อวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐมนตรีฝ่ายรัฐบาล และสมาชิกเหล่านี้ก็คือคณะรัฐมนตรีเงา (Shadow Cabinet)

The Speaker ประธานสภาฯ
Debates in the House of Commons are chaired by the Speaker, the chief officer of the House of Commons.
การอภิปรายในสภาสามัญจะมีประธานสภา (Speaker) ทำหน้าที่เป็นประธาน
The Speaker is politically neutral.
ประธานสภาจะต้องทำตัวเป็นกลางทางการเมือง
He or she is an MP, elected by fellow MPs to keep order during political debates and to make sure the rules are followed.
ประธานสภาก็คือ สส. (MP) ที่ได้รับการการเลือกตั้งโดยเพื่อนสมาชิกด้วยกัน เพื่อทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยระหว่างการอภิปรายและควบคุมให้ทุกคนทำตามกฎของสภา
This includes making sure the Opposition has a guaranteed amount of time to debate issues it chooses.
รวมทั้งทำหน้าที่ดูแลให้ฝ่ายค้านได้มีโอกาสอภิปรายในหัวข้อที่ต้องการ และมีเวลาสำหรับการอภิปรายที่เพียงพอ
The Speaker also represents Parliament at ceremonial occasions.
นอกจากนี้ประธานสภายังทำหน้าที่เป็นผู้แทนของรัฐสภาในงานพิธีต่างๆ อีกด้วย

The party system ระบบพรรคการเมือง
Under the British system of parliamentary democracy, anyone can stand for election as an MP but they are unlikely to win an election unless they have been nominated to represent one of the major political parties.
ภายใต้ระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาของอังกฤษ ประชาชนทุก ๆ คนมีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่โดยปกติแล้วผู้ลงสมัครจะไม่ค่อยชนะการเลือกตั้ง ยกเว้นว่าเขาจะได้รับเลือกให้เป็นผู้แทนของพรรคการเมืองใหญ่ ๆ
These are the Labour Party, the Conservative Party, the Liberal Democrats, or one of the parties representing Scottish, Welsh, or Northern Irish interests.
พรรคเหล่านี้ได้แก่ พรรคแรงงาน (Labour Party), พรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative Party) และพรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democrats) หรือพรรคที่เป็นผู้แทนผลประโยชน์ของชาวสก๊อตแลนด์ เวลส์ หรือไอร์แลนเหนือ
There are just a few MPs who do not represent any of the main political parties and are called ‘independents’.
แต่ก็มี สส. บางคนที่ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง ซึ่งเรียกว่า สมาชิกอิสระ (Independents)
The main political parties actively seek members among ordinary voters to join their debates, contribute to their costs, and help at elections for Parliament or for local government; they have branches in most constituencies and they hold policy-making conferences every year.
พรรคการเมืองใหญ่ ๆ มักสนใจแสวงหาประชาชนพลเมืองธรรมดาให้มาเป็นสมาชิกเพื่อเข้าร่วมการอภิปราย สนับสนุนช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่าย และช่วยเหลือในการเลือกตั้ง ทั้งการเลือกตั้งสมาชิกสภา ฯ และการเลือกตั้งท้องถิ่นอยู่เสมอๆ พรรคเหล่านี้จะมีสาขาอยู่ในเกือบทุกพื้นที่การเลือกตั้งและจะจัดให้มีการประชุมใหญ่เพื่อวางนโยบายทุก ๆ ปี

Pressure and lobby groups กลุ่มกดดันและล็อบบี้
Pressure and lobby groups are organisations that try to influence government policy.
กลุ่มกดดันและล็อบบี้คือองค์กรที่พยายามที่จะโน้มน้าวนโยบายของรัฐบาล
They play a very important role in politics.
องค์กรเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในทางการเมือง
There are many pressure groups in the UK.
และมีกลุ่มเหล่านี้อยู่มากมายหลายกลุ่มในสหราชอาณาจักร
They may represent economic interests (such as the Confederation of British Industry, the Consumers’ Association, or the trade unions) or views on particular subjects (e.g. Greenpeace or Liberty)
กลุ่มเหล่านี้อาจเป็นกลุ่มทางเศรษฐกิจ (ได้แก่ สมาพันธุ์ภาคอุตสาหกรรมอังกฤษ Confederation of British Industry, สมาคมผู้บริโภค Consumers Association หรือสหภาพแรงงาน trade unions) หรือบางกลุ่มเพียงจับตาดูเรื่องต่าง ๆโดยเฉพาะ (เช่นกลุ่ม Greenpeace หรือ Liberty)
The general public is more likely to support pressure groups than join a political party.
ประชาชนทั่วไปมักจะให้การสนับสนุนกลุ่มกดดันเหล่านี้มากกว่าที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคการเมือง

The civil service ข้าราชการ
Civil servants are managers and administrators who carry out government policy.
ข้าราชการคือผู้จัดการหรือเจ้าหน้าที่ที่คอยสนองนโยบายของรัฐบาล
They have to be politically neutral and professional, regardless of which political party is in power.
คนเหล่านี้จะต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง มีความเป็นมืออาชีพ โดยไม่สำคัญว่าพรรคการเมืองใดจะมีอำนาจในขณะนั้น
Although civil servants have to follow the policies of the elected government, they can warn ministers if they think a policy is impractical or not in the public interest.
ถึงแม้ว่าข้าราชการจะต้องทำตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา แต่เขาก็มีสิทธิ์ตักเตือนรัฐมนตรีได้หากเห็นว่านโยบายไม่เหมาะสมหรือไม่เป็นสาธารณประโยชน์
Before a general election takes place, top civil servants study the Opposition party’s policies closely in case they need to be ready to serve a new government with different aims and policies.
ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วประเทศ ข้าราชการระดับสูงจะศึกษานโยบายของพรรคฝ่ายค้านอย่างใกล้ชิด เพราะเขาจะต้องพร้อมที่จะสนองนโยบายของรัฐบาลที่มีจุดมุ่งหมายและนโยบายที่แตกต่างออกไปจากรัฐบาลปัจจุบันหากฝ่ายค้านชนะการเลือกตั้ง

Devolved administration การกระจายอำนาจบริหาร
In order to give people in Wales and Scotland more control of matters that directly affect them, in 1997 the government began a programme of devolving power from central government.
เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนในเวลส์ และสก๊อตแลน สามารถควบคุมเรื่องต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อเขาโดยตรงได้ ในปี 1997 รัฐบาลจึงได้เริ่มโครงการกระจายอำนาจของรัฐบาลกลาง
Since 1999 there has been a Welsh Assembly, a Scottish Parliament and, periodically, a Northern Ireland Assembly.
ตั้งแต่ปี 1999 ได้มีการจัดตั้งสภาภูมิภาคแห่งเวลส์ (Welsh Assembly) สภาภูมิภาคแห่งสก๊อตแลน (Scottish Parliament) และก็มีสภาภูมิภาคแห่งไอร์แลนด์เหนือ (Northern Ireland) อยู่ระยะหนึ่ง
Although policy and laws governing defence, foreign affairs, taxation and social security all remain under central UK government control, many other public services now come under the control of the devolved administrations in Wales and Scotland.
ถึงแม้ว่านโยบายและกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันประเทศ การต่างประเทศ ภาษี และความปลอดภัย จะยังอยู่ในการควบคุมของรัฐบาลกลาง แต่การบริการของรัฐหลายๆ อย่างตกไปอยู่ในความควบคุมและการบริหารส่วนภูมิภาคในเวลส์และสก๊อตแลนด์แล้ว
Both the Scottish Parliament and Welsh Assembly have been set up using forms of proportional representation which ensures that each party gets a number of seats in proportion to the number of votes they receive.
ทั้งสภาภูมิภาคแห่งสก๊อตแลนด์และเวลส์ จัดตั้งขึ้นโดยใช้ระบบผู้แทนที่ได้รับการเลือกตั้งโดยสัดส่วน ซึ่งจะประกันว่าแต่ละพรรคจะได้ที่นั่งตามสัดส่วนของคะแนนเสียงที่ได้รับทั้งหมด
Similarly, proportional representation is used in Northern Ireland in order to ensure ‘power sharing’ between the Unionist majority (mainly Protestant) and the substantial (mainly Catholic) minority aligned to Irish nationalist parties.
ระบบผู้แทนโดยสัดส่วนนี้ถูกใช้ในไอร์แลนเหนือเช่นกัน เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีการแบ่งปันอำนาจระหว่างพวก Unionist ซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ (และเป็นพวกที่สนับสนุนให้ไอร์แลนเหนือยังคงเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร (ส่วนมากนับถือนิกายโปรแตสเต้น) กับชนส่วนน้อย (นับถือนิกายแคทอลิก) ที่ต้องการให้ไอร์แลนด์เหนือเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไอร์แลน
A different form of proportional representation is used for elections to the European Parliament.
การเลือกตั้งสำหรับสภาแห่งสหภาพยุโรปก็ใช้การเลือกตั้งระบบผู้แทนโดยสัดส่วน แต่มีส่วนแตกต่างกันออกไป

The Welsh Assembly Government รัฐบาลส่วนภูมิภาคแห่งเวลส์
The National Assembly for Wales, or Welsh Assembly Government (WAG), is situated in Cardiff, the capital city of Wales.
สภาประจำแคว้นเวลส์ หรือ รัฐบาลภูมิภาคแห่งเวลส์ ตั้งอยู่ที่คาร์ดิฟ เมืองหลวงของเวลส์
It has 60 Assembly Members (AMs) and elections are held every four years.
มีสมาชิกทั้งหมด 60 ท่าน (เรียกสั้นๆว่า AMs) และจะมีการจัดการเลือกตั้งทุก ๆ สี่ปี
Members can speak in either Welsh or English and all its publications are in both languages.
สมาชิกสามารถเลือกพูดได้ทั้งภาษาเวลส์ หรือ อังกฤษ ส่วนเอกสารต่างๆ จะตีพิมพ์ทั้งสองภาษา
The Assembly has the power to make decisions on important matters such as education policy, the environment, health services, transport and local government, and to pass laws for Wales on these matters within a statutory framework set out by the UK Parliament at Westminster.
รัฐบาลภูมิภาคแห่งเวลส์นี้จะอำนาจในการตัดสินใจในเรื่องสำคัญต่างๆ เช่นนโยบายการศึกษา สิ่งแวดล้อม การบริการทางสุขภาพ การขนส่งและที่เกี่ยวกับรัฐบาลท้องถิ่น พร้อมทั้งมีอำนาจผ่านกฎหมายสำหรับเวลส์ที่เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ด้วย หากอยู่ในกรอบของแม่บทของรัฐบาลกลางที่ Westminster.

The Parliament of Scotland สภาภูมิภาคแห่งสก๊อตแลนด์
A long campaign in Scotland for more independence and democratic control led to the formation in 1999 of the Parliament of Scotland, which sits in Edinburgh, the capital city of Scotland.
การรณรงค์อันยาวนานในสก๊อตแลนด์เพื่อให้ได้ความอิสระเพิ่มขึ้นและอำนาจควบคุมโดยประชาธิปไตย นำมาซึ่งการก่อตั้งสภาภูมิภาคสก๊อตแลนด์เมื่อปี 1999 ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเอดินเบอร์เรอะ เมืองหลวงของสก๊อตแลนด์
There are 129 Members of the Scottish Parliament (MSPs), elected by a form of proportional representation.
สภานี้มีสมาชิกทั้งหมด 129 ท่าน (เรียกว่า MSPs) ซึ่งเข้ามาโดยการเลือกตั้งแบบผู้แทนโดยสัดส่วน
This has led to the sharing of power in Scotland between the Labour and Liberal Democrat parties.
ทำให้มีการแบ่งปันอำนาจในสก๊อตแลนด์ระหว่างพรรคแรงงาน Labour และพรรคเสรีประชาธิปไตย Liberal Democrat
The Scottish Parliament can pass legislation for Scotland on all matters that are not specifically reserved to the UK Parliament.
สภาภูมิภาคแห่งสก๊อตแลนด์สามารถออกกฎหมายบังคับในสก๊อตแลนด์ได้ในทุกๆ เรื่อง ยกเว้นเรื่องที่สงวนไว้สำหรับรัฐบาลกลางของสหราชอาณาจักร
The matters on which the Scottish Parliament can legislate include civil and criminal law, health, education, planning and the raising of additional taxes.
เรื่องที่สภาแห่งสก๊อตแลนด์สามารถออกกฎหมายใช้เองได้ ได้แก่กฎหมายแพ่งและอาญา สาธารณสุข การศึกษา ผังเมือง และการเก็บภาษีเพิ่มเติม

The Northern Ireland Assembly สภาภูมิภาคแห่งไอร์แลนด์เหนือ
A Northern Ireland Parliament was established in 1922 when Ireland was divided, but it was abolished in 1972 shortly after the Troubles broke out in 1969.
สภาภูมิภาคแห่งไอร์แลนด์เหนือถูกจัดตั้งขึ้นในปี 1922 เมื่อไอร์แลนด์ถูกแบ่งแยก (ออกเป็นไอร์แลนด์และไอร์แลนด์เหนือ) แต่ถูกยกเลิกไปเมื่อปี 1972 หลังจากที่มีเหตุการณ์วุ่นวาย (Troubles) เกิดขึ้นเมื่อปี 1969 ไม่นาน
Soon after the end of the Troubles, the Northern Ireland Assembly was established with a power-sharing agreement which distributes ministerial offices among the main parties.
หลังจากเหตุการณ์วุ่นวาย (Troubles) สงบลงไม่นานก็ได้มีการจัดตั้งสภาภูมิภาคแห่งไอร์แลนเหนือ และมีข้อตกลงในการแบ่งปันอำนาจโดยแบ่งกระทรวงกันบริหารระหว่างพรรคการเมืองใหญ่ ๆ
The Assembly has 108 elected members known as MLAs (Members of the Legislative Assembly).
สภามีสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 108 ท่าน เรียกว่า MLAs
Decision-making powers devolved to Northern Ireland include education, agriculture, the environment, health and social services in Northern Ireland.
อำนาจที่กระจายให้ส่วนภูมิภาคตัดสินใจได้แก่เรื่องการศึกษา การเกษตร สิ่งแวดล้อม การบริการด้านสาธารณสุข และสังคมในไอร์แลนด์เหนือ
The UK government kept the power to suspend the Northern Ireland Assembly if the political leaders no longer agreed to work together or if the Assembly was not working in the interests of the people of Northern Ireland.
รัฐบาลกลางสงวนอำนาจที่จะระงับสภาภูมิภาคแห่งไอร์แลนด์เหนือไว้ช่วยคราว หากผู้นำทางการเมืองไม่ยินยอมที่จะทำงานร่วมกันต่อไป หรือหากสภา ฯ ไม่ได้ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนในไอร์แลนด์เหนือ
This has happened several times and the Assembly is currently suspended (2006).
ซึ่งสภานี้ก็ได้ถูกระงับไว้ช่วยคราวมาแล้วหลายครั้ง และปัจจุบัน (ในปี 2006) ก็ยังถูกระงับอยู่
This means that the elected assembly members do not have power to pass bills or make decisions.
ซึ่งหมายความว่าสมาชิกสภาภูมิภาคแห่งไอร์แลนด์เหนือที่ได้รับการเลือกตั้งไม่มีอำนาจที่จะผ่านกฎหมายหรือทำการตัดสินใจใดๆ (จริงๆ แล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2007 สภา ฯ ได้รับอำนาจกลับคืนและทำการปฏิบัติงานได้ตามเดิม แต่ถ้าข้อสอบถามถึงเรื่องนี้ให้ตอบตามหนังสือคือ ให้ถือว่ายังถูกระงับอยู่)

Local government รัฐบาลท้องถิ่น
Towns, cities and rural areas in the UK are governed by democratically elected councils, often called local authorities.
เมืองเล็ก เมืองใหญ่ หรือเขตชนบทในสหราชอาณาจักรได้รับการปกครองโดยคณะเทศมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งปกติจะเรียกว่า องค์กรท้องถิ่น (เทศบาล)
Some areas have both district and county councils which have different functions, although most larger towns and cities will have a single local authority.
ในบางพื้นที่มีทั้งคณะเทศมนตรีตำบล (District) และมณฑล (county) ซึ่งทำหน้าที่แตกต่างกัน แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วเมืองใหญ่ๆ มักจะมีองค์กรเดียว
Many councils representing towns and cities appoint a mayor who is the ceremonial leader of the council but in some towns a mayor is appointed to be the effective leader of the administration.
คณะเทศมนตรีที่เป็นผู้แทนเมืองเล็ก และเมืองใหญ่ๆบางแห่งจะแต่งตั้งนายกเทศมนตรี ให้ทำหน้าที่เป็นผู้นำในงานพิธีของคณะเทศมนตรีนี้ แต่ในบางเมืองนายกเทศมนตรีจะถูกแต่งตั้งเพื่อให้เป็นหัวหน้าของฝ่ายบริหาร
London has 33 local authorities, with the Greater London Authority and the Mayor of London co-ordinating policies across the capital Local authorities are required to provide ‘mandatory services’ in their area.
กรุงลอนดอนมีองค์กรท้องถิ่นทั้งหมด 33 องค์กร โดยมีองค์กรท้องถิ่นส่วนกลางลอนดอน (Greater London Authority) และนายกเทศมนตรีแห่งกรุงลอนดอน ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างองค์กรท้องถิ่นทั้งหมดของลอนดอนซึ่งต้องให้ “บริการ (ที่กฎหมาย) บังคับไว้” ในแต่ละพื้นที่
These services include education, housing, social services, passenger transport, the fire service, rubbish collection, planning, environmental health and libraries.
บริการเหล่านี้ได้แก่การศึกษา ที่อยู่อาศัย การบริการทางสังคม การขนส่งมวลชน บริการดับเพลิง การจัดเก็บขยะ ผังเมือง สุขภาพสิ่งแวดล้อมและห้องสมุด
Most of the money for the local authority services comes from the government through taxes.
เงินที่ใช้จ่ายเพื่อบริการขององค์กรท้องถิ่นส่วนใหญ่ได้มาจากรัฐบาลกลางผ่านทางภาษี
Only about 20% is funded locally through ‘council tax’ a local tax set by councils to help pay for local services.
มีเพียง 20% ที่ได้มาจากการจัดเก็บโดยตรงในท้องถิ่นเองผ่าน “ภาษีเทศบาล” (ภาษีโรงเรือน) ซึ่งเป็นภาษีท้องถิ่นที่จัดเก็บเพื่ออุดหนุนบริการในท้องถิ่น
It applies to all domestic properties, including houses, bungalows, flats, maisonettes, mobile homes or houseboats, whether owned or rented.
ภาษีนี้จะจัดเก็บจากอาคารบ้านเรือนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นบ้าน บังกะโล แฟลต แฟลตแบบมีสองชั้น บ้านเคลื่อนที่ หรือบ้านที่อยู่ในเรือ และไม่ว่าผู้อาศัยจะเป็นเจ้าของเองหรือเป็นผู้เช่า
Local elections for councillors are held in May every year. Many candidates stand for council election as members of a political party.
การเลือกตั้งท้องถิ่นสำหรับเทศมนตรีนี้จะจัดให้มีขึ้นทุกๆ เดือนพฤษภาคมของทุกปี ผู้ลงรับเลือกตั้งท้องถิ่นนี้ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสังกัดพรรคการเมือง

The judiciary ฝ่ายตุลาการ
In the UK the laws made by Parliament are the highest authority.
ในสหราชอาณาจักร กฎหมายที่ออกโดยรัฐสภาถือเป็นอำนาจสูงสุด
But often important questions arise about how the laws are to be interpreted in particular cases.
แต่ก็มีบ่อยครั้งที่มีคำถามเกิดขึ้นเกี่ยวกับการตีความข้อกฎหมายในคดีต่างๆ
It is the task of the judges (who are together called ‘the judiciary’) to interpret the law and the government may not interfere with their role.
เป็นหน้าที่ของผู้พิพากษา (ผู้ซึ่งรวมกันเรียกว่า “ฝ่ายตุลาการ”) ที่จะตีความกฎหมาย และรัฐบาลจะไม่แทรกแซงบทบาทของฝ่ายตุลาการนี้
Often the actions of the government are claimed to be illegal and, if the judges agree, then the government must either change its policies or ask Parliament to change the law.
บ่อยครั้งที่การกระทำของรัฐบาลถูกกล่าวหาว่าผิดกฎหมายและหากผู้พิพากษาเห็นด้วย รัฐบาลก็จะต้องเปลี่ยนนโยบายหรือขอให้รัฐสภาเปลี่ยนกฎหมาย
This has become all the more important in recent years, as the judges now have the task of applying the Human Rights Act.
การตีความนี้ยิ่งทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ เพราะขณะนี้ผู้พิพากษาจะต้องนำกฎหมายสิทธิมนุษยชนเข้ามาพิจารณาร่วมด้วย
If they find that a public body is not respecting a person’s human rights, they may order that body to change its practices and to pay compensation, if appropriate.
หากผู้พิพากษาผู้ใดเห็นว่าองค์กรรัฐบาลไม่เคารพสิทธิมนุษยชนของบุคคลใด ก็อาจจะสั่งให้องค์กรนั้นเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติ และจ่ายค่าเสียหายให้แก่บุคคลนั้นตามความเหมาะสม
If the judges believe that an Act of Parliament is incompatible with the Human Rights Act, they cannot change it themselves but they can ask Parliament to consider doing so.
แต่หากผู้พิพากษาท่านใดเห็นว่ากฎหมายข้อใดไม่สอดคล้องกับกฎหมายสิทธิมนุษยชน ผู้พิพากษาท่านนั้น ไม่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงกฎหมายเองได้ แต่สามารถขอให้รัฐสภาพิจารณาเปลี่ยนแปลงได้
Judges cannot, however, decide whether people are guilty or innocent of serious crimes.
แต่อย่างไรก็ตามผู้พิพากษาไม่มีอำนาจตัดสินว่าผู้ใดผิดหรือไม่ผิดในคดีอาญาประเภทรุนแรง
When someone is accused of a serious crime, a jury will decide whether he or she is innocent or guilty and, if guilty, the judge will decide on the penalty.
เมื่อผู้ใดถูกกล่าวหาว่ามีความผิดในคดีอาญาประเภทรุนแรง คณะลูกขุนจะเป็นผู้ตัดสินว่าเขาผิดหรือไม่ผิด และถ้าตัดสินว่าผิด จึงจะเป็นหน้าที่ของผู้พิพากษาที่จะกำหนดบทลงโทษ
For less important crimes, a magistrate will decide on guilt and on any penalty.
สำหรับคดีอาญาเล็กน้อยที่ไม่รุนแรง ผู้พิพากษา (สมทบ) ในศาลแขวง (Magistrate) จะเป็นผู้ตัดสินความผิดและกำหนดบทลงโทษ

The police ตำรวจ
The police service is organised locally, with one police service for each county or group of counties.
องค์กรตำรวจเป็นองค์กรที่ทำงานในพื้นที่ในแต่ละชุมชน โดยมีองค์กรตำรวจหนึ่งองค์กรสำหรับแต่ละมณฑลหรือกลุ่มมลฑล
The largest force is the Metropolitan Police, which serves London and is based at New Scotland Yard.
กองกำลังตำรวจที่ใหญ่ที่สุดคือตำรวจนครบาล (Metropolitan Police) ซึ่งดูแลพื้นที่ของกรุงลอนดอน โดยมีที่ทำการอยู่ที่ New Scotland Yard
Northern Ireland as a whole is served by the Police Service for Northern Ireland (PSNI).
ไอร์แลนด์เหนือทั้งประเทศ มีตำรวจแห่งไอร์แลนด์เหนือ หรือ PSNI เป็นผู้ดูแล
The police have ‘operational independence’, which means that the government cannot instruct them on what to do in any particular case.
ตำรวจมีความ “เป็นอิสระในการปฏิบัติงาน” ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลไม่มีอำนาจแทรกแซงในการปฏิบัติงานในแต่ละคดี
But the powers of the police are limited by the law and their finances are controlled by the government and by police authorities made up of councillors and magistrates.
แต่อำนาจของตำรวจก็ถูกจำกัดด้วยกฎหมายและงบประมาณซึ่งก็ถูกควบคุมโดยรัฐบาลและคณะกรรมการฝ่ายตำรวจ ซึ่งมาจากเทศมนตรีและผู้พิพากษาศาลแขวง
The Independent Police Complaints Commission (or, in Northern Ireland, the Police Ombudsman) investigates serious complaints against the police.
คณะกรรมการอิสระดูแลข้อร้องเรียนของประชาชนเกี่ยวกับตำรวจ (หรือในไอร์แลนด์เหนือ เรียกว่า ศูนย์รับร้องทุกข์เกี่ยวกับตำรวจ) ทำหน้าที่สอบสวนข้อร้องเรียนของประชาชนที่สำคัญ ๆ ที่เกี่ยวกับตำรวจ

Non-departmental public bodies (quangos) องค์กรเฉพาะกิจของรัฐหรือแควงโกส
Non-departmental public bodies, also known as quangos, are independent organisations that carry out functions on behalf of the public which it would be inappropriate to place under the political control of a Cabinet minister.
องค์กรเฉพาะกิจของรัฐหรือเรียกว่าแควงโกส เป็นองค์กรอิสระซึ่งทำหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้กับสาธารณชน ซึ่งเรื่องดังกล่าวอาจจะไม่เหมาะที่จะให้อยู่ในการควบคุมของรัฐมนตรี
There are many hundreds of these bodies, carrying out a wide variety of public duties.
มีองค์กรเหล่านี้อยู่นับร้อยองค์กรที่คอยทำหน้าที่ต่างๆ ให้กับสาธารณชน
Appointments to these bodies are usually made by ministers, but they must do so in an open and fair way.
ธรรมดารัฐมนตรีจะมีอำนาจแต่งตั้งให้บุคคลใดมีตำแหน่งหน้าที่ทำงานในองค์กรเหล่านี้ แต่การแต่งตั้งจะต้องทำอย่างยุติธรรมและเปิดเผย

The role of the media บทบาทของสื่อ
Proceedings in Parliament are broadcast on digital television and published in official reports such as Hansard, which is available in large libraries and on the internet: www.parliament.uk .
การอภิปรายในรัฐสภาจะถูกถ่ายทอดทางทีวีและตีพิมพ์ในรายงานเช่น Hansard ซึ่งมีไว้ให้บริการตามห้องสมุดใหญ่ ๆ และจากเว็บไซต์ www.parliament.uk
Most people, however, get information about political issues and events from newspapers (often called the press), television and radio
แต่อย่างไรก็ตามคนส่วนใหญ่จะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นและเหตุการณ์ทางการเมืองจากหนังสือพิมพ์ (มักจะเรียกว่า Press) โทรทัศน์และวิทยุ
The UK has a free press, meaning that what is written in newspapers is free from government control.
สหราชอาณาจักรให้อิสระกับสื่อมวลชน หมายความว่าสิ่งที่เขียนลงในหนังสือพิมพ์จะเป็นอิสระจากการควบคุมของรัฐบาล
Newspaper owners and editors hold strong political opinions and run campaigns to try and influence government policy and public opinion.
เจ้าของหนังสือพิมพ์และบรรณาธิการเป็นผู้มีความคิดทางการเมืองที่ชัดเจน และมักมีการรณรงค์เพื่อโน้มน้าวนโยบายของรัฐบาลและความคิดของสาธารณชนให้เป็นไปตามที่เขาต้องการ
As a result it is sometimes difficult to distinguish fact from opinion in newspaper coverage.
ดังนั้นบางครั้งจึงเป็นการยากที่จะแยกแยะว่าอันไหนเป็นข้อเท็จจริงและอันไหนเป็นความคิดเห็น จากเรื่องต่างๆ ที่อยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์
By law, radio and television coverage of the political parties at election periods must be balanced and so equal time has to be given to rival viewpoints.
ตามกฎหมาย รายการวิทยุและโทรทัศน์ในช่วง เลือกตั้งจะต้องให้โอกาสพรรคต่างๆแสดงความคิดเห็นอย่างเสมอกัน ดังนั้นสถานีวิทยุโทรทัศน์เหล่านี้จะต้องให้เวลาพรรคต่างๆ ในการพูดออกอากาศเท่า ๆ กัน
But broadcasters are free to interview politicians in a tough and lively way.
แต่พิธีกรก็มีอิสระในการสัมภาษณ์นักการเมืองอย่างดุเดือดและมีสีสัน

Who can vote? ใครมีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
The United Kingdom has had a fully democratic system since 1928, when women were allowed to vote at 21, the same age as men.
สหราชอาณาจักรมีระบบประชาธิปไตยเต็มรูปแบบมาตั้งแต่ปี 1928 เมื่อผู้หญิงได้รับอนุญาตให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้เมื่อมีอายุครบ 21 ปี เช่นเดียวกับผู้ชาย
The present voting age of 18 was set in 1969, and (with a few exceptions such as convicted prisoners) all UK-born and naturalised citizens have full civic rights, including the right to vote and do jury service.
ปัจจุบันอายุของผู้ที่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงคือ 18 ปี ซึ่งได้รับการเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ปี 1969 โดยประชาชนที่เกิดในสหราชอาณาจักรและผู้ที่เข้าถือสัญชาติแล้ว มีสิทธิ์ของพลเมืองเต็มที่ รวมทั้งสิทธิ์ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและทำหน้าที่เป็นคณะลูกขุนด้วย (ยกเว้นในบางกรณีเช่น เป็นผู้ต้องขัง)
Citizens of the UK, the Commonwealth and the Irish Republic (if resident in the UK) can vote in all public elections.
พลเมืองสหราชอาณาจักร เครือจักรภพ และสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (หากอาศัยในสหราชอาณาจักร) สามารถคงคะแนนเสียงได้ในทุกๆ การเลือกตั้ง
Citizens of EU states who are resident in the UK can vote in all elections except national parliamentary (general) elections.
ประชาชนของประเทศในสหภาพยุโรป ซึ่งอาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักรก็ มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงในทุกๆ การเลือกตั้งยกเว้น การเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา (ในการเลือกตั้งทั่วประเทศ)
In order to vote in a parliamentary, local or European election, you must have your name on the register of electors, known as the electoral register.
เพื่อที่จะลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา การเลือกตั้งท้องถิ่น หรือการเลือกตั้งของสหภาพยุโรป ท่านจะต้องมีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง (Electoral register)
If you are eligible to vote, you can register by contacting your local council election registration office.
หากท่านมีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ท่านสามารถลงทะเบียนในบัญชีรายชื่อนี้ได้โดยการติดต่อกับสำนักงานลงทะเบียนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในท้องถิ่นของท่าน
If you don’t know what your local authority is, you can find out by telephoning the Local Government Association (LGA) information line on 020 7664 3131 between 9 a.m. and 5 p.m., Monday to Friday.
หากท่านไม่ทราบว่าองค์กรท้องถิ่นของท่านคือใคร ท่านสามารถหารายละเอียดได้โดยโทรศัพท์ไปที่สายข้อมูลของ สมาคมรัฐบาลท้องถิ่น ที่หมายเลข 020 7664 3131 ระหว่าง 9.00 น. – 17.00 น. วันจันทร์ถึงวันศุกร์
You will have to tell them your postcode or your full address and they will be able to give you the name of your local authority.
ท่านจะต้องแจ้งรหัสไปรษณีย์หรือที่อยู่เต็มของท่าน เพื่อที่ทางเจ้าหน้าที่จะสามารถแจ้งชื่อขององค์กรท้องถิ่นให้ท่านได้
You can also get voter registration forms in English, Welsh and some other languages on the internet: www.electoralcommission.org.uk .
นอกจากนี้ท่านสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มสำหรับลงทะเบียนเป็นภาษาอังกฤษ เวลส์ และภาษาอื่นๆ ได้จากอินเตอร์เน็ตที่ www.electoralcommission.org.uk
The electoral register is updated every year in September or October.
ทะเบียนรายชื่อผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งนี้จะได้รับการปรับปรุงทุกๆ ปีในเดือนกันยายนหรือตุลาคม
An electoral registration form is sent to every household and it has to be completed and returned, with the names of everyone who is resident in the household and eligible to vote on 15 October.
แบบฟอร์มสำหรับลงทะเบียนจะถูกส่งไปตามบ้านเรือนซึ่งผู้อาศัยจะต้องกรอกชื่อของสมาชิกทุกๆ คนในบ้านที่จะมีสิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 15 ตุลาคม และส่งคืนให้กับสำนักทะเบียนท้องถิ่น

In Northern Ireland a different system operates.
ไอร์แลนด์เหนือใช้ระบบต่างออกไป
This is called individual registration and all those entitled to vote must complete their own registration form.
ซึ่งเรียกว่าการลงทะเบียนเฉพาะบุคคล โดยทุกๆ คนที่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจะต้องกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียนของตัวเอง
Once registered, you can stay on the register provided your personal details do not change.
เมื่อลงทะเบียนแล้ว ชื่อของท่านจะอยู่ในทะเบียนนี้ตราบเท่าที่รายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับตัวท่านยังคงเดิม
For more information telephone the Electoral Office for Northern Ireland on 028 9044 6688.
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานเลือกตั้งแห่งไอร์แลนด์เหนือ โทรศัพท์ 028 9044 6688
By law, each local authority has to make its electoral register available for anyone to look at, although this now has to be supervised.
โดยกฎหมาย องค์กรท้องถิ่นจะต้องเปิดเผยทะเบียนผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้ทุกคนสามารถตรวจดูได้ แต่ปัจจุบันนี้การตรวจดูจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแล
The register is kept at each local electoral registration office (or council office in England and Wales).
ทะเบียนนี้จะถูกเก็บไว้ที่สำนักงานเลือกตั้งท้องถิ่น (หรือสำนักเทศบาลในอังกฤษและเวลส์)
It is also possible to see the register at some public buildings such as libraries.
นอกจากนี้อาจจะสามารถดูทะเบียนนี้ได้จากที่ทำการของรัฐบาลอื่นๆ เช่นห้องสมุด

Standing for office การลงสมัครรับเลือกตั้ง
Most citizens of the United Kingdom, the Irish Republic or the Commonwealth aged 18 or over can stand for public office.
ประชาชนส่วนใหญ่ของสหราชอาณาจักร สาธารณรัฐไอร์แลนด์ และเครือจักรภพ ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปมีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้ง
There are some exceptions and these include members of the armed forces, civil servants and people found guilty of certain criminal offences.
แต่ก็มีข้อยกเว้น อย่างเช่นข้าราชการทหาร ข้าราชการพลเรือนและผู้ที่มีความผิดอาญาบางกระทง ที่ไม่มีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้ง
Members of the House of Lords may not stand for election to the House of Commons but are eligible for all other public offices.
สมาชิกสภาขุนนางไม่มีสิทธิ์ลงเลือกตั้งเพื่อเข้าสู่สภาสามัญ แต่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อตำแหน่งในองค์กรอื่น ๆ ได้
To become a local councillor, a candidate must have a local connection with the area through work, being on the electoral register, or through renting or owning land or property.
การที่จะเป็นเทศมนตรีประจำท้องถิ่น ผู้ลงสมัครจะต้องมีความสัมพันธ์กับพื้นที่นั้นผ่านงานที่ทำ มีชื่ออยู่ในทะเบียนผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งหรือผ่านการเช่าหรือเป็นเจ้าของที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ในท้องถิ่นนั้นๆ

Contacting elected members การติดต่อกับผู้ที่ได้รับเลือกตั้ง
All elected members have a duty to serve and represent their constituents.
สมาชิกผู้ได้รับการเลือกตั้งทุกคนมีหน้าที่ให้บริการและเป็นผู้แทนของพื้นที่เลือกตั้งของตน
You can get contact details for all your representatives and their parties from your local library.
ท่านสามารถหาสถานที่ติดต่อของผู้แทนเหล่านี้ หรือพรรคการเมืองที่พวกเขาสังกัด ได้จากห้องสมุดในท้องถิ่น
Assembly members, MSPs, MPs and MEPs are also listed in the phone book and Yellow Pages.
สมาชิกสภาส่วนภูมิภาค MSPs, MPs และ MEPs จะมีรายชื่ออยู่ในสมุดรายนามโทรศัพท์และสมุดหน้าเหลืองด้วย
You can contact MPs by letter or phone at their constituency office or their office in the House of Commons.
ท่านสามารถติดต่อ สส. ได้ทางจดหมาย หรือโทรศัพท์ไปที่สำนักงานประจำพื้นที่เขตเลือกตั้งของเขา หรือสำนักงานในสภาสามัญ
The House of Commons, Westminster, London SW1A 0AA, or telephone 020 7729 3000.
ที่อยู่คือ The House of Commons, Westminster, London SW1A 0AA, or telephone 020 7729 3000
Many Assembly Members, MSPs, MPs and MEPs hold regular local ’surgeries’.
สมาชิกของสภาส่วนภูมิภาค MSPs MPs และ MEPs จัดให้มีการพบปะพูดคุยกับประชาชนในท้องถิ่นอยู่เสมอๆ
These are often advertised in the local paper and constituents can go and talk about issues in person.
ซึ่งโอกาสเหล่านี้มักจะลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่สามารถพูดคุยเรื่องต่างๆ กับผู้แทนเหล่านั้นได้ ตัวต่อตัว
You can find out the name of your local MP and get in touch with them by fax through the website: www.writetothem.com .
ท่านสามารถหาชื่อของ สส. ประจำพื้นที่ของท่านและติดต่อกับเขาได้ทางแฟกซ์ผ่านเว็บไซต์ www.writetothem.com
This service is free.
บริการนี้ฟรี

How to visit Parliament and the Devolved Administrations?
จะเยี่ยมชมรัฐสภาและองค์กรรัฐบาลส่วนภูมิภาคได้อย่างไร
The public can listen to debates in the Palace of Westminster from public galleries in both the House of Commons and the House of Lords.
ประชาชนสามารถรับฟังการอภิปรายในรัฐสภาได้จากสถานที่ที่จัดไว้โดยเฉพาะ ทั้งที่สภาสามัญและสภาขุนนาง
You can either write to your local MP in advance to ask for tickets or you can queue on the day at the public entrance.
นอกจากนี้ท่านสามารถเขียนจดหมายไปหา สส. ของท่านล่วงหน้าเพื่อขอตั๋ว หรือท่านสามารถไปเข้าคิวที่ทางเข้าสำหรับประชาชนในวันนั้นๆ ได้เลย
Entrance is free.
ไม่มีการเก็บค่าผ่านประตู
Sometimes there are long queues for the House of Commons and you may have to wait for at least one or two hours.
บางครั้งคิวที่สภาสามัญจะยาวมากและท่านอาจจะต้องรออย่างน้อยหนึ่งถึงสองชั่วโมง
It is usually easier to get into the House of Lords.
ปกติการเข้าไปฟังที่สภาขุนนาง จะง่ายกว่าสภาสามัญ
You can find further information on the UK Parliament website: www.parliament.uk
ท่านสามารถหารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของรัฐสภา www.parliament.uk
In Northern Ireland, elected members, known as MLAs, meet in the Northern Ireland Assembly at Stormont, in Belfast.
ในไอร์แลนด์เหนือ สมาชิกผู้ได้รับเลือกซึ่งรู้จักกันในนาม MLAs จะประชุมกันที่สภาภูมิภาคแห่งไอร์แลนด์เหนือ ที่ Stormont เบลฟาสท์
The Northern Ireland Assembly is presently suspended.
แต่ปัจจุบันนี้สภาภูมิภาคแห่งไอร์แลนด์นี้กำลังถูกระงับชั่วคราว (ตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2007 สภา ฯ ได้รับอำนาจกลับคืนและทำการปฏิบัติงานตามเดิม แต่ถ้าเจอข้อสอบถามถึงเรื่องนี้ก็ให้ตอบตามหนังสือคือถือว่ายังถูกระงับอยู่)
There are two ways to arrange a visit to Stormont.
มีสองวิธีที่จะเยี่ยมชม Stormont
You can either contact the Education Service (details on the Northern Ireland Assembly website: www.niassembly.gov.uk ) or contact an MLA
คือติดต่อศูนย์บริการการศึกษา (หารายละเอียดได้จากเว็บไซต์ของสภาแห่งไอร์แลนด์เหนือ www.niasembly.gov.uk) หรือติดต่อผู้แทนสมาชิกสภา ฯ คือ MLA
In Scotland, the elected members, called MSPs, meet in the Scottish Parliament at Holyrood in Edinburgh (for more information see: www.scottish.parliament.uk ).
ในสก๊อตแลนด์ สมาชิกที่ได้รับการเลือกตั้ง ซึ่งรู้จักกันในนาม MSPs ประชุมกันที่สภาภูมิภาคแห่งสก๊อตแลนด์ ที่ Holyrood ในกรุงเอดินเบอร์เรอะ (ข้อมูลเพิ่มเติมหาได้ที่เว็บไซต์ www.scottish.parliament.uk)
You can get information, book tickets or arrange tours through the visitor services.
ท่านสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือติดต่อขอเข้าเยี่ยมชมได้ที่ฝ่ายบริการผู้เยี่ยมชม
You can write to them at The Scottish Parliament, Edinburgh, EH99 1SP or telephone 0131 348 5200, or email: sp.bookings@scottish.parliament.uk
โดยทางจดหมาย โดยส่งไปที่ The Scottish Parliament, Edinburgh, EH99 1SP หรือทางโทรศัพท์ 0131 348 5200 หรือทางอีเมล์ sp.bookings@scottish.parliament.uk

In Wales, the elected members, known as AMs, meet in the Welsh Assembly in the Senedd in Cardiff Bay (for more information see: www.wales.gov.uk ).
ในเวลส์ สมาชิกผู้ได้รับการเลือกตั้ง ซึ่งรู้จักกันในนาม AMs ประชุมกันที่สภาภูมิภาคแห่งเวลส์ใน Senedd ที่ คาร์ดิฟเบย์
You can book guided tours or seats in the public galleries for the Welsh Assembly.
ท่านสามารถจองเพื่อเข้าเยี่ยมชมสถานที่โดยมีผู้บรรยายหรือจองที่นั่งในห้องสำหรับจัดไว้สำหรับประชาชนในสภาแห่งเวลส์ได้
To make a booking, telephone the Assembly booking line on 029 2089 8477 or email: assembly.booking@wales.gsi.gov.uk
โดยการติดต่อทางโทรศัพท์ที่ 029 2089 8477 หรือทางอีเมล์ assembly.booking@wales.gsi.gov.uk

The UK in Europe and the world สหราชอาณาจักรในยุโรปและในโลก
The Commonwealth เครือจักรภพ
The Commonwealth is an association of countries, most of which were once part of the British Empire, though a few countries that were not in the Empire have also joined it.
เครือจักรภพคือการรวมกลุ่มของประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เคยเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรอังกฤษ แต่ก็มีสองสามประเทศที่ไม่เคยเป็น แต่ก็เข้าร่วมด้วย
Commonwealth members สมาชิกประเทศในเครือจักรภพ
Antigua and Barbuda St Lucia
Australia St Vincent and the Grenadines
The Bahamas Samoa
Bangladesh Seychelles
Barbados Sierra Leone
Belize Singapore
Botswana Solomon Islands
Brunei Darussalam South Africa
Cameroon Sri Lanka
Canada Swaziland
Cyprus Tonga
Dominica Trinidad and Tobago
Fiji Islands Tuvalu
The Gambia Uganda
Ghana United Kingdom
Grenada United Republic of Tanzania
Guyana Vanuatu
India Zambia
Jamaica *Nauru is a Special Member
Kenya
Kiribati
Lesotho
Malawi
Malaysia
Maldives
Malta
Mauritius
Mozambique
Namibia
Nauru*
New Zealand
Nigeria
Pakistan
Papua New Guinea
St Kitts and Nevis
The Queen is the head of the Commonwealth, which currently has 53 member states.
พระราชินีเป็นประมุขของเครือจักรภพ ซึ่งปัจจุบันประกอบด้วย 53 ประเทศสมาชิก
Membership is voluntary and the Commonwealth has no power over its members although it can suspend membership.
สมาชิกภาพเป็นไปด้วยความสมัครใจ และเครือ ฯ ไม่มีอำนาจบังคับประเทศสมาชิก แต่ก็มีสิทธิระงับสมาชิกภาพได้
The Commonwealth aims to promote democracy, good government and to eradicate poverty. จุดประสงค์ของเครือฯ คือสนับสนุนประชาธิปไตย รัฐบาลที่ดี และขจัดความยากจน

The European Union (EU) สหภายุโรป (อียู)
The European Union (EU), originally called the European Economic Community (EEC), was set up by six Western European countries who signed the Treaty of Rome on 25 March 1957.
สหภาพยุโรป (อียู) หรือเดิมคือประชาคมเศรษฐกิจยุโรป ถูกจัดตั้งขึ้นโดยประเทศในยุโรปหกประเทศ ลงนามในสนธิสัญญา Treaty of Rome เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 1957
One of the main reasons for doing this was the belief that co-operation between states would reduce the likelihood of another war in Europe.
เหตุผลหลักของการจัดตั้งสหภาพคือสมาชิกเชื่อว่าความร่วมมือระหว่างกันจะลดโอกาสของการเกิดสงครามในยุโรป
Originally the UK decided not to join this group and only became part of the European Union in 1973.
เดิมทีสหราชอาณาจักรตัดสินใจที่จะไม่เข้าร่วมสหภาพนี้ แต่ก็เปลี่ยนใจเข้าเป็นร่วมสมาชิกเมื่อปี 1973
In 2004 ten new member countries joined the EU, with a further two in 2006 making a total of 27 member countries.
ในปี 2004 มีสมาชิกใหม่สิบประเทศเข้าร่วมสหภาพฯ และอีกสองประเทศเข้าร่วมเมื่อปี 2006 ทำให้มีสหภาพฯ มีสมาชิกทั้งสิ้น 27 ประเทศ
One of the main aims of the EU today is for member states to function as a single market.
จุดมุ่งหมายหลักของอียูทุกวันนี้ คือเพื่อให้สมาชิกรวมตัวกันเป็นตลาดเดียว
Most of the countries of the EU have a shared currency, the euro, but the UK has decided to retain its own currency unless the British people choose to accept the euro in a referendum.
ประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ใช้เงินสกุลเดียวกัน คือเงินยูโร แต่สหราชอาณาจักรเลือกที่จะใช้เงินสกุลเดิมยกเว้นว่าประชาชนชาวอังกฤษจะลงคะแนนเสียงสนับสนุนให้ใช้เงินยูโรโดยประชามติ
Citizens of an EU member state have the right to travel to and work in any EU country if they have a valid passport or identity card.
ประชาชนของประเทศสมาชิกอียู มีสิทธิ์เดินทางและทำงานในประเทศสมาชิกหากมีพาสปอร์ตหรือบัตรประจำตัว
This right can be restricted on the grounds of public health, public order and public security.
แต่สิทธิ์นี้อาจจะถูกจำกัดด้วยเหตุผลทางสุขภาพ ความสงบ และความปลอดภัยของสาธารณชน
The right to work is also sometimes restricted for citizens of countries that have joined the EU recently.
บางครั้งสิทธิ์ในการทำงานก็อาจจะถูกจำกัดสำหรับประชาชนของประเทศสมาชิกที่เพิ่งเข้าร่วมสหภาพฯ
The Council of the European Union (usually called the Council of Ministers) is effectively the governing body of the EU.
คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (หรือมักจะเรียกว่าสภารัฐมนตรี) เป็นองค์กรที่ปกครองสหภาพยุโรป
It is made up of government ministers from each country in the EU and, together with the European Parliament, is the legislative body of the EU.
ประกอบด้วยรัฐมนตรีจากประเทศสมาชิกและด้วยกันกับสภาแห่งสหภาพยุโรป ทำหน้าที่เป็นสภานิติบัญญัติแห่งยุโรป
The Council of Ministers passes EU law on the recommendations of the European Commission and the European Parliament and takes the most important decisions about how the EU is run.
สภารัฐมนตรีนี้ทำหน้าที่ผ่านกฎหมายอียู โดยคำแนะนำของคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปและสภาแห่งสหภาพยุโรป และยังทำหน้าที่ตัดสินใจในเรื่องสำคัญเกี่ยวกับการบริหารสหภาพ ฯ
The European Commission is based in Brussels, the capital city of Belgium.
คณะกรรมาธิการสหภาพฯ มีที่ทำการอยู่ที่กรุงบรัสเซล เมืองหลวงของประเทศเบลเยี่ยม
It is the civil service of the EU and drafts proposals for new EU policies and laws and administers its funding programmes.
คณะกรรมาธิการเป็นข้าราชการของอียู และทำหน้าที่เขียนบทร่างสำหรับนโยบายใหม่ และกฎหมายของอียู พร้อมทั้งบริหารโครงการที่ให้งบประมาณ
The European Parliament meets in Strasbourg, in north-eastern France, and in Brussels.
สภาแห่งสหภาพยุโรป ประชุมกันที่ Strasbourg ทางตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศสและที่กรุงบรัสเซล
Each country elects members, called Members of the European Parliament (MEPs), every five years.
แต่ละประเทศจะเลือกสมาชิก ซึ่งเรียกว่าสมาชิกสภาแห่งสหภาพยุโรป
The European Parliament examines decisions made by the European Council and the European Commission, and it has the power to refuse agreement to European laws proposed by the Commission and to check on the spending of EU funds.
สภาแห่งสหภาพยุโรปมีหน้าที่ไต่ส่วนการตัดสินใจของคณะมนตรีสหภาพยุโรปและคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป นอกจากนี้ยังมีอำนาจที่จะปฏิเสธการยินยอมเกี่ยวกับกฎหมายยุโรป ซึ่งนำเสนอโดยคณะกรรมาธิการฯ และตรวจสอบการใช้งบประมาณของอียูอีกด้วย
European Union law is legally binding in the UK and all the other member states.
กฎหมายยุโรปมีผลบังคับใช้ในสหราชอาณาจักรและทุกประเทศสมาชิกอื่นๆ
European laws, called directives, regulations or framework decisions, have made a lot of difference to people’s rights in the UK, particularly at work.
กฎหมายยุโรป หรือที่เรียกว่าคำสั่ง ข้อบังคับหรือโครงร่างการตัดสินใจ สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสิทธิของประชาชนในสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องงาน
For example, there are EU directives about the procedures for making workers redundant, and regulations that limit the number of hours people can be made to work.
ยกตัวอย่างเช่น มีคำสั่งของอียูเกี่ยวกับกระบวนการปลดพนักงานเมื่อนายจ้างมีจำนวนลูกจ้างเกินความต้องการ และข้อบังคับเกี่ยวกับจำนวนชั่วโมงทำงานที่นายจ้างจะบังคับให้ลูกจ้างทำงานได้

The Council of Europe คณะมนตรีแห่งยุโรป
The Council of Europe was created in 1949 and the UK was one of the founder members.
คณะมนตรีแห่งยุโรปถูกจัดตั้งขึ้นในปี 1949 และสหราชอาณาจักรก็เป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้ง
Most of the countries of Europe are members.
ประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปเป็นสมาชิกขององค์กรฯ นี้
It has no power to make laws but draws up conventions and charters which focus on human rights, democracy, education, the environment, health and culture.
องค์กรไม่ได้มีอำนาจร่างกฎหมาย แต่จะเน้นสนธิสัญญาและข้อตกลงที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย การศึกษา สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และวัฒนธรรม
The most important of these is the European Convention on Human Rights; all member states are bound by this Convention and a member state which persistently refuses to obey the Convention may be expelled from the Council of Europe.
ข้อที่สำคัญที่สุดคือสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรป สมาชิกทุกประเทศจะต้องประปฏิบัติตามสนธิสัญญานี้ และประเทศที่ปฏิเสธที่จะทำตามสนธิสัญญาดังกล่าว จะถูกถอดถอนจากการเป็นสมาชิกคณะมนตรีแห่งยุโรป

The United Nations (UN) สหประชาชาติ (ยูเอ็น)
The UK is a member of the United Nations (UN), an international organisation to which over 190 countries now belong.
สหราชอาณาจักรเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีสมาชิกกว่า 190 ประเทศ
The UN was set up after the Second World War and aims to prevent war and promote international peace and security.
ยูเอ็นถูกจัดตั้งขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการเกิดสงคราม และส่งเสริมความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยระหว่างประเทศ
There are 15 members on the UN Security Council, which recommends action by the UN when there are international crises and threats to peace.
มีสมาชิก 15 ประเทศที่อยู่ในคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งทำหน้าที่ให้คำแนะนำแก่ยูเอ็นว่าจะต้องทำอย่างไรเมื่อเกิดภัยพิบัติและเกิดเหตุที่เป็นภัยต่อความสงบสุขระหว่างประเทศ
The UK is one of the five permanent members.
สหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในห้าสมาชิกถาวรของคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
Three very important agreements produced by the UN are the Universal Declaration of Human Rights, the Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination against Women, and the UN Convention on the Rights of the Child.
มีข้อที่ตกลงสำคัญสามประการซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยยูเอ็น ประกอบไปด้วย
• ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
• สนธิสัญญาที่จะขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี และ
• สนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิของเด็ก

Although none of these has the force of law, they are widely used in political debate and legal cases to reinforce the law and to assess the behaviour of countries.
ถึงแม้ว่าข้อตกลงสามประการนี้ไม่มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย แต่ก็ถูกใช้ในการอภิปรายทางการเมืองและใช้ประกอบการพิจารณาคดีทางกฎหมาย พร้อมทั้งใช้ประเมินพฤติกรรมของประเทศต่างๆด้วย

การตั้งค่าภาษาไทยในคอมพิวเตอร์

Friday, September 11th, 2009

การตั้งค่าภาษาไทยในคอมพิวเตอร์

เพื่อน ๆ คนไทยหลายท่านมีปัญหาเรื่องเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ซื้อในต่างประเทศจะไม่มีคีย์บอร์ดภาษาไทยและตั้งค่าภาษาไทยมาให้พร้อมกับเครื่อง ทำให้เกิดข้อจำกัดในการใช้งานและการสื่อสารด้วยภาษาประจำชาติของเราเอง ฉบับนี้ คอลัมน์ TWO Talk ขอแนะนำวิธีติดตั้งภาษาไทยในเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่าน ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อใดก็ตาม สามารถติดตั้งภาษาไทยได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแต่อย่างใด และสามารถทำเองได้อย่างง่ายดายค่ะ

ขั้นตอนการตั้งค่าภาษาไทยในวินโดวส์
1. เริ่มที่ Start เปิด Control Panel
2. เลือก Regional and Language Options
3. คลิกที่ Languages ซึ่งอยู่ด้านบน
4. ในกรอบ Text services and input languages ให้คลิกที่ Details
5. ในกรอบ Installed services คลิก Add
6. ในช่อง Input language: คลิกเลือก Thai หลังจากนั้นช่อง Keyboard Layout/IME จะเปลี่ยนเป็น Thai Kedmanee โดยอัตโนมัติ (ถ้าขึ้นเป็นชื่ออื่นให้เลือกเป็น Thai Kedmanee) แล้วคลิก OK ไปเรื่อยๆ จนกรอบต่างๆ ปิดไปหมด
7. ท่านจะสังเกตว่าที่มุมขวาล่างของจอจะมีตัวอักษร EN หรือ TH หากลองคลิกที่ตัวหนังสือนั้น เครื่องจะโชว์ภาษาที่ติดตั้งไว้ในเครื่องให้เลือก ซึ่งคราวนี้จะมีอังกฤษกับไทยเป็นอย่างน้อย (ท่านอาจจะมีภาษาอื่นติดตั้งไว้อีก) ท่านสามารถคลิกเลือกภาษาที่ต้องการ หรือท่านอาจจะเปลี่ยนสลับภาษาได้โดยกดแป้น Alt และ Shift พร้อมกัน

ขั้นตอนการใช้งาน

1. เมื่อตั้งค่าภาษาไทยเรียบร้อยแล้ว ถ้าสามารถพิมพ์แบบสัมผัสได้ สามารถใช้งานได้เลย
2. ถ้าพิมพ์แบบสัมผัสไม่ได้ ให้หาคีย์บอร์ดภาษาอังกฤษที่มีภาษาไทยกำกับ หรือ
3. ซื้อสติกเกอร์ภาษาไทยมาติดที่คีย์บอร์ดที่มีอยู่แล้ว (ราคาประมาณ 3-5 ปอนด์ หาซื้อได้จากอินเตอร์เน็ต เช่น อีเบย์ หรือ ร้านดอกหญ้า สาขาลอนดอน โทร. 0208 846 9960)
3. ใช้คีย์บอร์ดออนไลน์ หาได้ที่ http://www.incks.com/en/thai.html พิมพ์ไปในนั้นก่อนแล้วค่อย save หรือ copy มาลงในอีเมล วิธีนี้อาจจะเสียเวลาพิมพ์หน่อย แต่ก็ต้องพยายามกันหน่อย จริงไหมคะ

หลังจากติดตั้งภาษาไทยเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อน ๆ คงไม่มีปัญหาเรื่องการสื่อสารกับเพื่อน ๆ ด้วยภาษาไทยแล้วนะคะ นอกเสียจากว่า ถ้ายังไม่สามารถจำคีย์บอร์ดภาษาไทยหรือพิมพ์แบบสัมผัสได้ ก็คงต้องฝึกหัด ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ

การขอวีซ่าเพื่อเดินทางมาศึกษาในสหราชอาณาจักรในฐานะนักศึกษาทั่วไป (Applying to come to the UK as a general student)

Saturday, March 14th, 2009

การขอวีซ่าเพื่อเดินทางมาศึกษาในสหราชอาณาจักรในฐานะนักศึกษาทั่วไป   (Applying to come to the UK as a general student)

ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 2009 เป็นต้นไป นักศึกษาทุกคนที่จะเดินทางเข้ามาศึกษาในสหราชอาณาจักรจะต้องขอวีซ่าภายใต้ระบบให้คะแนน ไม่ว่าจะเดินทางเข้ามาศึกษาเป็นครั้งแรกหรือเป็นการต่อวีซ่าเพื่อศึกษาต่อ

เอกสารจำเป็นสำหรับการขอวีซ่า

1. จดหมายรับรองวีซ่า (Visa letter) จากสถาบันการศึกษาที่ได้รับอนุญาตจากโฮมออฟฟิสให้เป็นผู้รับรอง และ
2. หลักฐานทางการเงินซึ่งแสดงว่ามีเงินพอเพียงสำหรับค่าเล่าเรียน และค่าครองชีพที่จำเป็นระหว่างอยู่ในสหราชอาณาจักร (ค่าเลี้ยงชีพ)

จดหมายรับรองวีซ่า (Visa letter) จากสถาบันการศึกษาที่ได้รับอนุญาตจากโฮมออฟฟิส

จดหมายรับรองวีซ่า (Visa letter) จากสถาบันการศึกษา ฯ ควรมีข้อมูลดังนี้

picture-4

นักศึกษาอาจมีจดหมายรับรองวีซ่า (Visa letter) หลายฉบับจากหลาย ๆ สถาบัน ฯ แต่มีสิทธิใช้จดหมายเหล่านั้นเพียงฉบับเดียวในการขอวีซ่า ดังนั้นก่อนที่จะยื่นขอวีซ่านักศึกษาต้องแน่ใจว่าจะเลือกไปศึกษาที่สถาบันใด

ตั้งแต่ประมาณเดือนกันยายน 2009 เป็นต้นไป ระบบไอทีที่เกี่ยวกับการรับรองนักศึกษาของสถาบันการศึกษาจะเริ่มมีการบังคับใช้ ซึ่งจะทำให้ไม่มีการใช้จดหมายรับรองวีซ่า อีกต่อไป แต่จะเปลี่ยนเป็น คำยืนยันการตอบรับให้เข้าเรียน (Confirmations of Acceptance of Studies: CAS) ซึ่งมีข้อมูลเหมือนกันกับจดหมายรับรองวีซ่า แทน

จำนวนเงินที่จำเป็นต้องแสดงภายใต้ระบบให้คะแนนคือ

picture-5

เงินค่าเลี้ยงชีพ

เงินค่าเลี้ยงชีพอาจเป็น

• เงินสดในธนาคารที่นักศึกษาสามารถเบิกออกมาใช้ได้ หรือ
• เงินทุนของรัฐบาล หรือองค์กรอื่นที่เป็นผู้ให้ทุน

โฮมออฟฟิสจะไม่มีการรับ บัญชีประเภทอื่น หรือเอกสารการเงินอื่น ๆ เช่น หุ้น พันธบัตร (Bonds) กองทุนบำนาญ (pension funds) เป็นต้นไม่ว่าทรัพย์สินเหล่านั้นจะเบิกออกมาใช้ได้เมื่อไร

หลักฐานแสดงเงินค่าเลี้ยงชีพ

• บัญชีส่วนตัวในธนาคาร หรือใน Building society
• สมุดฝากเงินของ Building society
• หนังสือยืนยันจากธนาคาร
• หนังสือจากองค์กรการเงินที่ได้รับการควมคุม (regulated financial institution) ยืนยันว่าจะให้เงินสด หรือเงินกู้แก่นักศึกษาทันทีที่ได้รับวีซ่า
• หนังสือจากรัฐบาล หรือองค์กรอื่นที่เป็นเจ้าของทุน

การขอต่อวีซ่าเมื่อนักศึกษาอยู่ในสหราชอาณาจักรแล้ว (How to apply if you are already in the UK)

• ตรวจสอบว่านักศึกษาจะได้คะแนนเพียงพอสำหรับการขอต่อวีซ่านักศึกษาหรือไม่
• กรอกใบสมัครขอต่อวีซ่าให้เรียบร้อย
• ส่งใบสมัคร ฯ พร้อมค่าธรรมเนียม และหลักฐานรับรองไปที่ โฮมออฟฟิส

นักศึกษาจำเป็นจะต้องส่งหลักฐานรับรองทั้งหมดไปพร้อมกับใบสมัคร ฯ  เพราะจะไม่สามารถส่งหลักฐานอื่นเพิ่มเติมได้อีกหลังจากโฮมออฟฟิสพิจารณาใบสมัคร ฯ แล้ว นักศึกษาควรส่งหลักฐานการศึกษาที่เคยยื่นต่อผู้รับรอง รวมไปกับหลักฐานรับรองอื่น ๆ ด้วย

หากนักศึกษาผู้ใดต้องการขอต่อวีซ่าให้ผู้ติดตามในเวลาเดียวกัน ต้องส่งใบสมัครขอต่อวีซ่าของผู้ติดตามไปในซองเดียวกันกับใบสมัคร ฯ ของนักศึกษาด้วย

การขอวีซ่าจากภายนอกสหราชอาณาจักร (How to apply if you are outside the UK)

• ตรวจสอบว่านักศึกษาจะได้คะแนนเพียงพอสำหรับการขอวีซ่านักศึกษาหรือไม่
• เข้าไปที่เว็บไซต์ www.visa4uk.fco.gov.uk/
กรอกใบสมัครขอวีซ่าทางเว็บไซต์ (ออนไลน์)
เดินทางไปที่ศูนย์รับคำขอวีซ่าในวันที่สะดวก หรือสามารถนัดหมายการเข้าพบเจ้าหน้าที่ทางเว็บไซต์ได้เพื่อยื่นใบสมัครขอวีซ่าและบันทึกข้อมูลไบโอเมตริก (Biometric)
นักศึกษาจำเป็นจะต้องส่งหลักฐานรับรองทั้งหมดไปพร้อมกับใบสมัครขอวีซ่า เพราะจะไม่สามารถส่งหลักฐานอื่นเพิ่มเติม หลังจากเจ้าหน้าที่พิจารณาใบสมัคร ฯ แล้ว

การขอต่อวีซ่าสำหรับนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในสหราชอาณาจักร (Extending your permission to stay as a general student)

Saturday, March 14th, 2009

การขอต่อวีซ่าสำหรับนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในสหราชอาณาจักร (Extending your permission to stay as a general student)

ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 2009 เป็นต้นไป ผู้ที่ต้องการต่อวีซ่านักศึกษาทั่วไป  จะต้องสมัครภายใต้ระบบให้คะแนน และต้องได้คะแนนทั้งสิ้น 40 คะแนนตามหลักเกณฑ์ดังนี้

1. 30 คะแนนสำหรับจดหมายรับรองวีซ่า (Visa letter) จากสถาบันการศึกษาที่ได้รับอนุญาตจากโฮมออฟฟิสให้เป็นผู้รับรอง และ
2. 10 คะแนนสำหรับการแสดงว่ามีเงินพอเพียงสำหรับค่าเล่าเรียน และค่าครองชีพที่จำเป็นสำหรับระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน (ค่าเลี้ยงชีพ)

จดหมายรับรองวีซ่าคืออะไร (Visa letter)

จดหมายรับรองวีซ่าคือจดหมายที่รับรองว่าผู้สมัครสามารถเข้าเรียนในสถาบันการศึกษานั้นได้  โดยสถาบันการศึกษาซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้รับรองนักศึกษาตามกฎหมายเข้าเมืองจะต้องแจ้งข้อมูลต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
• ข้อมูลของนักศึกษา
• ข้อมูลของผู้รับรองเอง
• ข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรที่นักศึกษาจะเข้าเรียน
• ข้อมูลการเงินของนักศึกษา

สามารถดูตัวอย่างจดหมายรับรองวีซ่าได้ที่

ตั้งแต่ประมาณเดือนกันยายน 2009 เป็นต้นไป ระบบไอทีที่เกี่ยวกับการรับรองนักศึกษาของสถาบันการศึกษาจะเริ่มมีการบังคับใช้ ซึ่งจะทำให้ไม่มีใช้จดหมายรับรองวีซ่า อีกต่อไป แต่จะเปลี่ยนเป็น คำยืนยันการตอบรับให้เข้าเรียน (Confirmations of Acceptance of Studies: CAS) ซึ่งมีข้อมูลเหมือนกับจดหมายรับรองวีซ่า  แทน

ใครคือผู้รับรองที่ได้รับอนุญาต

นักศึกษาจำเป็นต้องเข้าเรียนกับสถาบันการศึกษาที่ได้รับอนุญาตจากโฮมออฟฟิสให้เป็นผู้รับรองแล้วเท่านั้น บัญชีรายชื่อของสถาบัน ฯ ซึ่งได้รับการแก้ไขปรับปรุงเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2009 หาได้ที่

สถาบัน ฯ เหล่านี้มีหน้าที่รับผิดชอบนักศึกษาระหว่างที่นักศึกษาพำนักและศึกษาอยู่ในสหราชอาณาจักร โดยมีหน้าที่แจ้งให้โฮมออฟฟิสทราบ หาก
• นักศึกษาไม่มาเข้าเรียนตามกำหนดเมื่อหลักสูตรเปิดเรียน
• นักศึกษาออกจากหลักสูตรระหว่างเรียน
• นักศึกษามีการผัดผ่อน หรือพักการเรียน หรือ
• นักศึกษาขาดเรียนเป็นระยะเวลานานเกินควร

เรื่องการเงิน

จำนวนเงินที่จำเป็นต้องแสดงภายใต้ระบบให้คะแนนคือ

picture-8
จะขอต่อวีซ่าได้นานเท่าไร

นักศึกษาสามารถขอต่อวีซ่าได้ตามกำหนดระยะเวลาของหลักสูตรนั้น หรือไม่เกิน 3 หรือ 4 ปี หากหลักสูตรนั้นมีกำหนดระยะเวลานานกว่า 3 หรือ 4 ปี นักศึกษาจำเป็นต้องขอต่อวีซ่ากับ
โฮมออฟฟิสอีกครั้ง

การขอต่อวีซ่าจะต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง

• ใบสมัครขอต่อวีซ่า
• ค่าธรรมเนียม (ขณะนี้ 295 ปอนด์)
• หนังสือเดินทาง
• จดหมายรับรองวีซ่าจากผู้รับรองที่ได้รับอนุญาตจากโฮมออฟฟิส
• หลักฐานแสดงฐานะทางการเงินในจำนวนที่เพียงพอ
• หลักฐานการศึกษาที่นักศึกษายื่นต่อผู้รับรองเมื่อสมัครเข้าศึกษาในหลักสูตรนั้น
• บัตรประจำตัวคนต่างด้าว หากสมัครจากในสหราชอาณาจักร
• ข้อมูลชีวภาพหรือ biometrics หากสมัครจากภายนอกสหราชอาณาจักร

นักศึกษาจะได้รับอนุญาตให้ทำงานหรือไม่

นักศึกษาสามารถทำงานได้ไม่เกินสัปดาห์ละ 20 ชั่วโมงระหว่างเปิดภาคเรียน และเต็มเวลาระหว่างปิดภาคเรียน

การสอบซ่อม หรือการซ้ำชั้น (Examination re-sit or repeat of study)

โฮมออฟฟิสจะให้โอกาส นักศึกษาสอบใหม่ และ/หรือซ้ำชั้นได้ไม่เกิน อย่างละ 2 ครั้ง แต่หากวีซ่าที่มีอยู่นั้นหมดอายุก่อนที่นักศึกษาจะสอบซ่อมหรือซ้ำชั้น นักศึกษาก็จะต้องขอต่อวีซ่ากับโฮมออฟฟิส

คุณสมบัติที่จำเป็นของนักศึกษาที่จะเข้ามาศึกษาในสหราชอาณาจักร (Eligibility for general students coming to the UK)

Saturday, March 14th, 2009

คุณสมบัติที่จำเป็นของนักศึกษาที่จะเข้ามาศึกษาในสหราชอาณาจักร (Eligibility for general students coming to the UK) 

ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 2009 เป็นต้นไป ผู้ที่ต้องการเดินทางมาศึกษาในสหราชอาณาจักรในฐานะนักศึกษาทั่วไป คือไม่ใช่เป็นนักเรียนอายุต่ำกว่า 16 ปี หรือผู้ที่อยู่ในสหราชอาณาจักรแล้วและต้องการต่อวีซ่านักศึกษา จะต้องผ่านการประเมินโดยระบบให้คะแนน และจะต้องได้คะแนนทั้งสิ้น 40 คะแนนตามหลักเกณฑ์ดังนี้

1. 30 คะแนนสำหรับจดหมายรับรองวีซ่า (Visa letter) จากสถาบันการศึกษาที่ได้รับอนุญาตจากโฮมออฟฟิสให้เป็นผู้รับรอง และ
2. 10 คะแนนสำหรับหลักฐานแสดงว่ามีเงินพอเพียงสำหรับค่าเล่าเรียน และค่าครองชีพที่จำเป็น (ค่าเลี้ยงชีพ)

และตั้งแต่ประมาณเดือนกันยายน 2009 เป็นต้นไป ระบบไอทีที่เกี่ยวกับการรับรองนักศึกษาของสถาบันการศึกษาจะเริ่มมีการบังคับใช้ ซึ่งจะทำให้ไม่มีใช้จดหมายรับรองวีซ่า อีกต่อไป แต่จะเปลี่ยนเป็น คำยืนยันการตอบรับให้เข้าเรียน (Confirmations of Acceptance of Studies: CAS) ซึ่งมีข้อมูลเหมือนกันกับจดหมายรับรองวีซ่า ฯ แทน

หากนักศึกษาต้องการเข้ามาศึกษาในสหราชอาณาจักรในระยะเวลาน้อยกว่า 6 เดือน ก็สามารถขอวีซ่าได้ในฐานะ นักศึกษาอาคันตุกะ (Student visitor)

จะขอวีซ่าได้นานเท่าไร

หากนักศึกษาเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาหรือสูงกว่า จะได้รับอนุญาตให้อยู่ในสหราชอาณาจักรตลอดระยะเวลาของหลักสูตร แต่ไม่เกิน 4 ปี หากหลักสูตรนั้นมีระยะเวลานานกว่า 4 ปี นักศึกษาจำเป็นต้องขอต่อวีซ่ากับโฮมออฟฟิสอีกครั้ง

หากนักศึกษาเรียนในระดับต่ำกว่าอุดมศึกษา ก็จะได้รับอนุญาตให้อยู่ในสหราชอาณาจักรได้ไม่เกิน 3 ปี

เมื่อวีซ่าหมดอายุ นักศึกษาจะได้รับเวลาเพิ่มเติมสำหรับการเก็บเข้าของ และจัดการกับธุระส่วนตัวเพื่อที่จะออกไปจากสหราชอาณาจักร หรือนักศึกษาจะต้องขอต่อวีซ่า  หรือขอเปลี่ยนวีซ่าไปเป็นประเภทอื่นที่จะเปลี่ยนได้

การเปลี่ยนผู้รับรอง

หากนักศึกษาเปลี่ยนใจที่จะศึกษากับสถาบันฯ (ผู้รับรอง) อื่นที่ไม่ใช่สถาบันซึ่งเป็นผู้รับรองวีซ่าให้ในครั้งแรก ไม่ว่าจะก่อนเดินทางเข้ามาในสหราชอาณาจักร หรือเมื่อเดินทางเข้ามาแล้วก็ตาม นักศึกษาจำเป็นต้องขอจดหมายรับรองวีซ่า (Visa letter) จากสถาบันการศึกษาใหม่ และยื่นใบสมัครขอวีซ่าใหม่ ดังนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่นักศึกษาจะต้องมั่นใจว่าจะศึกษากับสถาบัน ฯ ใดก่อนที่จะทำการขอวีซ่า

หากนักศึกษายังไม่แน่ใจว่าจะศึกษากับสถาบัน ฯ ใด ก็อาจจะขอวีซ่าในฐานะผู้มาเยี่ยมชมสถาบันการศึกษา (Prospective student) ก่อนได้ และขอเปลี่ยนเป็นวีซ่านักเรียนทั่วไป เมื่อเข้ามาในสหราชอาณาจักร และตัดสินใจได้แล้ว

หลักสูตรระดับใดที่มีสิทธิออกจดหมายรับรองวีซ่าให้นักศึกษาได้ (What are the acceptable levels of courses that a general student can get a visa letter for?)

• หลักสูตรในระดับที่ 3 หรือสูงกว่าของ National Qualifications framework (NQF) หรือหลักสูตรในระดับเดียวกัน หรือ
• หลักสูตรภาษาอังกฤษในระดับ เอสอง ของ The Common European Framework of Reference for Languages หรือ
• หลักสูตรระยะสั้นในต่างประเทศ (Short term abroad programmes) ของสถาบันอุดมศึกษาต่างประเทศ ในกรณีที่การศึกษาในสหราชอาณาจักรเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรนั้น และประกาศนียบัตรที่จะได้รับเมื่อจบหลักสูตรได้รับการรับรองจาก UK NARIC ว่าอยู่ในระดับเทียบเท่าอุดมศึกษาในสหราชอาณาจักร
• หลักสูตรที่ได้รับการตรวจสอบจากองค์กรที่โฮมออฟฟิสรับรองแล้ว (Approved accreditation bodies) ว่าอยู่ในระดับที่ 3 หรือสูงกว่าของ National Qualifications framework (NQF) (ในบางกรณีเท่านั้น)

นักศึกษาทั่วไปเข้าศึกษาหลักสูตรอะไรได้บ้าง (What type of study can a general student do?)

นักศึกษาต้องศึกษาเต็มเวลาใน

• ระดับอุดมศึกษาหรือสูงกว่า ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ หรือ
• หลักสูตรต่างประเทศระดับอุดมศึกษาของสถาบันการศึกษาต่างประเทศที่ได้มีการรับรองว่าเทียบเท่ากับขั้นอุดมศึกษาของสหราชอาณาจักร หรือ
• หลักสูตรระดับต่ำกว่าอุดมศึกษาในสหราชอาณาจักร  แต่ต้องไม่ต่ำกว่าระดับที่ 3 หรือเทียบเท่า ภายใต้ National Qualifications framework (NQF)และมีการสอนเป็นทางการในเวลากลางวัน (ระหว่าง 0800-1800 น วันจันทร์ถึงวันศุกร์) อย่างน้อยสัปดาห์ละ 15 ชั่วโมง หรือ
• หลักสูตรซึ่งไม่ต่ำกว่าระดับที่ 3 หรือเทียบเท่า ภายใต้ National Qualifications framework (NQF)หรือหลักสูตรของสถาบันต่างประเทศ ซึ่งเทียบเท่าระดับอุดมศึกษาของสหราชอาณาจักร ซึ่งมีการฝึกงาน (work-placement) ไม่เกินร้อยละ 50 ของหลักสูตรทั้งหมด

หลักสูตรภาษาอังกฤษ

นักศึกษาสามารถสมัครเรียนและยื่นจดหมายรับรองวีซ่าจากสถาบัน ฯ เพื่อขอวีซ่าเข้าเรียนในหลักสูตรระดับต่ำกว่าที่กำหนดได้ หากหลักสูตรนั้นเป็นการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเท่านั้น และจะต้องเป็นหลักสูตรสอนภาษาอังกฤษในระดับ เอสองภายใต้ The Common European Framework of Reference for Languages เป็นอย่างต่ำ นอกจากนี้เมื่อจบหลักสูตรจะต้องมีการสอบเพื่อให้ได้รับการรับรองในระดับนี้หรือสูงกว่า

หลักสูตรระดับอุดมศึกษา

• นักศึกษาสามารถสมัครเรียนและยื่นจดหมายรับรองวีซ่าจากสถาบัน ฯ เพื่อขอวีซ่าเข้าเรียนในหลักสูตรระดับอุดมศึกษาของสถาบันการศึกษาต่างประเทศ หากการศึกษาในสหราชอาณาจักรเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรของสถาบัน ฯ นั้น และประกาศนียบัตรซึ่งนักศึกษาจะได้รับเมื่อจบจากหลักสูตรได้รับการรับรองจาก UK NARIC ว่าอยู่ในระดับเทียบเท่าอุดมศึกษาในสหราชอาณาจักร

การฝึกงาน (Work-placements)

นักศึกษาอาจมีการฝึกงาน หากการฝึกงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร แต่การฝึกงานนั้นต้องมีระยะเวลาไม่เกินร้อยละ 50 ของระยะเวลาทั้งหมดของหลักสูตร ยกตัวอย่างเช่น หลักสูตรประเภท 4 ปีซึ่งมีการฝึกงานรวมอยู่ในนั้น 1 ปี เป็นต้น

หลักสูตรเตรียมความพร้อมก่อนภาคปกติ (Pre-sessional courses)

หลักสูตรเตรียมความพร้อมก่อนภาคปกติ เป็นหลักสูตรจำพวก

• สอนภาษาอังกฤษแบบเร่งรัด หรือ
• ปูพื้นฐานนักศึกษาให้พร้อมสำหรับการเรียนภาคปกติ

ในการที่จะได้รับวีซ่าเพื่อเข้าเรียนในหลักสูตรเตรียมความพร้อม ฯ นักศึกษาจะต้องผ่านการประเมินโดยระบบให้คะแนน และจะต้องได้คะแนนทั้งสิ้น 40 คะแนน เช่นเดียวกับการขอวีซ่าเข้าเรียนในภาคปกติ คือ

1. 30 คะแนนสำหรับจดหมายรับรองวีซ่า (Visa letter) จากสถาบันการศึกษาที่ได้รับอนุญาตจากโฮมออฟฟิสให้เป็นผู้รับรอง และ
2. 10 คะแนนสำหรับหลักฐานแสดงว่ามีเงินพอเพียงสำหรับค่าเล่าเรียน และค่าครองชีพที่จำเป็น (ค่าเลี้ยงชีพ)

หากสถาบัน ฯ ตอบรับให้นักศึกษาเข้าเรียน อย่างไม่มีเงื่อนไข (Unconditional offer) นักศึกษาจะได้รับวีซ่าครอบคลุมระยะเวลาเรียนของทั้งสองหลักสูตร หากการเรียนหลักสูตรเตรียมความพร้อม ฯ นั้น

• เรียนกับสถาบันการศึกษาเดียวกันกับภาคปกติ หรือ
• เรียนกับสถาบันการศึกษาในเครือและมีชื่อรวมอยู่ในใบอนุญาตเดียวกันกับของสถาบันการศึกษาหลัก (ภาคปกติ)

แต่หากสถาบัน ฯ ตอบรับให้นักศึกษาเข้าเรียนอย่างมีเงื่อนไข (Conditional offer) นักศึกษาจำเป็นต้องขอวีซ่าสำหรับเข้ามาเรียนในหลักสูตรเตรียมความพร้อม ฯ อย่างเดียวก่อน และเมื่อสำเร็จการศึกษาในหลักสูตรนั้นแล้ว ก็อาจขอต่อวีซ่าเพื่อเข้าเรียนในหลักสูตรภาคปกติต่อเนื่องได้

กฎเกณฑ์การได้คะแนนสำหรับระบบให้คะแนนระดับที่ 4 นักศึกษา

Saturday, March 14th, 2009

picture-3