Legal

คำเตือน

ขอให้ทุก ๆ ท่านเข้าใจว่าคำถามคำตอบในเว็บนี้ เป็นการปรารภ ถึงเรื่องต่าง ๆ ให้ฟังโดยทั่วไปเท่านั้น ขออย่าได้ถือเป็นการแนะนำทางกฎหมาย ผู้เขียนมีความประสงค์จะนำเรื่องที่คนไทยในประเทศอังกฤษ หรือที่จะมาอังกฤษสนใจ และใช้เป็นประโยชน์ได้เท่านั้น ท่านที่ต้องการคำปรึกษาทางกฎหมายจริง ๆ ขอให้ติดต่อขอคำแนะนำจากทนายผู้เชี่ยวชาญกฎหมายด้านนี้อย่างเป็นทางการ

คู่สมรสต้องสอบภาษาอังกฤษก่อนได้วีซ่า

Monday, June 14th, 2010

คู่สมรสต้องสอบภาษาอังกฤษก่อนได้วีซ่า

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2010 รัฐบาลสหราชอาณาจักรประกาศว่า ผู้ที่ไม่ใช่พลเมืองยุโรป (เช่น ไทย เป็นต้น) ที่ต้องการขอวีซ่าเพื่อย้ายถิ่นฐานเข้ามาพำนักอยู่ในสหราชอาณาจักรในฐานะคู่สมรส จำเป็นต้องผ่านการสอบความรู้ด้านภาษาอังกฤษก่อนที่จะได้รับวีซ่า
เริ่มตั้งแต่ประมาณเดือนกันยายน หรือตุลาคม 2010 ผู้ที่จะขอวีซ่าในฐานะคู่สมรสเหล่านี้จะต้องแสดงว่ามีความรู้ภาษาอังกฤษเพียงพอสำหรับการดำเนินชีวิตประจำวันในสหราชอาณาจักร โดยกฎข้อบังคับใหม่เหล่านี้ จะมีผลบังคับกับผู้ที่จะขอวีซ่าในฐานะคู่สมรส คู่หมั้น หรือคู่ชีวิต (ต่างเพศหรือเพศเดียวกัน) ของชาวอังกฤษ หรือของผู้มีถิ่นฐานพำนักถาวรในสหราชอาณาจักร และจะมีผลทั้งการขอวีซ่าในประเทศไทยและการขอต่อวีซ่าในประเทศอังกฤษ ซึ่งคาดว่าความรู้ภาษาอังกฤษนี้ จะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งทางด้านวัฒธรรม ช่วยส่งเสริมให้คู่สมรสปรับตัวเข้ากับสังคมและครอบครัวชาวอังกฤษ พร้อมทั้งเป็นการป้องกันการใช้สาธารณบริการอย่างไม่ถูกต้องอีกด้วย
รัฐมนตรีมหาดไทย นาง Theresa Mayได้ให้สัมภาษณ์ว่า
ข้าพเจ้าคิดว่าการพูดภาษาอังกฤษได้ เป็นสิ่งที่จำเป็นก่อนที่ผู้ใดจะย้ายถิ่นฐานเข้ามาพำนักอยู่ในสหราชอาณาจักร รัฐบาลกำลังทบทวนกฎข้อบังคับอื่น ๆ ในระบบการเข้าเมืองทั้งหมดเพื่อทำให้กฎข้อบังคับสำหรับการขอวีซ่าเข็มงวดขึ้น ความรู้ด้านภาษาอังกฤษเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกฎข้อบังคับใหม่เท่านั้น นอกจากนั้นจะมีการจำกัดจำนวนวีซ่าทำงานที่จะออกให้ และจะมีระบบควบคุมนักศึกษาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น…
ผู้ที่ต้องการเข้ามาอยู่ในสหราชอาณาจักรในฐานะคู่สมรส จำเป็นจะต้องแสดงหลักฐานว่ามีความรู้ด้านภาษาอังกฤษ ในระดับไม่ต่ำกว่า A 1 ซึ่งเป็นระดับเดียวกันกับผู้ที่ขอวีซ่าเข้ามาทำงานในประเภท tier 2 (เช่น อาชีพพ่อครัว เป็นต้น) โดยผู้ที่จะขอวีซ่าในฐานะคู่สมรส จำเป็นจะต้องผ่านการสอบภาษาอังกฤษกับสถานที่ที่รัฐบาลอังกฤษ (โฮมออฟฟิส) รับรองแล้วเท่านั้น ไม่ว่าคู่สมรสนั้นจะสมรส (หรือไม่ได้สมรส) ในประเทศไทยหรือในสหราชอาณาจักร และกฎข้อบังคับเกี่ยวกับภาษานี้ เป็นเพียงกฎที่เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากกฎข้อบังคับอื่น ๆ สำหรับการขอวีซ่าคู่สมรส เช่น คู่สมรสต้องมีสภาพการสมรสที่แท้จริง (ไม่ใช่สมรสเพื่อการขอวีซ่าเท่านั้น) และมีเงินค่าเลี้ยงชีพอย่างพอเพียง เป็นต้น
คู่สมรสไทยที่ต้องการย้ายถิ่นฐานเข้ามาพำนักอยู่ในสหราชอาณาจักรจำเป็นจะต้องขอวีซ่าที่จะอนุญาตให้อยู่ในสหราชอาณาจักรได้เป็นระยะเวลาสองปี และหลังจากนั้นจึงจะมีสิทธิขอวีซ่าถาวรต่อไป เมื่อถึงเวลาของการขอวีซ่าถาวร ผู้ขอจำเป็นต้องสอบความรู้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตในสหราชอาณาจักร (Life in the UK) อีกครั้ง นอกเหนือจากการสอบภาษาอังกฤษสำหรับการขอวีซ่าคู่สมรสครั้งแรกนี้แล้วด้วย
http://www.ukba.homeoffice.gov.uk/sitecontent/newsarticles/2010/268071/15migrants-english-requirement

การขอวีซ่านักท่องเที่ยวในประเทศไทย

Wednesday, December 30th, 2009

บทที่ 3 กฎหมายเข้าเมืองและการเข้าถือสัญชาติ
ส่วนที่ 3 B การขอวีซ่านักท่องเที่ยวในประเทศไทย

3B.1 วีซ่าท่องเที่ยว (Visitors visas)
3B.2 ประเภทของวีซ่าท่องเที่ยว
3B.3 กำหนดระยะเวลาของวีซ่าท่องเที่ยว
3B.4 วีซ่าท่องเที่ยวแบบเดินทางเข้าประเทศได้ครั้งเดียว
3B.5 อยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน
3B.6 การต่ออายุวีซ่าท่องเที่ยว
3B.7 ใช้เดินทางได้กี่ครั้ง
3B.8 ข้อบังคับอื่น ๆ
3B.8.1 ค่าเลี้ยงชีพ
3B.8.2 การรับรอง
3B.8.3 การปฏิเสธวีซ่า
3B.9 กฎข้อบังคับและประเด็นที่เจ้าหน้าที่จะพิจารณาสำหรับวีซ่าประเภทต่าง ๆ
3B.9.1 วีซ่าท่องเที่ยวทั่วไป (General visitors)
3B.9.2 วีซ่าท่องเที่ยวเพื่อเยี่ยมญาติ (Visiting family)
3B.9.2.1 ใครคือญาติ
3B.9.2.2 สิทธิอุทธรณ์
3B.9.3 วีซ่าท่องเที่ยวสำหรับเด็ก (Child visitors)
3B.9.3.1 การเดินทาง การต้อนรับ และการดูแลอย่างเหมาะสม
3B.9.3.2 การยินยอมของบิดามารดาหรือผู้ปกครอง
3B.9.3.3 เด็กจะเรียนหนังสือระหว่างอยู่ในสหราชอาณาจักรได้หรือไม่
3B.9.3.4 วีซ่าท่องเที่ยวสำหรับเด็ก จะใช้ได้เมื่อไร
3B.9.4 วีซ่าท่องเที่ยวประเภทบิดามารดาผู้มีบุตรอายุต่ำกว่า 12 ปี กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนในสหราชอาณาจักร (Parents with children under 12 at school in UK)
3B.9.4.1 กฎข้อบังคับ
3B.9.5 วีซ่าท่องเที่ยวเพื่อแต่งงาน (แต่ไม่อยู่ต่อในประเทศ) (Marriage/Civil partnership visits not settlement)
3B.9.5.1 กฎข้อบังคับ
3B.9.6 วีซ่าท่องเที่ยวเพื่อรับการรักษาพยาบาลด้วยทุนทรัพย์ส่วนตัว (Private Medical Treatment)
3B.9.6.1 กฎข้อบังคับ
3B.9.6.2 อาจต่อวีซ่าได้
3B.9.7 วีซ่าท่องเที่ยวประเภทนักศึกษาหลักสูตรสั้น ๆ ไม่นานกว่า 6 เดือน (Student visitor)
3B.9.8 วีซ่าท่องเที่ยวประเภทผู้มาเยี่ยมชมสถาบันการศึกษา (Prospective student)
3B.9.9 วีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจ (Business Visitors)
3B.9.9.1 บุคคลต่อไปนี้เป็นผู้ควรได้รับวีซ่าประเภทนี้
3B.9.9.2 ผู้มาทำงาน ที่ไม่ควรขอวีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจแต่ควรจะขอวีซ่าประเภทอื่น
• ระบบให้คะแนน ระดับที่ 1
• ระบบให้คะแนน ระดับที่ 2
• ระบบให้คะแนน ระดับที่ 5
3B.9.10 วีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจ (Business Visitors) อาจารย์ผู้มาทำงานวิจัย (Academic Visitors)
3B.9.10.1 บุคคลผู้ที่ไม่เข้าข่ายวีซ่าประเภทอาจารย์ผู้มาทำงานวิจัย
3B.9.10.2 วีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจ (Business Visitors) อาจารย์ผู้ควบคุมนักศึกษา (Visiting Professors)
3B.9.10.3 วีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจ (Business Visitors) ผู้ทำงานเกี่ยวกับศาสนา (Religious Workers)
3B.9.11 วีซ่าท่องเที่ยวประเภทนักกีฬา (Sports visitors)
3B.9.11.1 เจ้าหน้าที่และผู้ติดตามสนับสนุนนักกีฬา
3B.9.11.2 นักกีฬาที่ต้องการมาฝึกหัด (Training)
3B.9.12 วีซ่าท่องเที่ยวประเภทนักแสดง (Entertainer Visitors)
3B.9.13 วีซ่าท่องเที่ยวประเภทบิดาหรือมารดาผู้มีสิทธิเยี่ยมบุตรที่พำนักอยู่ในสหราชอาณาจักร (Parents with access rights to children in the UK)
3B.9.14 วีซ่าท่องเที่ยวประเภทญาติสนิทผู้มาช่วยดูแลเด็ก (Child minders for relatives)
3B.9.15 วีซ่าท่องเที่ยวประเภทเพื่อสัมภาษณ์เข้าทำงาน (Persons coming for job interviews)
3B.9.16 วีซ่าท่องเที่ยวประเภทพยานปากสำคัญในศาล (Witnesses attending trials in the UK)
3B.10 ตารางแสดงระยะเวลาที่สถานทูตอังกฤษในประเทศไทยใช้เวลาพิจารณาการขอวีซ่าเมื่อเดือน พฤษภาคม 2009

บทที่ 3 กฎหมายเข้าเมืองและการเข้าถือสัญชาติ
ส่วนที่ 3 B การขอวีซ่านักท่องเที่ยวในประเทศไทย

3B.1 วีซ่าท่องเที่ยว (Visitors visas)

วีซ่าท่องเที่ยว หรือที่กฎหมายเข้าเมืองเรียกว่า Visitor visa ถูกแก้ไขปรับปรุงใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับวีซ่าทำงานภายใต้ระบบให้คะแนน กฎใหม่เริ่มบังคับใช้เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2009 ซึ่งเพิ่มประเภทย่อยวีซ่านี้อีกมากมาย ผู้เขียนนับได้ทั้งหมด 28 ประเภท! จึงขอนำมาอธิบายเฉพาะบางประเภทที่เกี่ยวข้องหรือเป็นที่สนใจของคนไทยเท่านั้น และได้ทำลิงค์ต้นฉบับภาษาอังกฤษไว้ท้ายคำอธิบายแต่ละประเภทเพื่อเป็นแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมด้วย

3B.2 ประเภทของวีซ่าท่องเที่ยว

1. วีซ่าท่องเที่ยวทั่วไป รวมถึง วีซ่าท่องเที่ยวเพื่อเยี่ยมญาติ
2. วีซ่าท่องเที่ยวประเภทพิเศษ สำหรับผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศไม่เกิน 6 เดือนด้วยเงื่อนไขจำเพาะที่ระบุไว้ เช่น
• เด็ก
• บิดามารดาผู้มีบุตรอายุต่ำกว่า 12 ปี กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนในสหราชอาณาจักร เพื่อแต่งงาน (แต่ไม่อยู่ต่อในสหราชอาณาจักร)
• เพื่อรับการรักษาพยาบาลด้วยทุนทรัพย์ส่วนตัว
• นักศึกษาหลักสูตรสั้น ๆ
• ผู้มาเยี่ยมชมสถาบันการศึกษา เป็นต้น
3. วีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจ สำหรับผู้ที่มีงานประจำอยู่ในประเทศไทย แต่มาทำงานใน
สหราชอาณาจักรชั่วคราว ในสาขาที่กฎหมายอนุญาต เช่น
• อาจารย์ผู้มาทำงานวิจัย
• อาจารย์ผู้ควบคุมนักศึกษา
• ผู้ที่ทำงานในวัด เป็นต้น
4. วีซ่าท่องเที่ยวประเภทนักกีฬา สำหรับผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาในโอกาสต่างๆ ภายในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน
5. วีซ่าท่องเที่ยวประเภทนักแสดง สำหรับผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศไม่เกิน 6 เดือนเพื่อร่วมแสดงในงานที่เกี่ยวกับการกุศล ศิลปวัฒนธรรม หรือการแข่งขันดนตรี
6. วีซ่าท่องเที่ยวประเภทอื่น ๆ เช่น
• บิดามารดาผู้มีสิทธิตามกฎหมายไปเยี่ยมบุตร
• ญาติสนิทผู้มาช่วยดูแลเด็ก
• เพื่อสัมภาษณ์เข้าทำงาน
• พยานปากสำคัญในศาล เป็นต้น

3B.3 กำหนดระยะเวลาของวีซ่าท่องเที่ยว

• วีซ่าท่องเที่ยวอาจมีระยะเวลาอายุ 6 เดือน 12 เดือน 2 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี แต่จะใช้เดินทางไปสหราชอาณาจักรได้ชั่วคราวคือครั้งละไม่เกิน 6 เดือน สำหรับชนิด 6 เดือนจะใช้ได้ 1 หรือ 2 หรือไม่จำกัดจำนวนครั้ง และชนิดที่มีอายุนานกว่า 6 เดือน จะใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งตลอดระยะเวลาอายุวีซ่า
• วีซ่าท่องเที่ยวชนิดเข้าออกประเทศได้หลายครั้ง (Long term multiple entry) ที่ได้ก่อนวันที่ 27 พฤศจิกายน 2008 ยังใช้ได้ ตราบใดผู้นั้นยังเข้าข่ายเป็นนักท่องเที่ยวทั่วไป หรือ นักท่องเที่ยวประเภทธุรกิจ หากเข้าข่ายประเภทอื่นต้องขอวีซ่าใหม่
• วีซ่าท่องเที่ยวชนิดเข้าออกประเทศได้หลายครั้ง ที่ออกภายหลังวันที่ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2008 ใช้ได้สำหรับผู้ที่เข้าข่ายเป็นนักท่องเที่ยวทั่วไป หรือประเภทธุรกิจเท่านั้น

3B.4 วีซ่าท่องเที่ยวแบบเดินทางเข้าประเทศได้ครั้งเดียว

• เพื่อเป็นพยานปากสำคัญในศาล
• เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือองค์กรอื่นขอให้ผู้นี้มาช่วยการสืบสวนของเจ้าหน้าที่
• เพื่อมาร่วมงานศพญาติใกล้ชิด
• เมื่อได้รับเชิญให้มาเป็นแขกในงานใดงานหนึ่งที่จัดขึ้นจริง เช่นพิธีกรรมทางศาสนา
• เพื่อมาทำธุรกรรมทางธุรกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง และผู้ขอวีซ่ามีความสำคัญต่อการทำธุรกรรมนั้น
• เพื่อเยี่ยมญาติใกล้ชิดที่กำลังมีครรภ์ หรือกำลังเจ็บป่วย
http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/visitorgeneral

3B.5 อยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน

ผู้ถือวีซ่าท่องเที่ยวมีสิทธิอยู่ในสหราชอาณาจักรได้ในแต่ละครั้งไม่เกิน 6 เดือน หรือจนกระทั่งวีซ่าหมดอายุ ในกรณีที่การเดินทางครั้งหลังสุดมีวีซ่าอายุเหลือไม่ถึง 6 เดือน หากที่ท่านเดินทางเข้าออกอังกฤษหลายครั้ง เจ้าหน้าที่อาจประทับตราในหนังสือเดินทางสำหรับการเข้าเมืองครั้งแรกเท่านั้น ดังนั้นท่านควรเก็บรักษาหลักฐานการเดินทางไว้ให้ดี เพราะท่านอาจจะต้องแสดงว่าท่านอยู่ในประเทศไม่เกิน 6 เดือน และได้เดินทางเข้าประเทศครั้งสุดท้ายเมื่อใด

3B.6 การต่ออายุวีซ่าท่องเที่ยว

โดยปกติจะไม่มีการต่ออายุวีซ่าท่องเที่ยวเกิน 6 เดือน เว้นแต่จะเป็นกรณีที่น่ากรุณาที่สุด (Exceptional compassionate circumstances) หรือเป็น
1. อาจารย์ผู้มาทำงานวิจัย
2. ผู้รับการรักษาพยาบาลด้วยทุนทรัพย์ส่วนตัว หรือ
3. บิดามารดาผู้มีสิทธิตามกฎหมายไปเยี่ยมบุตร

ท่านเหล่านี้อาจอยู่ได้ถึง 12 เดือน

ผู้ใดครั้งแรกได้วีซ่าไม่ถึง 6 เดือน สามารถต่ออายุให้ครบ 6 เดือนได้ นอกจากจะมีเหตุสำคัญที่ควรปฏิเสธ

3B.7 ใช้เดินทางได้กี่ครั้ง

• สำหรับชนิด 6 เดือนจะใช้ได้ 1 หรือ 2 หรือไม่จำกัดจำนวนครั้ง และชนิดที่มีอายุนานกว่า 6 เดือน จะใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งตลอดระยะเวลาอายุวีซ่า
• ไม่จำกัดระยะเวลาระหว่างแต่ละครั้ง แต่
• ไม่ควรอยู่ในสหราชอาณาจักรเกิน 6 เดือนในระยะเวลา 12 เดือน นอกจากได้รับอนุญาตให้อยู่เกิน 6 เดือน

3B.8 ข้อบังคับอื่น ๆ

3B.8.1 ค่าเลี้ยงชีพ
นักท่องเที่ยวจำเป็นต้องมีทุนทรัพย์ของตนเองอย่างเพียงพอโดยไม่ต้องพึ่งเงินสงเคราะห์ของรัฐบาล หรือโดยการทำงาน

3B.8.2 การรับรอง
เจ้าหน้าที่จะพิจารณาการรับรอง (Undertakings) จากผู้ที่อยู่ในสหราชอาณาจักร (แต่มีข่าวว่าต่อไปโฮมออฟฟิสจะบังคับให้ญาติในสหราชอาณาจักรออกใบรับรองให้ญาติผู้ขอวีซ่าท่องเที่ยวเพื่อเยี่ยมญาติ)

3B.8.3 การปฏิเสธวีซ่า
ในการที่จะปฏิเสธคำขอวีซ่าของผู้ใด เจ้าหน้าที่จะต้องพิจารณาว่ามีเหตุใดที่กฎหมายกำหนดไว้ให้เขาจำเป็นจะต้องปฏิเสธหรือควรปฏิเสธการขอวีซ่า (ตามที่ได้อ้างแล้วข้างต้น) หรือไม่ ยกตัวอย่างเช่นในกรณีที่ผู้ขอวีซ่าเคยทำผิดกฎหมายเข้าเมืองโดยอยู่ในอังกฤษเกินอายุวีซ่ามาก่อน เป็นต้น แต่เหตุผลนี้เป็นเพียงเหตุผลที่เขาควร จะปฏิเสธ (แต่ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธ) ดังนั้นหากท่านเคยกระทำผิดเช่นนั้น ขอแนะนำให้ผู้ขอวีซ่าแจ้งต่อเจ้าหน้าที่อย่างเปิดเผย มิฉะนั้นหากเจ้าหน้าที่ค้นพบเอง จะทำให้ความเป็นไปได้ในการได้รับวีซ่าของท่านน้อยลงไปมาก เพราะถือว่าท่านทำผิดฐานปกปิดหรือไม่แจ้งเรื่องสำคัญที่เจ้าหน้าที่จะพึงใช้ในการพิจาณาวีซ่าด้วยอีกฐานความผิดหนึ่ง นอกเหนือไปจากความผิดที่เคยทำไว้ในอดีต

3B.9 กฎข้อบังคับและประเด็นที่เจ้าหน้าที่จะพิจารณาสำหรับวีซ่าประเภทต่าง ๆ

3B.9.1 วีซ่าท่องเที่ยวทั่วไป (General visitors)

1. ต้องการเข้ามาในสหราชอาณาจักรไม่เกิน 6 เดือน
2. มีเจตนาจะออกไปจากสหราชอาณาจักรหลังจากระยะเวลาดังกล่าว
3. จะไม่ทำงาน ผลิตสิ่งของ หรือให้บริการ แก่ประชาชนทั่วไป
4. ไม่เข้ารับการศึกษา
5. ไม่รับเงินสงเคราะห์ของรัฐบาล
6. มีเงินทุนพอเพียงเพื่อเดินทางออกไปจากสหราชอาณาจักร
7. ไม่ใช่ผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 18 ปี
8. ไม่กระทำกิจกรรมใด ๆ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ผู้มีวีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจ นักแสดง หรือนักกีฬา เท่านั้นที่มีสิทธิกระทำได้
9. ไม่ทำการสมรส
10. ไม่เจตนาเข้ามารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน
11. ไม่เข้ามาเพื่อเป็นทางผ่านไปประเทศอื่น

http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/visitorgeneral

3B.9.2 วีซ่าท่องเที่ยวเพื่อเยี่ยมญาติ (Visiting family)
เจ้าหน้าที่จะพิจารณาว่าผู้ขอวีซ่าจะไปทำอะไร และจะอยู่ในสหราชอาณาจักรจริง ๆ นานเท่าไร และระหว่างที่อยู่ที่นั้นจะต้องไม่ทำกิจกรรมใด ๆ ที่กฎข้อบังคับห้ามไว้สำหรับผู้มีวีซ่าท่องเที่ยว และ
ผู้ขอวีซ่ามีทุนทรัพย์พอเพียงสำหรับตนเองและผู้ติดตาม (ถ้ามี) ในการไปเยือนสหราชอาณาจักร และเพื่อเดินทางออกหรือไม่
3B.9.2.1 ใครคือญาติ
กฎหมายระบุไว้ว่าบุคคลเหล่านี้เป็นญาติ ซึ่งหากถูกปฏิเสธวีซ่าเยี่ยมญาติ ผู้ขอมีสิทธิตามกฎหมายที่จะอุทธรณ์คำปฏิเสธนั้น
1. คู่สมรส บิดามารดา บุตรธิดา ปู่ย่าตายาย หลาน พี่น้อง ลุงป้าน้าอา ลูกพี่ลูกน้อง
2. บิดามารดา พี่น้อง ของคู่สมรส
3. ลูกเขยลูกสะใภ้
4. พ่อเลี้ยง แม่เลี้ยง ลูกเลี้ยง พี่น้องต่างบิดาหรือมารดา
5. คู่ครอง (ที่อยู่ด้วยกันมาแต่ไม่ได้สมรส ตลอดระยะเวลาสองในสามปีที่ผ่านมาก่อนหน้าวันที่ขอวีซ่านั้น)
6. บุตรบุญธรรมที่กฎหมายอังกฤษรับรอง ถือว่าเป็นบุตรโดยกำเนิดของบิดามารดาบุญธรรมนั้น

3B.9.2.2 สิทธิอุทธรณ์
ผู้ขอวีซ่าเพื่อเยี่ยมบุคคลที่กฎหมายระบุว่าเป็นญาติ มีสิทธิอุทธรณ์การปฏิเสธวีซ่านั้น
http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/vistortransitvisa2

3B.9.3 วีซ่าท่องเที่ยวสำหรับเด็ก (Child visitors)

เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีต้องแสดงให้เห็นว่า
1. ได้มีการจัดจัดเตรียมเรื่องการเดินทาง การต้อนรับ และการดูแลระหว่างที่อยู่ในสหราชอาณาจักรไว้อย่างเหมาะสมแล้ว
2. มีบิดามารดา หรือผู้ปกครองซึ่งทำมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลเด็กนั้นในประเทศไทย และ
3. บิดามารดาหรือผู้ปกครองนั้นยินยอมให้เด็กเดินทาง

3B.9.3.1 การเดินทาง การต้อนรับ และการดูแลอย่างเหมาะสม
สิ่งนี้อาจจะแต่งต่างกันในแต่ละกรณี เจ้าหน้าที่จะต้องทราบชื่อและที่อยู่ของผู้ที่จะดูแลเด็กในสหราชอาณาจักร หรือผู้ที่เดินทางกับเด็ก และเจ้าหน้าที่จะสอบถามเรื่องการดูแลเด็ก ซึ่งส่วนมากหมายถึงกำหนดการเดินทางและรายละเอียดเรื่องที่พักของบิดามารดา (ในกรณีที่เดินทางด้วยกัน) หรือขอดูจดหมายจากผู้ที่จะต้อนรับทางอังกฤษ
3B.9.3.2 การยินยอมของบิดามารดาหรือผู้ปกครอง
เจ้าหน้าที่จะต้องบันทึกคำยินยอมของบิดามารดาหรือผู้ปกครองในประเทศไทยด้วย ส่วนมากบิดามารดาหรือผู้ปกครองที่จะเดินทางกับเด็กก็จะเซ็นใบสมัครขอวีซ่าด้วยตนเอง หรือหากไม่ได้เดินทางด้วยก็สามารถทำหนังสือยินยอมได้ เจ้าหน้าที่จะปฏิเสธวีซ่าหากสงสัยในคำยินยอม หรือไม่มีการยินยอม และไม่มีคำอธิบายที่สมเหตุสมผล ในกรณีที่บิดามารดาหย่าขาดจากกัน ผู้ที่มีสิทธิในตัวเด็กตามกฎหมาย หรือเป็นผู้รับผิดชอบแต่ผู้เดียว (Sole responsibility) จะต้องเป็นผู้ยินยอม
3B.9.3.3 เด็กจะเรียนหนังสือระหว่างอยู่ในสหราชอาณาจักรได้หรือไม่
เด็กที่มีวีซ่าท่องเที่ยวอาจเรียนหลักสูตรสั้น ๆ ในโรงเรียนเอกชนได้ แต่โรงเรียนจะต้อง
1. ได้รับการรับรองจาก Register of Education and Training Providers หรือ
2. เป็นผู้รับรองระดับที่ 4 ภายใต้ระบบให้คะแนน หรือ
3. ได้รับการรับรองจากโฮมออฟฟิส
4. ในกรณีหลักสูตรสั้น ๆ เป็นประเภทที่เน้นการทำกิจกรรม โรงเรียนไม่จำเป็นต้องได้รับการรับรอง หลักสูตรเหล่านี้อาจมีส่วนการสอนภาษาอังกฤษบ้าง แต่จะต้องเป็นส่วนน้อยของหลักสูตรทั้งหมด และ
• โรงเรียนจะต้องมีแผนการปกป้องคุ้มครองระวังภัยต่อเด็กนักเรียน และ
• หากหลักสูตรจำเป็นจะต้องได้รับการรับรอง โรงเรียนก็ได้รับการรับรองนั้น ๆ แล้ว
โรงเรียนอาจส่งหนังสือยืนยันเนื้อหาหลักสูตร ระยะเวลา กฎหมายข้อบังคับ และการยืนยันจากองค์กรควบคุมว่าโรงเรียนได้ปฏิบัติตามกฎหมายข้อบังคับต่าง ๆ แล้ว
3B.9.3.4 วีซ่าท่องเที่ยวสำหรับเด็ก จะใช้ได้เมื่อไร
เด็กจำเป็นต้องเดินทางพร้อมกับผู้ใหญ่ ซึ่งอาจจะเป็น 1 หรือ 2 คน ที่มีชื่ออยู่ในวีซ่าของเด็ก หากเด็กจะต้องเดินทางแต่ผู้เดียวหรือยังไม่แน่ใจว่าผู้ใหญ่คนไหนจะเดินทางด้วย วีซ่าเด็กควรจะเป็นประเภท เดินทางแต่ผู้เดียว แต่เจ้าหน้าที่จะเพ่งเล่งใบสมัครขอวีซ่าและสถานการณ์ของเด็กผู้ขอวีซ่าประเภทนี้เป็นพิเศษ
http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/specialchildv
3B.9.4 วีซ่าท่องเที่ยวประเภทบิดามารดาผู้มีบุตรอายุต่ำกว่า 12 ปี กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนในสหราชอาณาจักร (Parents with children under 12 at school in UK)
3B.9.4.1 กฎข้อบังคับ

1. บิดามารดาต้องเข้าข่ายกฎข้อบังคับของวีซ่าท่องเที่ยวทั่วไปข้างต้น และ
2. บุตรได้รับวีซ่าเด็กนักเรียน (Child student) เพื่อเรียนในโรงเรียนไปมา (day school) ซึ่งได้รับเป็นผู้รับรองภายใต้ระบบให้คะแนนระดับที่ 4 และ
3. เด็กมีอายุต่ำกว่า 12 ปี และ
4. บิดามารดามีหลักฐานยืนยันว่ามีทุนทรัพย์เพียงพอและมั่นคงสำหรับการมีบ้านเรือนอีกแห่งในสหราชอาณาจักร และ
5. บิดามารดาไม่ต้องการมีบ้านที่เป็นบ้านหลักอยู่ในสหราชอาณาจักร
บิดามารดาจะได้รับวีซ่าอนุญาตให้อยู่ในสหราชอาณาจักร 12 เดือน
http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/parentchildunder12

3B.9.5 วีซ่าท่องเที่ยวเพื่อแต่งงาน (แต่ไม่อยู่ต่อในประเทศ) (Marriage/Civil partnership visits not settlement)

ผู้ที่ตั้งใจจะแต่งงาน แต่ไม่อยู่ต่อในสหราชอาณาจักรหลังจากแต่งงานแล้วเท่านั้นจึงจะขอวีซ่าประเภทนี้ได้ ส่วนผู้ที่ต้องการแต่งงานในสหราชอาณาจักรแล้วจะพำนักอาศัยอยู่ที่นั่น ต้องขอวีซ่าคู่หมั้น

3B.9.5.1 กฎข้อบังคับ
ผู้ขอจะต้องเข้าข่ายกฎข้อบังคับของวีซ่าท่องเที่ยวทั่วไปข้างต้น และแสดงหลักฐานการแสดงความจำนงที่จะสมรส (Notification of marriage) หรือหลักฐานการจัดเตรียมพิธีสมรสซึ่งจะเกิดขึ้นในระหว่างอายุของวีซ่า คือ 6 เดือน เมื่อจะทำการสมรสเจ้าหน้าที่สำนักทะเบียน (registry office) จะตรวจสอบวีซ่า ก่อนรับการแจ้งว่าจะทำพิธีสมรส ส่วนผู้ที่อยู่ในสหราชอาณาจักรแล้ว และต้องการจดทะเบียนสมรส ต้องขอใบอนุญาตพิเศษ (Certification of Approval) จากโฮมออฟฟิสก่อน ดูรายละเอียดได้ที่ บทที่ 4 กฎหมายครอบครัว
http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/vistortransitvisa13

3B.9.6 วีซ่าท่องเที่ยวเพื่อรับการรักษาพยาบาลด้วยทุนทรัพย์ส่วนตัว (Private Medical Treatment)

3B.9.6.1 กฎข้อบังคับ

1. ต้องเข้าข่ายกฎข้อบังคับของวีซ่าท่องเที่ยวทั่วไปข้างต้น
2. ต้องเดินทางไปสหราชอาณาจักรเพื่อรับการรักษาพยาบาลด้วยทุนทรัพย์ส่วนตัวจริง ๆ
3. ต้องไม่เจตนาไปรับการรักษาพยาบาลฟรีในโรงพยาบาลของรัฐ นอกจากตามที่กระทรวงสาธารณะสุขอนุญาตไว้เท่านั้น
4. เป็นการรักษาพยาบาลที่มีกำหนดเวลาแน่นอน
5. ผู้ขอวีซ่าเจตนาจะออกจากสหราชอาณาจักรหลังจากได้รับการรักษาพยาบาล
6. ผู้ขอวีซ่าไม่เป็นโรคติดต่อ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้อื่น
7. ต้องแสดงหลักฐานการนัดหมายแพทย์ หรือการเข้ารับการรักษาพยาบาลโดยทุนทรัพย์ส่วนตัวนั้น และ
8. ต้องมีทุนทรัพย์ในสหราชอาณาจักรพอเพียงสำหรับจ่ายค่ารักษาพยาบาล และผู้ขอวีซ่าต้องยืนยัน (Undertaking) ว่าจะใช้ทุนทรัพย์นั้นจ่ายค่ารักษาพยาบาล
9. หากเจ้าหน้าที่ไม่มั่นใจว่าค่ารักษาพยาบาลที่ผู้ขอวีซ่าแจ้งถูกต้อง หรือสงสัยในหลักฐานที่นำมาแสดง เขาอาจติดต่อสอบถามแพทย์หรือโรงพยาบาลโดยตรง

3B.9.6.2 อาจต่อวีซ่าได้
ผู้ที่ได้รับวีซ่าประเภทนี้ อยู่ในอังกฤษได้ 6 เดือน แต่โฮมออฟฟิสอาจต่ออายุวีซ่าให้ได้ หากมีหนังสือยืนยันจากแพทย์ผู้ใหญ่ของรัฐ (NHS Consultant) เรื่องการรักษาพยาบาลที่จำเป็นต้องดำเนินการต่อไปอีก
http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/privatemedicaltreatment

3B.9.7 วีซ่าท่องเที่ยวประเภทนักศึกษาหลักสูตรสั้น ๆ ไม่นานกว่า 6 เดือน (Student visitor)

1. ต้องไม่ทำงาน ไม่ว่าจะรับหรือไม่รับค่าจ้าง
2. ไม่มีการต่อวีซ่า และจะไม่ได้วีซ่าระยะยาว
3. ไม่มีกฎข้อบังคับว่าจะต้องเรียนสัปดาห์ละกี่ชั่วโมง หรือเวลาไหนบ้าง อาจจะเป็นหลักสูตรวันเสาร์อาทิตย์ หรือภาคค่ำก็ได้ และไม่จำเป็นว่าจะได้ประกาศนียบัตรหรือไม่
4. ต้องเรียนในสถานศึกษาเอกชน ซึ่ง
• ได้รับการรับรองจาก Register of Education and Training Providers หรือ
• เป็นผู้รับรองระดับที่ 4 ภายใต้ระบบให้คะแนน หรือ
• ได้รับการรับรองจากโฮมออฟฟิส

นักศึกษาหลักสูตรสั้น ๆ นี้ไม่มีสิทธิอุทธรณ์การปฏิเสธวีซ่า แต่หากนักศึกษา ฯ ตั้งใจจะไปเยี่ยมผู้ซึ่งกฎหมายนับว่าเป็นญาติ (ดูรายละเอียดที่วีซ่าท่องเที่ยวเพื่อเยื่ยมญาติข้างต้น) นักศึกษาก็มีสิทธิอุทธรณ์การปฏิเสธวีซ่าได้

http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/studentvisitor

3B.9.8 วีซ่าท่องเที่ยวประเภทผู้มาเยี่ยมชมสถาบันการศึกษา (Prospective student)
คือผู้ที่ตั้งใจมาศึกษาในสหราชอาณาจักร แต่ยังไม่ตัดสินใจแน่นอนว่าจะศึกษาที่ใดหรือขั้นตอนการสมัครยังไม่เสร็จสิ้น เมื่อผู้นี้ได้รับการตอบรับอย่างไม่มีข้อแม้จากสถานศึกษาแล้ว ก็มีสิทธิเปลี่ยนวีซ่า (Switching) เป็นประเภทนักศึกษาภายใต้ระบบให้คะแนนในประเทศอังกฤษได้
1. นักศึกษาจำพวกนี้หมายรวม ถึงนักศึกษาพยาบาลหรือผดุงครรภ์ที่จบการศึกษาจากประเทศไทย แต่ไม่รวมแพทย์หรือทันตแพทย์
2. นักศึกษาจะต้องมีกำหนดการและจุดหมายอย่างชัดเจนว่าจะเรียนวิชาอะไร และมีหลักฐานการติดต่อกับสถานศึกษาในสหราชอาณาจักรแล้ว เช่น นักศึกษาที่ได้การตอบรับจากสถานศึกษา เพียงจำเป็นต้องมีการสัมภาษณ์ก่อนเท่านั้น เป็นต้น ผู้ที่มีโครงการเลื่อนลอยว่าจะศึกษาเพื่อให้ได้ปริญญา โดยไม่ทราบแน่ว่าจากที่ไหนเช่นนี้ จะไม่ได้รับวีซ่าชนิดนี้
3. นักศึกษาต้องแสดงหลักฐานว่าหลักสูตรจะเริ่มต้นภายในอายุของวีซ่าชนิดนี้คือ 6 เดือน
วีซ่าประเภทนี้มีสิทธิอุทธรณ์การปฏิเสธขอวีซ่า และมีสิทธินำผู้ติดตามคือ คู่สมรส และบุตรผู้เยาว์ไปด้วย
http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/prospectivestudent
3B.9.9 วีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจ (Business Visitors)
วีซ่าประเภทนี้ใช้สำหรับผู้ที่ทำงานในประเทศไทย แต่ต้องการเดินทางมาสหราชอาณาจักรเพียงระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อกิจการธุรกิจ วีซ่านี้ต้อง:
1. เข้าข่ายกฎข้อบังคับของวีซ่าท่องเที่ยวทั่วไปข้างต้น และ
2. ผู้ขอทำงานอยู่ในประเทศไทย และไม่คิดจะย้ายที่ทำงานมาอยู่ในสหราชอาณาจักร แม้เป็นการชั่วคราว และ
3. รับเงินเดือนจากประเทศไทย แต่มีสิทธิรับค่าเบี้ยเลี้ยง และค่าเดินทางระหว่างอยู่ในอังกฤษได้และ
4. ไม่ทำงานเกี่ยวกับการขายสินค้า หรือให้บริการโดยตรงกับประชาชนทั่วไป

3B.9.9.1 บุคคลต่อไปนี้เป็นผู้ควรได้รับวีซ่าประเภทนี้
• ผู้ทำงานในกองถ่ายภาพยนตร์ (film crews) ซึ่งหมายรวมถึง นักแสดง ผู้อำนวยการ ผู้กำกับ ช่างเทคนิคต่าง ๆ ในการถ่ายทำภาพยนตร์นอกสถานที่ (location shoot) แต่ต้องถูกจ้างและได้รับค่าจ้างจากบริษัทในประเทศไทย
• ตัวแทนสื่อสารมวลชนจากประเทศไทย ในกรณีถูกจ้างและได้รับค่าจ้างจากบริษัทในประเทศไทย และมาหาหรือทำข่าวให้หนังสือพิมพ์หรือรายการในประเทศไทย
• อาจารย์ผู้มาทำการวิจัย (academic visitors)
• อาจารย์ผู้มาควบคุม หรือมาสอนนักศึกษาที่เดินทางมาเรียนหลักสูตรต่างประเทศ (visiting professors)
• เจ้าหน้าที่บริษัทในประเทศไทยที่มีสัญญาซื้อสินค้าหรือบริการจากบริษัทในสหราชอาณาจักร (secondees) แต่บริษัททั้งสองไม่ใช่บริษัทในเครือเดียวกัน และเจ้าหน้าที่ไทยถูกส่งมาเป็นกรณีพิเศษเพื่อช่วยให้บริษัทในสหราชอาณาจักรส่งสินค้าหรือบริการนั้นได้ตามสัญญา เช่น ชี้แจงรายละเอียดของบริษัทไทย แต่ผู้นี้จะต้องเป็นพนักงานและรับเงินเดือนจากบริษัทไทยโดยตลอด หากบริษัททั้งสองเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน เจ้าหน้าที่ผู้ถูกส่งมาประจำในสหราชอาณาจักร จะต้องขอวีซ่าทำงานภายใต้ระบบให้คะแนนประเภทพนักงานย้ายสาขา (tier 2 intra-company transfer) ส่วนผู้อื่นที่มาทำงานในสหราชอาณาจักรจะต้องขอวีซ่าทำงานภายใต้ระบบให้คะแนนประเภทอื่น ๆ ตามสมควร
• วีซ่าประเภทนี้อนุญาตให้มาทำงานในสหราชอาณาจักรได้คราวละ 6 เดือน แต่หากจำเป็นก็อาจจะได้รับวีซ่าเพื่อกลับเข้ามาใหม่
• ผู้ทำงานให้วัด (religious workers) อาจจะสอนหรือเทศน์ระหว่างการเดินทางธุรกิจ เช่นในที่ประชุม เป็นต้น แต่ต้องเป็นผู้ทำงานในประเทศไทย และไม่รับตำแหน่ง หน้าที่ หรืองานใด ๆ ในสหราชอาณาจักร
• ที่ปรึกษา ผู้ฝึก ผู้แก้ปัญหา (Advisers, consultants, trainers หรือ trouble shooters) ที่ทำงานให้กับบริษัทในประเทศไทยในเครือเดียวกันกับบริษัทในอังกฤษ แต่ต้องไม่ใช่ประเภทที่ถือว่าเป็นการจ้างงานโดยสาขาอังกฤษ
• เจ้าหน้าที่บริษัทไทยเข้ามาฝึกงานเฉพาะ และพิเศษในทางเทคนิค หรือระบบการทำงานในอังกฤษ ที่ไม่ใช่การฝึกการทำงาน on the job training และบริษัทไทยที่เป็นนายจ้างนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัทในเครือ หรือมีสัญญาซื้อขายกับบริษัทอังกฤษ

นอกจากนั้นผู้ที่เข้ามาทำงานต่อไปนี้ เป็นผู้ที่เข้ามาในสหราชอาณาจักรด้วยวีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจได้

• ผู้มาประชุม สัมภาษณ์ หรือสัมมนา
• ผู้มาแสดงสินค้า ประเภทการส่งเสริมสินค้า และไม่ใช่การขายโดยตรงแก่ประชาชนทั่วไป
• ผู้มาติดต่อการค้าขาย ต่อรองและเซ็นสัญญาซื้อขาย
• ผู้มาวิจัยข้อมูล เช่นนักหนังสือพิมพ์มาทำข่าวเพื่อไปเขียนลงในหนังสือพิมพ์ไทย เป็นต้น
• ผู้มาสำรวจตรวจสอบสถานที่ (site visit)
• ผู้มาซื้อและตรวจรายละเอียดของสินค้า หรือตรวจสินค้า
• ผู้ขนย้ายสินค้ามาจากประเทศไทย
• ผู้มาสัมภาษณ์ ในกรณีที่มีการนัดหมายการสัมภาษณ์ไว้แล้ว
• หัวหน้าทัวร์บริษัทไทย ที่จะนำลูกทัวร์มาเที่ยวอังกฤษ และจะออกจากอังกฤษพร้อมกับคณะลูกทัวร์
• ผู้บรรยายในงานประชุมที่จัดขึ้นพิเศษ และไม่ไช่เพื่อผลประโยชน์ทางการค้า
• นักแปล ล่าม ที่เป็นพนักงานบริษัทไทย ที่เดินทางเข้ามาแปล หรือเป็นล่ามให้กับเจ้าหน้าที่ของบริษัท ผู้เดินทางเข้ามาด้วยวีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจ
• ตัวแทนบริษัทไอที ประเภท ซอฟต์แวร์ ที่มาติดตั้ง แก้ไข ต่อเติมสินค้าของบริษัท หรือตัวแทนของบริษัทที่มารับทราบข้อมูล ความต้องการของลูกค้าในสหราชอาณาจักร แต่ตัวแทนที่จะต้องเข้ามาตรวจสอบความต้องการของลูกค้าอย่างละเอียด ควรขอวีซ่าภายใต้ระบบให้คะแนน เพราะงานเช่นนี้ถือว่าเป็นประเภท ที่ปรึกษา (consultancy)
• ตัวแทนบริษัทไทยที่มาซ่อมแซมดูแล สินค้าของบริษัท ซึ่งอยู่ระหว่างการรับประกัน
• ตัวแทนบริษัทไทยที่มาประกอบ ติดตั้งเครื่องจักร ที่ไม่สามารถส่งมาเป็นชิ้นเดียว และที่บริษัทไทยขายให้กับบริษัทในสหราชอาณาจักร
• ตัวแทนบริษัทไทยที่มาติดตั้ง รื้อถอน ซ่อมแซมดูแล หรือแนะนำ การก่อสร้างและพัฒนาเครื่องจักรที่ทำในประเทศไทย
• กรรมการที่มาประชุมคณะกรรมการของบริษัทในสหราชอาณาจักร แต่ต้องไม่ใช่พนักงานของบริษัทอังกฤษ แต่มีสิทธิรับเบี้ยประชุมได้
3B.9.9.2 ผู้มาทำงาน ที่ไม่ควรขอวีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจแต่ควรจะขอวีซ่าประเภทอื่น
ระบบให้คะแนน ระดับที่ 1
1. ผู้ที่มาก่อตั้งธุรกิจในสหราชอาณาจักร ควรขอวีซ่า ระดับที่ 1 ประเภทผู้ประกอบการ (tier 1 entrepreneur)
2. ผู้ที่จะผลิตสินค้าหรือให้บริการในสหราชอาณาจักร ควรขอวีซ่า ระดับที่ 1 ประเภททั่วไป (tier 1 general) ระดับที่ 2 หรือระดับที่ 5 ทำงานชั่วคราว (temporary work) ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของผู้ขอวีซ่า กิจการ ผู้รับรองในสหราชอาณาจักร และระยะเวลาของการทำงานนั้น ๆ
3. ผู้ที่จะขายสินค้าหรือให้บริการในสหราชอาณาจักร ควรขอวีซ่า ระดับที่ 1 ประเภททั่วไป ระดับที่ 2 หรือระดับที่ 5 ทำงานชั่วคราว ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของผู้ขอวีซ่า กิจการ ผู้รับรองในสหราชอาณาจักร และระยะเวลาของการทำงานนั้น ๆ
4. ที่ปรึกษาที่ทำงานอิสระ (self-employed consultants) นอกจากผู้ที่มีสัญญาว่าจ้างกับบริษัทในประเทศไทยที่เป็นสาขาของบริษัทในสหราชอาณาจักร ควรขอวีซ่า ระดับที่ 1 ประเภททั่วไป
5. ผู้ฝึกสอน (those offering training) นอกจากการฝึกสอนนั้นสำหรับผลิตภัณฑ์ไทย หรือผลิตภัณฑ์เฉพาะของกลุ่มบริษัทที่บริษัทอังกฤษเป็นสมาชิก ควรขอวีซ่า ระดับที่ 1 ประเภททั่วไป
ระบบให้คะแนน ระดับที่ 2
6. พนักงานบริษัทไทย ที่มีสาขา และถูกส่งมาทำงานในสหราชอาณาจักร ควรขอวีซ่า ระดับที่ 2 ประเภทพนักงานย้ายสาขา
7. คนที่จะมาทำงานในประเภทซึ่งคนงานในอังกฤษหรือยุโรปก็ทำได้ ควรขอวีซ่า ระดับที่ 2 ประเภท ทั่วไป แต่ต้องเป็นงานในบัญชีอาชีพขาดแคลนแรงงาน (shortage occupation list) หรือได้ผ่านการตรวจสอบหาแรงงานในประเทศแล้ว (resident labour market test)
8. ผู้ที่เป็นพนักงานเต็มเวลาและได้รับเงินเดือนในฐานะกรรมการหรือผู้ร่วมงานของคณะขุดค้นโบราณคดี (archaeological dig)
ระบบให้คะแนน ระดับที่ 5
9. นักกีฬาที่มาร่วมการแข่งขันกีฬานัดเดียวกรณีพิเศษ ขอวีซ่าท่องเที่ยวประเภทนักกีฬาได้ นอกจากนั้นต้องขอภายใต้ระบบให้คะแนน ระดับที่ 5 ทำงานชั่วคราว ประเภทนักกีฬาและนักแสดง
10. นักดนตรี หรือนักแสดงที่มาแสดงดนตรี หรือแสดงภาพยนตร์ต้องขอภายใต้ระบบให้คะแนน ระดับที่ 5 ทำงานชั่วคราว ประเภทนักกีฬาและนักแสดง
http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/businessvisitor
3B.9.10 วีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจ (Business Visitors) อาจารย์ผู้มาทำงานวิจัย (Academic Visitors)
• อาจารย์ผู้สอนหนังสือในสถานศึกษาไทย แต่มาทำงานวิจัยในสหราชอาณาจักรระหว่างการหยุดพักสอน (sabbaticals) เช่นการวิจัยสำหรับงานเขียนหนังสือ เป็นต้น แต่ผู้ที่ได้รับการหยุดงานจากบริษัทเอกชนเพื่อทำการวิจัย ขอวีซ่าประเภทนี้ไม่ได้ หรือ
• อาจารย์ (หมายรวมแพทย์) ในโครงการแลกเปลี่ยนอย่างเป็นทางการกับสถานศึกษาในอังกฤษ
• ศาสตราจารย์แพทย์ หรือทันตแพทย์ ผู้อยู่ในโครงการวิจัย สอน และรักษาพยาบาล และ
• จะต้องไม่ได้รับเงินค่าจ้างใด ๆ จากองค์กรในอังกฤษ นอกจากค่าใช้จ่าย ค่าสินน้ำใจเล็กน้อย ตามสมควร (reasonable honoraria) หรือการจ่ายเงินในรูปแบบการแลกเปลี่ยน (payment on an exchanged basis)
• ไม่ทำงานอื่นนอกจากงานทางวิชาการที่ได้รับอนุญาตตามวีซ่า
• ไม่รับตำแหน่งหรือทำงานในหน้าที่ที่เกิดว่างลง
• ไม่อยู่ในสหราชอาณาจักรเกิน 12 เดือน และต้องออกนอกประเทศหลังจากนั้น
• ไม่รับการจ้างงานในสหราชอาณาจักร
• มีทุนทรัพย์เพียงพอสำหรับการเลี้ยงชีพของตนเอง และผู้ติดตามโดยไม่รับเงินสงเคราะห์ของรัฐบาล หรือมีที่พักอาศัยและได้รับการเลี้ยงดูโดยญาติหรือเพื่อน
• มีทุนทรัพย์เพียงพอสำหรับการเดินทางออกไปจากสหราชอาณาจักร

3B.9.10.1 บุคคลผู้ที่ไม่เข้าข่ายวีซ่าประเภทอาจารย์ผู้มาทำงานวิจัย
• นักศึกษาที่จบใหม่ ๆโดยเฉพาะผู้ที่ได้ปริญญาจากสหราชอาณาจักร
• นักศึกษาที่กำลังทำวิจัยต่อหลังจากได้รับปริญญา (postgraduate researchers) เพื่อที่จะได้รับปริญญาสูงขึ้นในสหราชอาณาจักร ควรขอวีซ่าเป็นวีซ่านักศึกษาในระดับที่ 4 หรือ ระดับที่ 2 ภายใต้ระบบให้คะแนน
• อาจารย์ในมหาวิทยาลัย (lecturers) ที่จะมาสอนและจะได้ค่าจ้าง จะต้องขอวีซ่า ระดับที่ 2 ภายใต้ระบบให้คะแนน แต่นักวิชาการอาจจะขอวีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจได้หากอยู่ไม่เกิน 6 เดือน และเพียงมาร่วมงานประชุมหรือสัมมนาพิเศษ ในคราวเดียว และไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการค้า (not a commercial venture)
• ผู้ที่ทำงานกับบริษัทเอกชนและได้รับอนุญาตหยุดงานเพื่อทำงานวิจัย ขอวีซ่าประเภทนี้ไม่ได้
• นักวิจัยที่ได้รับการสนับสนุน (sponsored researchers) คือบุคคลที่ต้องการเข้ามาในสหราชอาณาจักรเพื่อเป็นผู้นำ หรือผู้ร่วมโครงการวิจัยทางการ ซึ่งมีองค์การอังกฤษเป็นเจ้าภาพ แต่ไม่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากองค์กรวิจัยอังกฤษ หมายรวมถึง มหาวิทยาลัย องค์กรวิจัยที่ไม่แสวงหากำไร องค์กรการกุศล สภาวิจัยแห่งชาติ เช่น สภาวิจัยทางแพทย์ นักวิจัยผู้ได้รับการสนับสนุน จะทำงานโดยตำแหน่ง และอยู่ในความควบคุมขององค์กรที่จะได้รับประโยชน์จากการวิจัยนั้น นักวิจัยผู้ได้รับการสนับสนุนนี้อาจจะได้รับเงินทุนจากองค์กรในสหราชอาณาจักร หรือต่างประเทศ และควรขอวีซ่าในระดับที่ 5 ประเภทแรงงานชั่วคราว หรือประเภทโครงการแลกเปลี่ยนที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล (government authorised exchange) แต่นักวิชาการผู้ซึ่งต้องการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ หรือ ปรึกษาหารืออย่างไม่เป็นทางการกับนักวิชาการด้วยกันในสหราชอาณาจักร อาจเข้าข่ายขอวีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจได้

อาจารย์ทำงานวิจัยจะได้วีซ่า 12 เดือน แต่ไม่มีการต่อวีซ่าอีก
ผู้ติดตาม คือคู่สมรส และบุตรผู้เยาว์จะได้วีซ่าในระยะเวลาเท่ากันกับอาจารย์ ฯ แต่ต้องเข้าข่ายวีซ่าท่องเที่ยวทั่วไป หรือวีซ่าเด็กด้วย
บุตรผู้เยาว์มีสิทธิเรียนในโรงเรียนของรัฐระหว่างพักอาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักร

http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/academicvisitor

3B.9.10.2 วีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจ (Business Visitors) อาจารย์ผู้ควบคุมนักศึกษา (Visiting Professors)
นักศึกษาจากสถาบันการศึกษาไทย อาจเข้ามาศึกษาในสหราชอาณาจักรในหลักสูตรต่างประเทศ และมีอาจารย์ผู้ฝึกสอนคุมมาด้วย อาจารย์เหล่านี้อาจสอนนักศึกษาด้วยได้ แต่เฉพาะในสถานศึกษาเจ้าภาพที่อาจารย์คุมนักศึกษามา และอาจารย์จะต้องเป็นเจ้าหน้าที่ รับค่าจ้างจากสถานศึกษาไทย และไม่ทำงานหรือมีที่ทำงานเป็นหลักอยู่ในสหราชอาณาจักร
http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/visitingprofessors
3B.9.10.3 วีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจ (Business Visitors) ผู้ทำงานเกี่ยวกับศาสนา (Religious Workers)
1. ผู้ทำงานเกี่ยวกับศาสนา เช่น พระภิกษุสงฆ์ ที่เดินทางมาร่วมงานเป็นครั้งคราว เช่น งานประชุม เป็นต้น และทำการสอนหรือเทศน์ระหว่างอยู่ในอังกฤษ สามารถขอวีซ่าท่องเที่ยวประเภทธุรกิจได้ แต่ท่านต้องมีที่ประจำอยู่นอกอังกฤษ และไม่เข้ามารับตำแหน่งหรือทำงานประจำในอังกฤษ
2. พระภิกษุสงฆ์ที่จะเข้ามาทำงานและอยู่ประจำในวัด เพื่อการเทศน์ และการสอนศาสนาจะต้องเข้าข่ายและขอวีซ่าภายใต้ระบบให้คะแนนระดับที่ 2 ประเภทนักบวช
3. พระภิกษุสงฆ์ที่เข้ามาทำงานชั่วคราวให้วัด อาจจะขอวีซ่าทำงานชั่วคราวได้ภายใต้ระบบให้คะแนนระดับที่ 5 ประเภททำงานให้วัด (tier 5 temporary workers)
http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/religiousworker
3B.9.11 วีซ่าท่องเที่ยวประเภทนักกีฬา (Sports visitors)
นักกีฬาที่เข้ามาแข่งกีฬานัดพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันประเภทเดี่ยวหรือทีมจากประเทศไทย รวมทั้งที่มาแข่งขันนัดการกุศล การแข่งขันเพื่อการโชว์ (Exhibition matches) หรือเป็นนักกีฬาสมัครเล่นเข้ามาร่วมทีมสมัครเล่น
นักกีฬาที่เข้ามาเพื่อการปรากฎตัว แสดงตัว เซ็นหนังสือ สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ ต่อรองสัญญา ติดต่อผู้สนับสนุน (Sponsorships) หรือมาเพื่อทำการทดลองเล่น (trials) หากไม่ใช่การทดลองเล่นต่อหน้าผู้ชม ไม่ว่าผู้ชมจะจ่ายเงินค่าดูหรือไม่ก็ตาม ก็เข้าข่ายวีซ่าท่องเที่ยวประเภทนักกีฬา
นอกจากนี้ยังรวมถึงนักกีฬาที่มาแข่งขันในนัดเฉพาะพิเศษ และไม่มาประจำในสหราชอาณาจักร เพียงมาร่วมการแข่งขันชนะเลิศ รายการต่าง ๆ เช่น
• British Open Golf หรือ Wimbledon
• นักรักบี้ ฟุตบอล คริกเก็ต หรือ
• นักมวยมาต่อยมวยรายการเดียว เป็นต้น
3B.9.11.1 เจ้าหน้าที่และผู้ติดตามสนับสนุนนักกีฬา
เจ้าหน้าที่และผู้ติดตามสนับสนุนนักกีฬา ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาอาชีพหรือสมัครเล่น ที่เดินทางเข้ามาร่วมรายการแข่งขันเดียวกันกับนักกีฬา ก็ขอวีซ่าชนิดนี้ได้เช่นกัน เช่น นักกายภาพบำบัด (Physiotherapists) ครูผู้ฝึกสอน (coaches) นักโภชนาการ (dieticians) องค์รักษ์ประจำตัว (bodyguards) นักข่าว (press officers) เป็นต้น คนเลี้ยงม้า (grooms) สำหรับกีฬาโปโลก็มากับนักแข่งโปโลได้ หากเจ้าหน้าที่พิจารณาวีซ่ามั่นใจว่าคนเลี้ยงม้าจะไม่มาอยู่ประจำตลอดฤดูโปโลเพื่อทำงานในโรงม้า เจ้าหน้าที่ผู้มาร่วมในการแข่งขันเดียวกันกับนักกีฬา เช่น กรรมการ ผู้กำกับเส้น เหล่านี้ก็สามารถขอวีซ่าท่องเที่ยวประเภทนักกีฬาได้เหมือนกัน
การแข่งขันกีฬานัดการกุศล หรือเพื่อการโชว์ (Exhibition) ประเภทกิจสาธารณะ (testimonials) แม้จะมาเล่นกับทีมอังกฤษก็ขอวีซ่าท่องเที่ยวประเภทนักกีฬาได้ แต่ต้องไม่รับเงินค่าจ้างนอกจากค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายเท่านั้น

3B.9.11.2 นักกีฬาที่ต้องการมาฝึกหัด (Training)

• สามารถมาได้เป็นการชั่วคราวและต้องไม่มาอยู่ประจำในสหราชอาณาจักร
• ต้องไม่รับเงินจากองค์กรกีฬาสหราชอาณาจักร
• ไม่เข้ามาเล่นร่วมกันกับทีมอังกฤษ และ
• การแข่งขันที่เข้าร่วมจะต้องเป็นประเภท Friendly / exhibition เท่านั้น

http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/sportsvisitor

3B.9.12 วีซ่าท่องเที่ยวประเภทนักแสดง (Entertainer Visitors)
คือนักแสดงที่มาแสดงในงานศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญ งานแข่งขันดนตรี (Music competitions) งานแสดงเพื่อการกุศล ในสหราชอาณาจักรเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ส่วนนักแสดงที่มาทำงานต้องเข้าข่ายระบบให้คะแนนระดับที่ 2 หรือ 5
วีซ่าท่องเที่ยวประเภทนักแสดง หมายรวมถึง
• นักดนตรีที่มาร่วมงานแข่งขันดนตรี (music competitions)
• ผู้มีชื่อเสียงระดับโลกที่มาออกอากาศ ปรากฎตัว แต่จะรับค่าจ้างไม่ได้
• นักดนตรีที่มาทำการทดสอบ (audition)
• นักแสดงสมัครเล่นที่เข้ามาแสดงรายการใดรายการหนึ่งโดยเฉพาะ
• นักแสดงสมัครเล่นที่เข้ามาแสดงเป็นกลุ่ม เช่นนักร้องประสานเสียง นักดนตรีในวงดนตรีมาแสดงในรายการใดรายการหนึ่งโดยเฉพาะ
• นักแสดงอาชีพในรายการการกุศล หรือรายการที่ผู้จัดไม่ได้แสวงหากำไรและผู้แสดงไม่ได้รับค่าจ้าง
• นักแสดงอาชีพหรือสมัครเล่นมาร่วมงานด้านวัฒนธรรมที่ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาล หรือองค์กรต่างชาติที่ได้รับการยอมรับ หรือมาร่วมในงานเทศกาล ต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ใน http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/vistortransitvisa
เจ้าหน้าที่และผู้ติดตามสนับสนุนนักแสดง ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงอาชีพหรือสมัครเล่น ที่เดินทางเข้ามาร่วมรายการเดียวกัน เช่น นักโภชนาการ (Dieticians) องค์รักษ์ประจำตัว (bodyguards) นักข่าว (press officers) เป็นต้น รวมทั้งเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ซึ่งมาร่วมรายการเดียวกันกับนักแสดง เช่น นักออกแบบท่าเต้น (choreographers) ผู้กำกับเวที (stage managers) นักออกแบบ (designers) เหล่านี้ก็เข้าข่ายวีซ่าท่องเที่ยวประเภทนักแสดงเช่นกัน
http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/vistortransitvisa

3B.9.13 วีซ่าท่องเที่ยวประเภทบิดาหรือมารดาผู้มีสิทธิเยี่ยมบุตรที่พำนักอยู่ในบิดาหรือมารดาต้องเข้าข่ายกฎข้อบังคับของวีซ่าท่องเที่ยวประเภททั่วไปข้างต้น
และต้องแสดง:
1. ว่าเป็นบิดาหรือมารดาของเด็กที่อาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักร และต้องการใช้สิทธิเพื่อที่จะได้เยี่ยมบุตร
2. ว่ามีบิดาหรือมารดา (หรือผู้อื่น) ซึ่งดูแลเด็กนั้นพำนักอยู่ในสหราชอาณาจักร
3. ว่าเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี และ
4. หลักฐานจากศาลอังกฤษว่าผู้ขอวีซ่ามีสิทธิเยี่ยมเด็ก หรือมีคำสาบาญยืนยัน (sworn affidavit) จากผู้ที่ดูแลเด็กว่าผู้ขอวีซ่าได้รับอนุญาตให้เยี่ยมเด็กได้ และ
5. คำอธิบายอย่างละเอียดถึงกำหนดการและการจัดการต่าง ๆ สำหรับการเยี่ยมครั้งนี้ หากการเยี่ยมนี้จำเป็นต้องมีการควบคุม (supervised contact) ก็มีคำอธิบายของผู้ควบคุมด้วย
บิดาหรือมารดา ฯ จะได้วีซ่าให้อยู่ในสหราชอาณาจักรได้ 12 เดือน และหากถูกปฏิเสธวีซ่ามีสิทธิอุทธรณ์คำปฏิเสธนั้นด้วย

http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/parentaccessrights

3B.9.14 วีซ่าท่องเที่ยวประเภทญาติสนิทผู้มาช่วยดูแลเด็ก (Child minders for relatives)
1. ผู้ขอวีซ่าเป็นญาติสนิทของบิดาหรือมารดาเด็ก จะต้องเป็นญาติใกล้ชิดเช่น เป็น พ่อแม่ พี่น้อง เขยสะใภ้ เป็นต้น ส่วนญาติอื่น ๆ ที่ห่างไกลออกไปอาจเข้าข่ายการขอวีซ่านี้ได้ หากญาตินั้นพักอาศัยอยู่เป็นครอบครัวเดียวกันกับบิดามารดาเด็กในประเทศไทย หรือเป็นญาติที่ใกล้ชิดที่สุดที่ยังเหลืออยู่ของบิดามารดาเด็ก
2. บิดามารดาเด็กไม่สามารถดูแลเด็กในช่วงเวลากลางวันได้ แต่ก็ไม่ใช่เป็นไปเพื่อที่จะให้บิดามารดาเด็กไปทำงานนอกบ้าน แต่เป็นเพียงการช่วยเหลือดูแลเด็กอย่างชั่วคราวเท่านั้น
3. บิดามารดาเด็กไม่มีวีซ่าที่จะนำไปสู่การอยู่อังกฤษได้อย่างถาวร
4. ญาตินี้จะไม่รับเงินเดือน นอกจากได้ที่พักอาศัย อาหารการกิน และเงินติดตัวบ้างเท่านั้น ญาตินี้จะไม่อยู่ในอังกฤษเกินกว่า 6 เดือน.
ญาติมีสิทธิอุทธรณ์หากถูกปฏิเสธวีซ่า

http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/childminder

3B.9.15 วีซ่าท่องเที่ยวประเภทเพื่อสัมภาษณ์เข้าทำงาน (Persons coming for job interviews)
เจ้าหน้าที่พิจารณาคำร้องขอวีซ่าต้องมั่นใจว่าผู้ขอวีซ่าจะกลับมาประเทศไทยเพื่อขอวีซ่าใหม่ในประเภทที่ถูกต้อง หากได้งานที่ขอวีซ่าไปสัมภาษณ์นี้
http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/jobinterview

3B.9.16 วีซ่าท่องเที่ยวประเภทพยานปากสำคัญในศาล (Witnesses attending trials in the UK)
ผู้ขอวีซ่าต้องแสดงหลักฐานจากทนายในอังกฤษว่าการไปปรากฎตัวในศาลของผู้ขอฯ เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับฝ่ายอัยการ หรือฝ่ายจำเลยในคดี
http://www.ukvisas.gov.uk/en/ecg/visitandtransit/witnessesattendingtrialsinUK#10579996

กฎหมายเข้าเมืองฉบับปรับปรุงใหม่ (Borders, Citizenship and Immigration Act 2009) เฉพาะข้อเปลี่ยนแปลงในส่วนที่เกี่ยวกับการขอพำนักถาวร และการขอสัญชาติอังกฤษ

Friday, October 16th, 2009

กฎหมายเข้าเมืองฉบับปรับปรุงใหม่ (Borders, Citizenship and Immigration Act 2009) เฉพาะข้อเปลี่ยนแปลงในส่วนที่เกี่ยวกับการขอพำนักถาวร และการขอสัญชาติอังกฤษhttp://www.opsi.gov.uk/acts/acts2009/ukpga_20090011_en_5#pt2-pb1-l1g41

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2009 กฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงการขอพำนักถาวร และการขอสัญชาติตามระบบใหม่ได้ผ่านการอนุมัติของสภาผู้แทน ฯ (Parliament) และได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว (Royal assent) โดยบางส่วนจะเริ่มบังคับใช้ทันที บางส่วนจะเริ่มปลายปี 2009 และบางส่วนยังไม่มีกำหนดแน่นอน

ข้อดีสำหรับคนไทยในระหว่างการเปลี่ยนกฎหมาย (Transitional arrangement)

แม้กฎหมายใหม่นี้จะได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว แต่รัฐบาลยังไม่ได้ออกกฎหมายลูกซึ่งจำเป็นสำหรับการระบุรายละเอียดข้อบังคับปลีกย่อยต่างๆ อีกมาก ดังนั้นโฮมออฟฟิสประกาศไว้ในสภา ฯ ว่า จะยังไม่มีบังคับใช้ข้อกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวกับการขอพำนักถาวร (Permanent resident) และการขอสัญชาติ จนกระทั่งเดือนกรกฎาคม 2011 คืออีก 2 ปีข้างหน้า และเมื่อเริ่มบังคับใช้ตามกำหนดดังกล่าว บุคคลต่อไปนี้ คือ
1. ผู้ที่ได้รับวีซ่าถาวรแล้ว และ
2. ผู้ที่ได้ยื่นใบสมัครขอวีซ่าถาวรก่อนเดือนกรกฎาคม 2011 แต่โฮมออฟฟิสยังไม่ได้พิจารณาใบสมัครนั้น

ก็ยังมีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายเก่าต่ออีก 2 ปี หมายความว่า เมื่อบุคคลเหล่านี้สมัครขอสัญชาติ ใบสมัครของเขาจะได้รับการพิจารณาภายใต้กฎข้อบังคับของกฎหมายเก่า อีกเป็นระยะเวลา 2 ปี จนถึงเดือนกรกฎาคม 2013 ดังนั้นชาวไทยที่ต้องการพำนักอาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักร ควรรีบเรียนและสอบภาษาอังกฤษให้ได้โดยเร็ว เพื่อที่จะทำการสมัครขอวีซ่าถาวรและสัญชาติภายใต้กฎข้อบังคับของกฎหมายเก่า ซึ่งง่ายและเร็วกว่าของกฎหมายใหม่

ผลกระทบสำหรับคนไทยภายใต้กฎหมายใหม่

ภายใต้กฎข้อบังคับของกฎหมายใหม่ การได้รับสิทธิพำนักถาวรหรือสัญชาติ จะยากขึ้นและการสมัครจะใช้เวลานานขึ้น เพราะจะมีขั้นตอนคือการเป็นพลเมืองทดลอง เพิ่มเติมขึ้นมาจากกฎหมายเดิม ดูรายละเอียดใน ตารางแสดงระบบการขอสัญชาติและพำนักถาวรภายใต้กฎหมายใหม่

ผู้ที่มีสิทธิขออนุญาตเป็นพลเมืองทดลอง
ผู้ที่มีสิทธิขออนุญาตเป็นพลเมืองทดลอง เพื่อก้าวต่อไปเป็นพลเมืองเต็มขั้น หรือพำนักถาวรได้ คือบุคคลเหล่านี้เท่านั้น
• คนเข้าเมืองด้านเศรษฐกิจ คือผู้ที่เข้ามาทำงานภายใต้ระบบให้คะแนนระดับที่ 1 และระดับที่ 2 และผู้ติดตาม
• คนเข้าเมืองด้านครอบครัว เช่นคู่สมรส และผู้ติดตาม
• ผู้ลี้ภัย (refugees)

ผู้สมัครขอเป็นพลเมืองทดลองจะต้องมีวีซ่าประเภทที่อนุญาตให้มีสิทธิขอสัญชาติหรือขอพำนักถาวรได้ตลอดระยะเวลาที่กำหนดไว้ (Qualifying status) โดยไม่มีการเปลี่ยนประเภทของสิทธินั้นๆ เช่น เดิมมีสิทธิจากวีซ่าภายใต้ระบบให้คะแนน จะเปลี่ยนมาใช้สิทธิจากวีซ่าประเภทครอบครัวไม่ได้ (แต่เปลี่ยนงานในระดับที่ 1 เป็นระดับที่ 2ได้)

ผู้ที่ไม่มีสิทธิขออนุญาตเป็นพลเมืองทดลอง
• นักเรียนนักศึกษา และผู้ติดตาม
• ผู้ที่มาทำงานชั่วคราวในระดับที่ 5 และผู้ติดตาม
• นักท่องเที่ยว

แต่หากนักเรียนนักศึกษาจะเปลี่ยนวีซ่ามาเป็นระดับที่ 1 หรือ 2 ก็จะต้องเริ่มนับกำหนดระยะเวลาใหม่สำหรับการขอเป็นพลเมืองทดลอง

กฎข้อบังคับอื่น ๆ
1. ผู้ที่ได้วีซ่าทำงานในระดับที่ 1-2 ภายใต้ระบบให้คะแนน จะต้องทำงานตลอดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ในขอเป็นพลเมืองทดลอง หรือการขอสัญชาติ

2. ผู้ที่ได้วีซ่าประเภทสมาชิกในครอบครัว จะต้องได้รับการรับรองจากผู้รับรองคนเดียวกัน ทั้ง 2 ขั้นตอน คือ เมื่อขอเป็นพลเมืองทดลอง และเมื่อขอสัญชาติ ยกเว้นผู้ได้วีซ่าประเภทหม้ายของชาวอังกฤษ (Bereavement) หรือประเภทเป็นเหยื่อต่อความรุนแรงในครอบครัว (domestic violence)

3. ในการขอสัญชาติ กฎข้อบังคับเรื่องกำหนดระยะเวลาที่อนุญาตให้อยู่นอกสหราชอาณาจักรได้ จะไม่มีการถัวเฉลี่ยอีกต่อไป โดยจะอนุญาตให้อยู่นอกประเทศได้ปีละไม่เกิน 90 วัน จากเดิมซึ่งอนุญาตไว้ 450 วันภายใน 5 ปี

4. ระยะเวลาในการเป็นพลเมืองทดลองคือ 1-3 ปีสำหรับผู้ที่จะขอสัญชาติ และ 3-8 ปีสำหรับผู้ที่จะขอพำนักถาวร โดยระยะเวลาจะสั้นหรือยาว ขึ้นอยู่กับการทำกิจกรรมที่เป็นสาธารณะประโยชน์ เช่นการทำงานเป็นอาสาสมัครให้องค์กรการกุศล เป็นต้น (แต่ยังไม่มีรายละเอียดในเรื่องนี้)

5. ผู้ที่เป็นพลเมืองทดลอง จะยังไม่มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือใด ๆ ของรัฐ

6. เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2009 โฮมออฟฟิสประกาศว่าจะให้มีการสอบภาษาอังกฤษ 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อตอนคนเข้าเมืองสมัครขอเป็นพลเมืองทดลอง โดยข้อสอบจะเน้นเรื่องการใช้ชีวิตประจำวัน ส่วนครั้งที่สองเมื่อตอนสมัครขอสัญชาติ ข้อสอบจะยากขึ้น และมีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และการเมือง http://www.bia.homeoffice.gov.uk/sitecontent/newsarticles/2009/august/pbs-for-citizenship

จะยกเลิกการให้วีซ่าถาวรสำหรับผู้ที่อยู่ในสหราชอาณาจักรมาเป็นเวลานาน

ถึงแม้จะยังไม่มีการระบุไว้ในกฎหมายใหม่ แต่รัฐบาลก็มีดำริจะยกเลิกการให้วีซ่าถาวรสำหรับผู้ที่อยู่ในสหราชอาณาจักรมาเป็นเวลานาน (Indefinite Leave based on Long Residence) ไม่ว่าจะเป็นประเภท 10 ปี หรือ 14 ปี ดังนั้นผู้ที่ใกล้จะครบกำหนด ควรจะรีบเรียนและสอบภาษาอังกฤษให้ได้โดยเร็ว เพื่อที่จะขอวีซ่าถาวรให้ได้ก่อนที่โฮมออฟฟิสจะเปลี่ยนกฎหมายในเรื่องนี้

หมายเหตุคำแปล

ในบทนี้ผู้เขียนใช้คำว่า วีซ่าถาวร สำหรับ คำภาษาอังกฤษที่โฮมออฟฟิสใช้ คือ Indefinite leave to remain แต่ภายใต้กฎหมายใหม่ โฮมออฟฟิสไม่ใช้ คำว่า indefinite leave to remain อีกต่อไป แต่ใช้คำว่า permanent residence ซึ่งผู้เขียนแปลว่า การพำนักถาวร ผู้เขียนเข้าใจว่าไม่มีหรือมีความแตกต่างน้อยมากระหว่างสองคำนี้

คำแนะนำเรื่อง การขอรับคำปรึกษา หรือ ถามคำถามเกี่ยวกับกฎหมายผ่านทางชมรมเพื่อนหญิงไทยในสหราชอาณาจักร

Friday, September 11th, 2009

คำแนะนำเรื่อง “การขอรับคำปรึกษา และ/หรือ ถามคำถามเกี่ยวกับกฎหมายผ่านทางชมรมเพื่อนหญิงไทยในสหราชอาณาจักร

1. หากท่านฝากคำถามผ่านทางเว็บไซต์ www.thaiwomensorganisation.com โปรดตรวจสอบว่าอีเมลของท่านถูกต้องแน่นอนแล้วหรือไม่ บางกรณีทางชมรม ฯ ส่งคำตอบไปแล้ว อีเมลจะถูกตีกลับ โดยท่านอาจคิดว่าทางชมรม ฯ เพิกเฉยต่อคำถามของท่าน

2. ขอให้ชี้แจ้งข้อมูลส่วนตัวของท่าน ในกรณีที่ต้องการถามเรื่องเกี่ยวกับวีซ่าประเภทต่าง ๆ พร้อมสแกน หรือถ่ายภาพหน้าวีซ่า และหน้าที่บันทึกการเดินทางเข้า-ออกประเทศของท่านแนบมาพร้อมกับคำถาม

การลอกข้อมูลมาไม่เพียงพอต่อการพิจารณา ทางชมรมฯต้องขอปฏิเสธในการ
ตอบคำถามของท่าน เพราะประเภทของวีซ่าที่ท่านได้มาสำคัญที่สุด คำตอบจะถูกต้อง
หรือไม่ ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของวีซ่าเป็นสำคัญ

3. ท่านไม่จำเป็นต้องเกริ่นนำว่าเป็นคำถามของใครหรืออารัมภบทเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับคำถาม โปรดให้ข้อมูลที่เป็นความจริงที่สั้น และกระชับได้ใจความ เพื่อเอื้อประโยชน์ในการพิจารณาและตอบคำถามเท่านั้น

4. โปรดเรียบเรียงคำถามของท่าน และระบุคำถามของท่านเป็นข้อ ๆ อย่างชัดเจน เพื่อทางชมรม ฯ จะสามารถตอบคำถามของท่านได้ตรงประเด็น

5. หากท่านไม่ถนัดในการใช้ภาษาอังกฤษ อย่าส่งคำถามของท่านมาเป็นภาษาอังกฤษ เพราะจะทำให้การข้อมูลและคำถามผิด ในขณะเดียวกัน ทางชมรมฯ จะตอบคำถามของท่านกลับไปเป็นภาษาอังกฤษเช่นกัน โปรดส่งคำถามของท่านมาเป็นภาษาไทย เพื่อประโยชน์ของตัวท่านเอง (ในกรณีที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของท่านไม่มีโปรแกรมภาษาไทย ท่านสามารถตั้งค่าภาษาไทยในคอมพิวเตอร์ของท่านได้ด้วยตนเอง โดยศึกษารายละเอียดและขั้นตอนการตั้งค่าภาษาไทยได้ที่ www.thaiwomensorganisation.com)

ข้อมูลสำหรับ ระดับที่ 4 ภายใต้ระบบให้คะแนน ประเภทนักศึกษา (Tier 4 points based system: students)

Friday, September 11th, 2009

3E.48 ข้อมูลสำหรับ ระดับที่ 4 ภายใต้ระบบให้คะแนน ประเภทนักศึกษา (Tier 4 points based system: students)

3E.48.1 การขอวีซ่าเพื่อเดินทางมาศึกษาในสหราชอาณาจักรในฐานะนักศึกษาทั่วไป (Applying to come to the UK as a general student)

3E.48.2 กำหนดการ และรายละเอียดของกฎหมายใหม่แบ่งได้เป็น 4 ระยะ
3E.48.2.1 การขออนุญาตเป็นผู้รับรอง
3E.48.2.2 การดำเนินการ ระดับที่ 4 ภายใต้ระบบให้คะแนน
3E.48.2.3 การทดลองและดำเนินการใช้ระบบบริหารของผู้รับรอง (Sponsorship management system: SMS)
3E.48.2.4 การดำเนินงานใช้ระบบบริหารของผู้รับรองอย่างเต็มรูปแบบ (Sponsorship management system: SMS)

3E.48.3 คุณสมบัติที่จำเป็นของนักศึกษาที่จะเข้ามาศึกษาในสหราชอาณาจักร (Eligibility for general students coming to the UK)
3E.48.3.1 จะขอวีซ่าได้นานเท่าไร
3E.48.3.2 การเปลี่ยนผู้รับรอง
3E.48.3.3 หลักสูตรระดับใดที่มีสิทธิออกจดหมายรับรองวีซ่าให้นักศึกษาได้ (What are the acceptable levels of courses that a general student can get a visa letter for?)
3E.48.4 นักศึกษาทั่วไปเข้าศึกษาหลักสูตรอะไรได้บ้าง (What type of study can a general student do?)
3E.48.4.1 หลักสูตรภาษาอังกฤษ
3E.48.4.2 หลักสูตรระดับอุดมศึกษา
3E.48.4.3 การฝึกงาน (Work-placements)
3E.48.4.4 หลักสูตรเตรียมความพร้อมก่อนภาคปกติ (Pre-sessional courses)

3E.48.5 การขอวีซ่าเพื่อเดินทางมาศึกษาในสหราชอาณาจักรในฐานะนักศึกษาทั่วไป (Applying to come to the UK as a general student)
3E.48.5.1 เอกสารจำเป็นสำหรับการขอวีซ่า
3E.48.5.2 จดหมายรับรองวีซ่า (Visa letter) จากสถาบันการศึกษาที่ได้รับอนุญาตจากโฮมออฟฟิส
3E.48.5.3 จำนวนเงินที่จำเป็นต้องแสดงสำหรับการขอวีซ่านักเรียนภายใต้ระบบให้คะแนน (Tier 4) คือ
3E.48.5.4 จำนวนเงินที่จำเป็นต้องแสดงสำหรับการขอต่อวีซ่านักเรียน
3E.48.5.5 เงินค่าเลี้ยงชีพ
3E.48.5.6 หลักฐานแสดงเงินค่าเลี้ยงชีพ

3E.48.6 การขอต่อวีซ่าเมื่อนักศึกษาอยู่ในสหราชอาณาจักรแล้ว (How to apply if you are already in the UK)

3E.48.7 การขอวีซ่าจากภายนอกสหราชอาณาจักร (How to apply if you are outside the UK)

3E.48 ข้อมูลสำหรับ ระดับที่ 4 ภายใต้ระบบให้คะแนน ประเภทนักศึกษา (Tier 4 points based system: students)

หลังจากที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเข้าเมืองใหม่สำหรับผู้ที่เข้ามาทำงานในสหราชอาณาจักรแล้ว โฮมออฟฟิส ก็กำลังทำการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเข้าเมืองใหม่สำหรับนักเรียนด้วยเหมือนกัน

3E.48.1 การขอวีซ่าเพื่อเดินทางมาศึกษาในสหราชอาณาจักรในฐานะนักศึกษาทั่วไป (Applying to come to the UK as a general student)

หลักใหญ่ ๆ คือ นักเรียนที่ต้องการศึกษาในสหราชอาณาจักร
• ต้องได้รับใบรับรองจากสถาบันการศึกษาที่ได้รับอนุญาตจากโฮมออฟฟิส และ
• ต้องมีการพิมพ์ลายมือเมื่อขอวีซ่า

ส่วนสถาบันการศึกษาที่ต้องการรับนักเรียนต่างชาติ ก็มีหน้าที่
• ต้องทำการติดตามข้อมูลของนักเรียนและ
• ต้องแจ้งให้โฮมออฟฟิสทราบหากนักเรียนผู้ใดไม่มาลงทะเบียนเข้าเรียน หรือขาดเรียนเกิน 10 ครั้ง

3E.48.2 กำหนดการ และรายละเอียดของกฎหมายใหม่แบ่งได้เป็น 4 ระยะ ดังนี้

3E.48.2.1 การขออนุญาตเป็นผู้รับรอง
ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2008 สถาบันการศึกษาสามารถสมัครขออนุญาตเป็นผู้รับรองได้จากโฮมออฟฟิส (Licensed sponsor) และหากสมัครก่อนวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2009 ก็จะได้รับการพิจารณาก่อนที่ระดับที่ 4 ภายใต้ระบบให้คะแนน จะเริ่มใช้บังคับคือ ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2009 เป็นต้นไป ในการพิจารณาใบสมัครจากสถาบันการศึกษาเหล่านี้ โฮมออฟฟิสจะทำการเยี่ยมเยียนตรวจสอบสถาบันการศึกษาที่คิดว่าจะเป็นการเสี่ยงหากออกใบอนุญาตให้เป็นผู้รับรอง บัญชีรายชื่อของสถาบันการศึกษาที่ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้รับรองจากโฮมออฟฟสแล้ว หาได้ที่ http://www.ukba.homeoffice.gov.uk/sitecontent/documents/employersandsponsors/pointsbasedsystem/registerofsponsorseducation

3E.48.2.2 การดำเนินการ ระดับที่ 4 ภายใต้ระบบให้คะแนน
ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2009 เป็นต้นไป นักเรียนที่ต้องการศึกษาในสหราชอาณาจักรจะต้องสมัครภายใต้ระบบให้คะแนน คือ
• นักเรียนผู้ใหญ่ จะรับอนุญาตให้เข้ามาศึกษาในสหราชอาณาจักรได้ต่อเมื่อมีหลักฐานประวัติการเรียนที่เป็นแนวทางมาก่อนแล้ว (track record) และ
• จะต้องเข้าเรียนในหลักสูตรซึ่งเทียบเท่าหรือสูงกว่า ระดับที่ 3 ของ National Qualification Framework (NQF) หรือสำหรับผู้ที่มาเรียนภาษาอังกฤษ ต้องเข้าเรียนในหลักสูตรเท่ากับระดับ A 2 European Common Framework of Reference for Language

ดังนั้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2009 เป็นต้นไป โฮมออฟฟิสจะปฏิเสธการขอวีซ่า หรือการขอต่อวีซ่าของนักเรียนนักศึกษาผู้ไม่มีใบรับรองจากสถาบันการศึกษาที่ได้รับอนุญาตจากโฮมออฟฟิสแล้ว และชื่อของสถาบันการศึกษาเหล่านั้นปรากฎอยู่ในบัญชีผู้รับรองของโฮมออฟฟิสด้วย (Sponsor Register)

3E.48.2.3 การทดลองและดำเนินการใช้ระบบบริหารของผู้รับรอง (Sponsorship management system: SMS)
เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม 2009 เป็นต้นไป นักเรียนที่ต้องการศึกษาในสหราชอาณาจักรจะต้องแสดงว่า
o มีทรัพย์สินเพียงพอสำหรับค่าเลี้ยงชีพในสหราชอาณาจักร และ
o มีหลักฐานการศึกษาที่เคยยื่นต่อสถาบันการศึกษาผู้ออกใบรับรองนั้น เช่นหลักฐานแสดงคุณวุฒิต่าง ๆ เป็นต้น และ

ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2009 เป็นต้นไป สถาบันการศึกษาจะต้องมั่นใจว่านักเรียนที่ได้รับการรับรองนั้น จะปฏิบัติตามกฎข้อบังคับของวีซ่าที่จะได้รับ และ

สถาบันการศึกษาจะต้องทำหน้าที่เก็บรักษาประวัติของนักเรียนโดยการเก็บ สำเนาหนังสือเดินทาง และปรับปรุงรายละเอียดส่วนตัว เช่น ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ เป็นต้น ให้เป็นปัจจุบันเสมอ

นอกจากนี้ตั้งแต่ประมาณเดือนกันยายน 2009 เป็นต้นไป โฮมออฟฟิสจะทำการทดลองระบบบริหารของผู้รับรอง (Sponsorship management system: SMS) ซึ่งจะทำให้สถาบันการศึกษาสามารถออกใบรับรองหรือที่เรียกว่า คำยืนยันตอบรับการสอน ให้นักศึกษา (confirmations of acceptance for studies: CAS) และทำหน้าที่ในการติดตามตรวจสอบหรือรายงานข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียนให้กับโฮมออฟฟิสได้โดยทางอิเล็กทรอนิก

ก่อนที่ระบบบริหารของผู้รับรอง (Sponsorship management system: SMS) จะเริ่มบังคับใช้ สถาบันการศึกษาจำเป็นต้องตอบรับนักเรียนเป็นจดหมาย โดยต้องมีรายละเอียด เช่น ชื่อหลักสูตร ระยะเวลาของหลักสูตร หมายเลขประจำตัวของผู้รับรอง ส่วนการรายงานเรื่องนักเรียนไม่ได้มาลงทะเบียนเข้าเรียน หรือขาดเรียน ยังไม่จำเป็นต้องแจ้งจนกว่าระบบบริหารของผู้รับรอง (Sponsorship management system: SMS) จะเริ่มทดลองใช้ตั้งแต่ประมาณเดือนกันยายน 2009 เป็นต้นไป

ภายหลังเดือนกันยายน 2009 จะมีการเปลี่ยนแปลงอีก 2 ครั้ง
• ผู้ที่อยู่ในสหราชอาณาจักรแล้ว และต้องการเปลี่ยนจากระดับอื่น ภายใต้ระบบให้คะแนน ที่สามารถเปลี่ยนเป็นระดับที่ 4 ประเภทนักเรียนได้ จะต้องได้รับคำยืนยันตอบรับการสอน (CAS) จากสถาบันการศึกษาภายใต้ระบบบริหารของผู้รับรอง (Sponsorship management system: SMS) เพื่อที่จะขอเปลี่ยนวีซ่า
• ผู้ที่อยู่ในสหราชอาณาจักรแล้ว และมีวีซ่าเดิมเป็นนักเรียนและต้องการต่อวีซ่า จะต้องได้รับคำยืนยันตอบรับการสอน (CAS) จากสถาบันการศึกษา ภายใต้ระบบบริหารของผู้รับรอง เพื่อที่จะทำการขอต่อวีซ่า

3E.48.2.4 การดำเนินงานใช้ระบบบริหารของผู้รับรองอย่างเต็มรูปแบบ (Sponsorship management system: SMS)
เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2010 เป็นต้นไป นักเรียนทุกคนที่อยู่ในสหราชอาณาจักร หรืออยู่นอกสหราชอาณาจักร จะต้องได้รับคำยืนยันตอบรับการสอน (CAS) จากสถาบันการศึกษา ภายใต้ระบบบริหารของผู้รับรอง เพื่อที่จะขอวีซ่า หรือ ขอต่อวีซ่า

3E.48.3 คุณสมบัติที่จำเป็นของนักศึกษาที่จะเข้ามาศึกษาในสหราชอาณาจักร (Eligibility for general students coming to the UK)
ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 2009 เป็นต้นไป ผู้ที่ต้องการเดินทางมาศึกษาในสหราชอาณาจักรในฐานะนักศึกษาทั่วไป คือไม่ใช่เป็นนักเรียนอายุต่ำกว่า 16 ปี หรือผู้ที่อยู่ในสหราชอาณาจักรแล้วและต้องการต่อวีซ่านักศึกษา จะต้องผ่านการประเมินโดยระบบให้คะแนน และจะต้องได้คะแนนทั้งสิ้น 40 คะแนนตามหลักเกณฑ์ดังนี้
• 30 คะแนนสำหรับจดหมายรับรองวีซ่า (Visa letter) จากสถาบันการศึกษาที่ได้รับอนุญาตจากโฮมออฟฟิสให้เป็นผู้รับรอง และ
• 10 คะแนนสำหรับหลักฐานแสดงว่ามีเงินพอเพียงสำหรับค่าเล่าเรียน และค่าครองชีพที่จำเป็น (ค่าเลี้ยงชีพ) และ
ตั้งแต่ประมาณเดือนกันยายน 2009 เป็นต้นไป ระบบไอทีที่เกี่ยวกับการรับรองนักศึกษาของสถาบันการศึกษาจะเริ่มมีการบังคับใช้ ซึ่งจะทำให้ไม่มีใช้จดหมายรับรองวีซ่า อีกต่อไป แต่จะเปลี่ยนเป็น คำยืนยันการตอบรับให้เข้าเรียน (Confirmations of Acceptance of Studies: CAS) ซึ่งมีข้อมูลเหมือนกันกับจดหมายรับรองวีซ่า ฯ แทน

หากนักศึกษาต้องการเข้ามาศึกษาในสหราชอาณาจักรในระยะเวลาน้อยกว่า 6 เดือน ก็สามารถขอวีซ่าได้ในฐานะ นักศึกษาหลักสูตรสั้น ๆ (Student visitor)

3E.48.3.1 จะขอวีซ่าได้นานเท่าไร
ถ้านักศึกษาเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาหรือสูงกว่า จะได้รับอนุญาตให้อยู่ในสหราชอาณาจักรตลอดระยะเวลาของหลักสูตร แต่ไม่เกิน 4 ปี หากหลักสูตรนั้นมีระยะเวลานานกว่า 4 ปี นักศึกษาจำเป็นต้องขอต่อวีซ่ากับโฮมออฟฟิสอีกครั้ง

ถ้านักศึกษาเรียนในระดับต่ำกว่าอุดมศึกษา ก็จะได้รับอนุญาตให้อยู่ในสหราชอาณาจักรได้ไม่เกิน 3 ปี

เมื่อวีซ่าหมดอายุ นักศึกษาจะได้รับเวลาเพิ่มเติมสำหรับการเก็บเข้าของ และจัดการกับธุระส่วนตัวเพื่อที่จะออกไปจากสหราชอาณาจักร หรือนักศึกษาจะต้องขอต่อวีซ่า หรือขอเปลี่ยนวีซ่าไปเป็นประเภทอื่นที่จะเปลี่ยนได้

3E.48.3.2 การเปลี่ยนผู้รับรอง
ถ้านักศึกษาต้องการจะศึกษากับสถาบันฯ (ผู้รับรอง) อื่นที่ไม่ใช่สถาบันซึ่งเป็นผู้รับรองวีซ่าให้ในครั้งแรก ไม่ว่าจะก่อนเดินทางเข้ามาในสหราชอาณาจักร หรือเมื่อเดินทางเข้ามาแล้วก็ตาม นักศึกษาจำเป็นต้องขอจดหมายรับรองวีซ่า (Visa letter) จากสถาบันการศึกษาใหม่ และยื่นใบสมัครขอวีซ่าใหม่ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่นักศึกษาจะต้องมั่นใจว่าจะศึกษากับสถาบัน ฯ ใดก่อนที่จะทำการขอวีซ่า

หากนักศึกษายังไม่แน่ใจว่าจะศึกษากับสถาบัน ฯ ใด ก็อาจจะขอวีซ่าในฐานะผู้มาเยี่ยมชมสถาบันการศึกษา (Prospective student) ก่อนได้ และขอเปลี่ยนเป็นวีซ่านักเรียนทั่วไป เมื่อเข้ามาในสหราชอาณาจักร และตัดสินใจได้แล้ว
3E.48.3.3 หลักสูตรระดับใดที่มีสิทธิออกจดหมายรับรองวีซ่าให้นักศึกษาได้ (What are the acceptable levels of courses that a general student can get a visa letter for?)
• หลักสูตรในระดับที่ 3 หรือสูงกว่าของ National Qualifications framework (NQF) หรือหลักสูตรในระดับเดียวกัน หรือ
• หลักสูตรภาษาอังกฤษในระดับ เอสอง ของ The Common European Framework of Reference for Languages หรือ
• หลักสูตรระยะสั้นในต่างประเทศ (Short term abroad programmes) ของสถาบันอุดมศึกษาต่างประเทศ ในกรณีที่การศึกษาในสหราชอาณาจักรเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรนั้น และประกาศนียบัตรที่จะได้รับเมื่อจบหลักสูตรได้รับการรับรองจาก UK NARIC ว่าอยู่ในระดับเทียบเท่าอุดมศึกษาในสหราชอาณาจักร
• หลักสูตรที่ได้รับการตรวจสอบจากองค์กรที่โฮมออฟฟิสรับรองแล้ว (Approved accreditation bodies) ว่าอยู่ในระดับที่ 3 หรือสูงกว่าของ National Qualifications framework (NQF) (ในบางกรณีเท่านั้น)

3E.48.4 นักศึกษาทั่วไปเข้าศึกษาหลักสูตรอะไรได้บ้าง (What type of study can a general student do?)
นักศึกษาต้องศึกษาเต็มเวลาใน
• ระดับอุดมศึกษาหรือสูงกว่า ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ หรือ
• หลักสูตรต่างประเทศระดับอุดมศึกษาของสถาบันการศึกษาต่างประเทศที่ได้มีการรับรองว่าเทียบเท่ากับขั้นอุดมศึกษาของสหราชอาณาจักร หรือ
• หลักสูตรระดับต่ำกว่าอุดมศึกษาในสหราชอาณาจักร แต่ต้องไม่ต่ำกว่าระดับที่ 3 หรือเทียบเท่า ภายใต้ National Qualifications framework (NQF)และมีการสอนเป็นทางการในเวลากลางวัน (ระหว่าง 0800-1800 น วันจันทร์ถึงวันศุกร์) อย่างน้อยสัปดาห์ละ 15 ชั่วโมง หรือ
• หลักสูตรซึ่งไม่ต่ำกว่าระดับที่ 3 หรือเทียบเท่า ภายใต้ National Qualifications framework (NQF) หรือหลักสูตรของสถาบันต่างประเทศ ซึ่งเทียบเท่าระดับอุดมศึกษาของสหราชอาณาจักร ซึ่งมีการฝึกงาน (work-placement) ไม่เกินร้อยละ 50 ของหลักสูตรทั้งหมด

3E.48.4.1 หลักสูตรภาษาอังกฤษ
นักศึกษาสามารถสมัครเรียนและยื่นจดหมายรับรองวีซ่าจากสถาบัน ฯ เพื่อขอวีซ่าเข้าเรียนในหลักสูตรระดับต่ำกว่าที่กำหนดได้ หากหลักสูตรนั้นเป็นการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเท่านั้น และจะต้องเป็นหลักสูตรสอนภาษาอังกฤษในระดับ เอสองภายใต้ The Common European Framework of Reference for Languages เป็นอย่างต่ำ นอกจากนี้เมื่อจบหลักสูตรจะต้องมีการสอบบเพื่อให้ได้รับการรับรองในระดับนี้หรือสูงกว่า

3E.48.4.2 หลักสูตรระดับอุดมศึกษา
นักศึกษาสามารถสมัครเรียนและยื่นจดหมายรับรองวีซ่าจากสถาบัน ฯ เพื่อขอวีซ่าเข้าเรียนในหลักสูตรระดับอุดมศึกษาของสถาบันการศึกษาต่างประเทศ หากการศึกษาในสหราชอาณาจักรเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรของสถาบัน ฯ นั้น และประกาศนียบัตรซึ่งนักศึกษาจะได้รับเมื่อจบจากหลักสูตรได้รับการรับรองจาก UK NARIC ว่าอยู่ในระดับเทียบเท่าอุดมศึกษาในสหราชอาณาจักร

3E.48.4.3 การฝึกงาน (Work-placements
นักศึกษาอาจมีการฝึกงาน หากการฝึกงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร แต่การฝึกงานนั้นต้องมีระยะเวลาไม่เกินร้อยละ 50 ของระยะเวลาทั้งหมดของหลักสูตร ยกตัวอย่างเช่น หลักสูตรประเภท 4 ปีซึ่งมีการฝึกงานรวมอยู่ในนั้น 1 ปี เป็นต้น

3E.48.4.4 หลักสูตรเตรียมความพร้อมก่อนภาคปกติ (Pre-sessional courses)
หลักสูตรเตรียมความพร้อมก่อนภาคปกติ เป็นหลักสูตรจำพวก
• สอนภาษาอังกฤษแบบเร่งรัด หรือ
• ปูพื้นฐานนักศึกษาให้พร้อมสำหรับการเรียนภาคปกติ
ในการที่จะได้รับวีซ่าเพื่อเข้าเรียนในหลักสูตรเตรียมความพร้อม ฯ นักศึกษาจะต้องผ่านการประเมินโดยระบบให้คะแนน และจะต้องได้คะแนนทั้งสิ้น 40 คะแนน เช่นเดียวกับการขอวีซ่าเข้าเรียนในภาคปกติ คือ
• 30 คะแนนสำหรับจดหมายรับรองวีซ่า (Visa letter) จากสถาบันการศึกษาที่ได้รับอนุญาตจากโฮมออฟฟิสให้เป็นผู้รับรอง และ
• 10 คะแนนสำหรับหลักฐานแสดงว่ามีเงินพอเพียงสำหรับค่าเล่าเรียน และค่าครองชีพที่จำเป็น (ค่าเลี้ยงชีพ)

หากสถาบัน ฯ ตอบรับให้นักศึกษาเข้าเรียน อย่างไม่มีเงื่อนไข (Unconditional offer) นักศึกษาจะได้รับวีซ่าครอบคลุมระยะเวลาเรียนของทั้งสองหลักสูตร หากการเรียนหลักสูตรเตรียมความพร้อม ฯ นั้น
• เรียนกับสถาบันการศึกษาเดียวกันกับภาคปกติ หรือ
• เรียนกับสถาบันการศึกษาในเครือและมีชื่อรวมอยู่ในใบอนุญาตเดียวกันกับของสถาบันการศึกษาหลัก (ภาคปกติ)

แต่หากสถาบัน ฯ ตอบรับให้นักศึกษาเข้าเรียนอย่างมีเงื่อนไข (Conditional offer) นักศึกษาจำเป็นต้องขอวีซ่าสำหรับเข้ามาเรียนในหลักสูตรเตรียมความพร้อม ฯ อย่างเดียวก่อน และเมื่อสำเร็จการศึกษาในหลักสูตรนั้นแล้ว ก็อาจขอต่อวีซ่าเพื่อเข้าเรียนในหลักสูตรภาคปกติต่อเนื่องได้

3E.48.5 การขอวีซ่าเพื่อเดินทางมาศึกษาในสหราชอาณาจักรในฐานะนักศึกษาทั่วไป (Applying to come to the UK as a general student)

ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 2009 เป็นต้นไป นักศึกษาทุกคนที่จะเดินทางเข้ามาศึกษาในสหราชอาณาจักรจะต้องขอวีซ่าภายใต้ระบบให้คะแนน ไม่ว่าจะเดินทางเข้ามาศึกษาเป็นครั้งแรกหรือเป็นการต่อวีซ่าเพื่อศึกษาต่อ

3E.48.5.1 เอกสารจำเป็นสำหรับการขอวีซ่า
• จดหมายรับรองวีซ่า (Visa letter) จากสถาบันการศึกษาที่ได้รับอนุญาตจากโฮมออฟฟิสให้เป็นผู้รับรอง และ
• หลักฐานทางการเงินซึ่งแสดงว่ามีเงินพอเพียงสำหรับค่าเล่าเรียน และค่าครองชีพที่จำเป็นระหว่างอยู่ในสหราชอาณาจักร (ค่าเลี้ยงชีพ)

3E.48.5.2 จดหมายรับรองวีซ่า (Visa letter) จากสถาบันการศึกษาที่ได้รับอนุญาตจากโฮมออฟฟิส

จดหมายรับรองวีซ่า (Visa letter) จากสถาบันการศึกษา ฯ ควรมีข้อมูลดังนี้

ประเภท นักศึกษาทั่วไป
นักศึกษา • ชื่อและนามสกุล ซึ่งต้องตรงกันกับชื่อในหนังสือเดินทาง
• สัญชาติ
• บ้านเลขที่ในประเทศไทย
• หมายเลขหนังสือเดินทาง
ผู้รับรอง • หมายเลขใบอนุญาต
• ที่อยู่และรายละเอียดของเจ้าหน้าที่ติดต่อ
• ชื่อและที่อยู่ของสถาบันการศึกษาอื่นที่เกี่ยวข้อง หากนักศึกษาจำเป็นจะต้องศึกษากับสถาบันฯ อื่นในหลักสูตรนั้นด้วย
• ชื่อและที่อยู่ของสถาบันระดับอุดมศึกษาต่างประเทศ หากการศึกษาในสหราชอาณาจักรเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรของสถาบัน ฯ นั้น
หลักสูตร • ชื่อหลักสูตร
• ระดับของหลักสูตร ประกาศนียบัตร หรือคุณวุฒิที่นักศึกษาจะได้รับเมื่อสำเร็จการศึกษา
• วันที่หลักสูตรเริ่มต้น
• วันที่หลักสูตรเสร็จสิ้น
• จำนวนชั่วโมงเรียนในแต่ละสัปดาห์
• สถานที่เรียนของนักศึกษา หากแตกต่างจากสถานที่หลักของผู้รับรอง
• สถานที่ฝึกงานของนักศึกษา หากมีการฝึกงาน
การเงิน • จำนวนค่าเล่าเรียนในปีแรก
• จำนวนค่าเล่าเรียนที่จ่ายแล้ว
• จำนวนค่าที่พักอาศัยในปีแรก หากพักในสถานที่ของสถาบัน ฯ
• จำนวนค่าที่พักอาศัยที่จ่ายแล้ว หากพักในสถานที่สถาบัน ฯ
หลักฐานการศึกษาที่นักศึกษายื่นต่อผู้รับรองเมื่อสมัครเข้าศึกษา
• อธิบายประเภทของหลักฐานแต่ละชิ้นโดยย่อ
• ชื่อหลักสูตร
• ระดับคุณวุฒิที่นักศึกษาได้รับแล้ว
• ปีที่นักศึกษาสำเร็จการศึกษาและได้รับคุณวุฒินั้น
• ชื่อของสถาบันที่ออกคุณวุฒิ หรือหลักฐานที่นักศึกษาใช้แสดง รวมทั้งชื่อและรายละเอียดของเจ้าหน้าที่ติดต่อ
• หลักฐานออกเมื่อไร
• ใบรับรองของ ATAS (Academic Technology Approval Scheme) หากจำเป็นสำหรับหลักสูตรที่นักศึกษากำลังสมัคร

นักศึกษาอาจมีจดหมายรับรองวีซ่า (Visa letter) หลายฉบับจากหลาย ๆ สถาบัน ฯ แต่มีสิทธิใช้จดหมายเหล่านั้นเพียงฉบับเดียวในการขอวีซ่า ดังนั้นก่อนที่จะยื่นขอวีซ่านักศึกษาต้องแน่ใจว่าจะเลือกไปศึกษาที่สถาบันใด

ตั้งแต่ประมาณเดือนกันยายน 2009 เป็นต้นไป ระบบไอทีที่เกี่ยวกับการรับรองนักศึกษาของสถาบันการศึกษาจะเริ่มมีการบังคับใช้ ซึ่งจะทำให้ไม่มีการใช้จดหมายรับรองวีซ่า อีกต่อไป แต่จะเปลี่ยนเป็น คำยืนยันการตอบรับให้เข้าเรียน (Confirmations of Acceptance of Studies: CAS) ซึ่งมีข้อมูลเหมือนกันกับจดหมายรับรองวีซ่า แทน

3E.48.5.3 จำนวนเงินที่จำเป็นต้องแสดงสำหรับการขอวีซ่านักเรียนภายใต้ระบบให้คะแนน (Tier 4) คือ

ระยะเวลาของหลักสูตร ที่ตั้งของสถาบันการศึกษา จำนวนเงินที่ต้องแสดง
9 เดือนหรือน้อยกว่า ลอนดอน ค่าเล่าเรียน และ
ค่าเลี้ยงชีพอีก 800 ปอนด์ต่อเดือน สำหรับทุก ๆ เดือนตามกำหนดระยะเวลาของหลักสูตร
9 เดือนหรือน้อยกว่า ภายนอกลอนดอนและสถานที่อื่นในสหราชอาณาจักร ค่าเล่าเรียน และ
ค่าเลี้ยงชีพอีก 600 ปอนด์ต่อเดือน สำหรับทุก ๆ เดือนตามกำหนดระยะเวลาของหลักสูตร
มากกว่า 9 เดือน ลอนดอน ค่าเล่าเรียนสำหรับปีแรก และ
ค่าเลี้ยงชีพสำหรับ 9 เดือน อีก 7,200 ปอนด์
มากกว่า 9 เดือน ภายนอกลอนดอนและสถานที่อื่นในสหราชอาณาจักร ค่าเล่าเรียนสำหรับปีแรก และ
ค่าเลี้ยงชีพสำหรับ 9 เดือน อีก 5,400 ปอนด์

3E.48.5.4 จำนวนเงินที่จำเป็นต้องแสดงสำหรับการขอต่อวีซ่านักเรียน
ในสหราชอาณาจักร หรือที่ประเทศไทย สำหรับนักเรียนที่เพิ่งเรียนจบหลักสูตร มาแล้วไม่นานกว่า 4 เดือน และหลักสูตรนั้นมีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน

สำหรับผู้ที่สมัครขอต่อวีซ่าก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2009 ต้องยื่นหลักฐานแสดงว่ามีจำนวนเงินที่จำเป็น ในวันที่ยื่นใบสมัครเท่านั้น (Transitional arrangement) ส่วนผู้ที่ขอต่อวีซ่าหลังจากวันที่ 1 ตุลาคม จะต้องแสดงว่ามีเงินจำนวนนี้ไม่น้อยกว่า 28 วันก่อนวันสมัคร ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.ukba.homeoffice.gov.uk/studyingintheuk/adult-students/money/what-money-do-i-need/

ระยะเวลาของหลักสูตร ที่ตั้งของสถาบันการศึกษา จำนวนเงินที่ต้องแสดง
9 เดือนหรือน้อยกว่า ลอนดอน ค่าเล่าเรียน และ
ค่าเลี้ยงชีพอีก 800 ปอนด์ต่อเดือน แต่ไม่เกิน 2 เดือน คือ 1,600 ปอนด์เท่านั้น
9 เดือนหรือน้อยกว่า ภายนอกลอนดอนและสถานที่อื่นในสหราชอาณาจักร ค่าเล่าเรียน และ
ค่าเลี้ยงชีพอีก 600 ปอนด์ต่อเดือน แต่ไม่เกิน 2 เดือน คือ 1,200 ปอนด์เท่านั้น
มากกว่า 9 เดือน ลอนดอน ค่าเล่าเรียนสำหรับปีแรก และ
ค่าเลี้ยงชีพอีก 800 ปอนด์ต่อเดือน แต่ไม่เกิน 2 เดือน คือ 1,600 ปอนด์เท่านั้น
มากกว่า 9 เดือน ภายนอกลอนดอนและสถานที่อื่นในสหราชอาณาจักร ค่าเล่าเรียนสำหรับปีแรก และ
ค่าเลี้ยงชีพอีก 600 ปอนด์ต่อเดือน แต่ไม่เกิน 2 เดือน คือ 1,200 ปอนด์เท่านั้น

3E.48.5.5 เงินค่าเลี้ยงชีพ
เงินค่าเลี้ยงชีพอาจเป็น
• เงินสดในธนาคารที่นักศึกษาสามารถเบิกออกมาใช้ได้ หรือ
• เงินทุนของรัฐบาล หรือองค์กรอื่นที่เป็นผู้ให้ทุน
โฮมออฟฟิสจะไม่มีการรับ บัญชีประเภทอื่น หรือเอกสารการเงินอื่น ๆ เช่น หุ้น พันธบัตร (Bonds) กองทุนบำนาญ (pension funds) เป็นต้นไม่ว่าทรัพย์สินเหล่านั้นจะเบิกออกมาใช้ได้เมื่อไร

3E.48.5.6 หลักฐานแสดงเงินค่าเลี้ยงชีพ
1. บัญชีส่วนตัวในธนาคาร หรือใน Building society
2. สมุดฝากเงินของ Building society
3. หนังสือยืนยันจากธนาคาร
4. หนังสือจากองค์กรการเงินที่ได้รับการควมคุม (regulated financial institution) ยืนยันว่าจะให้เงินสด หรือเงินกู้แก่นักศึกษาทันทีที่ได้รับวีซ่า
5. หนังสือจากรัฐบาล หรือองค์กรอื่นที่เป็นเจ้าของทุน

3E.48.6 การขอต่อวีซ่าเมื่อนักศึกษาอยู่ในสหราชอาณาจักรแล้ว (How to apply if you are already in the UK)
1. ตรวจสอบว่านักศึกษาจะได้คะแนนเพียงพอสำหรับการขอต่อวีซ่านักศึกษาหรือไม่
2. กรอกใบสมัครขอต่อวีซ่าให้เรียบร้อย
3. ส่งใบสมัคร ฯ พร้อมค่าธรรมเนียม และหลักฐานรับรองไปที่ โฮมออฟฟิส

นักศึกษาจำเป็นจะต้องส่งหลักฐานรับรองทั้งหมดไปพร้อมกับใบสมัคร ฯ เพราะจะไม่สามารถส่งหลักฐานอื่นเพิ่มเติมได้อีกหลังจากโฮมออฟฟิสพิจารณาใบสมัคร ฯ แล้ว นักศึกษาควรส่งหลักฐานการศึกษาที่เคยยื่นต่อผู้รับรอง รวมไปกับหลักฐานรับรองอื่น ๆ ด้วย

หากนักศึกษาผู้ใดต้องการขอต่อวีซ่าให้ผู้ติดตามในเวลาเดียวกัน ต้องส่งใบสมัครขอต่อวีซ่าของผู้ติดตามไปในซองเดียวกันกับใบสมัคร ฯ ของนักศึกษาด้วย

3E.48.7 การขอวีซ่าจากภายนอกสหราชอาณาจักร (How to apply if you are outside the UK)
4. ตรวจสอบว่านักศึกษาจะได้คะแนนเพียงพอสำหรับการขอวีซ่านักศึกษาหรือไม่
5. เข้าไปที่เว็บไซต์ www.visa4uk.fco.gov.uk/
กรอกใบสมัครขอวีซ่าทางเว็บไซต์ (ออนไลน์)
เดินทางไปที่ศูนย์รับคำขอวีซ่าในวันที่สะดวก หรือสามารถนัดหมายการเข้าพบเจ้าหน้าที่ทางเว็บไซต์ได้เพื่อยื่นใบสมัครขอวีซ่าและบันทึกข้อมูลไบโอเมตริก (Biometric)

นักศึกษาจำเป็นจะต้องส่งหลักฐานรับรองทั้งหมดไปพร้อมกับใบสมัครขอวีซ่า เพราะจะไม่สามารถส่งหลักฐานอื่นเพิ่มเติม หลังจากเจ้าหน้าที่พิจารณาใบสมัคร ฯ แล้ว

ท่านจะขอคำปรึกษาเรื่องกฎหมายเข้าเมืองได้ที่ไหน

Friday, September 11th, 2009

ท่านจะขอคำปรึกษาเรื่องกฎหมายเข้าเมืองได้ที่ไหน

หลายท่านมีปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายเข้าเมือง เพราะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเข้าใจยาก หรือบางท่านอาจเคยทำผิดกฎหมายมาก่อนและต้องการทราบว่าจะแก้ตัวได้อย่างไร ผู้เขียนขออนุญาตให้ข้อคิดเกี่ยวกับการปรึกษาทางด้านกฎหมายกับทุก ๆ ท่านว่า
1. ท่านอาจปรึกษาเพื่อนหรือคนรู้จักได้ แต่ต้องตระหนักอยู่เสมอว่าเขาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นเขาอาจจะให้ข้อมูลท่านผิด ๆ เพราะกรณีของเขากับของท่านต้องมีข้อแตกต่างกันแน่นอน และความแตกต่างนี้อาจเป็นจุดสำคัญทำให้เรื่องของเพื่อนกับของท่านไม่ใช่กรณีเดียวกัน นอกจากนี้ผู้เขียนสังเกตว่าข้อแนะนำระหว่างเพื่อนคนไทยด้วยกัน ส่วนใหญ่มักจะเป็นประเภท “ได้ยินมาว่า” ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผิดพลาดเกือบทั้งสิ้น
2. แม้ทนายบางคนก็อาจไม่มีความรู้ในเรื่องนี้อย่างจริงจัง หรือเขาอาจจะมีปัญหาในการสื่อสารกับท่าน ดังนั้นหากเขามาบอกว่าจะทำอย่างโน้นอย่างนี้ได้ แต่ต้องเก็บเงินเป็นจำนวนมากก่อนสำหรับค่าทำเรื่อง ท่านก็ควรสงสัยทันที อย่าเชื่อใครเพียงเพราะเขาพูดในสิ่งที่ท่านอยากจะได้ยิน ขอให้ท่านหัดเป็นคนขี้สงสัย และขี้ระแวงอยู่เสมอ ๆ จะได้ไม่ถูกหลอกง่าย ๆ
3. หากท่านไม่แน่ใจในผู้ให้คำปรึกษาคนใดคนหนึ่ง ท่านอาจไปปรึกษาคนอื่นอีกก็ได้ (second opinion) แม้ท่านจะต้องเสียค่าปรึกษาสองครั้ง แต่ก็อาจจะคุ้มกว่าเพื่อความมั่นใจ แต่ทนายหลายคนมักจะให้คำปรึกษาครั้งแรกโดยไม่คิดเงิน
4. ในกรณีที่ท่านพิจารณาแล้วว่าผู้ที่จะเป็นตัวแทนดำเนินเรื่องให้ท่านคนนี้เชื่อถือได้ ท่านก็ไม่ควรจ่ายเงินให้เขาทั้งหมดทีเดียว เพราะหากเรื่องไม่เป็นผลดังที่เขาสัญญาไว้ท่านอาจต้องเสียเงินฟรี และเสียเวลาอีกด้วย
5. ท่านต้องเก็บสำเนาเอกสารหลักฐานทุกชิ้นไว้ให้ดี โดยเฉพาะหนังสือเดินทาง หากไม่จำเป็นก็ไม่ควรให้เอกสารตัวจริงแก่ใคร ให้เพียงสำเนาก็ได้ และท่านต้องคอยติดตามเรื่องของตัวเองเสมอ ๆ อย่างปล่อยให้เรื่องหรือเอกสารหายไปได้
6. วิธีที่ท่านจะให้โอกาสตัวเองให้ประสบความสำเร็จในการสมัครวีซ่าได้มากที่สุดคือการหาข้อมูลด้วยตัวเองก่อนที่จะปรึกษาทนายหรือผู้อื่น เพราะการที่ท่านมีข้อมูลพร้อมทั้งปัญหาและข้อสงสัยอยู่บ้างแล้ว จะทำให้การปรึกษามีประสิทธิภาพดีขึ้น สำหรับท่านที่ภาษาอังกฤษยังไม่คล่อง ท่านสามารถอ่านคู่มือฉบับภาษาไทย และคำถามต่าง ๆ ที่อาจเกี่ยวกับตัวท่านจากเว็บไซต์ของชมรม ฯ ได้ที่ thaiwomensorganisation.com ส่วนท่านที่ภาษาอังกฤษดีแล้ว หาข้อมูลได้จากเว็บไซต์ของโฮมออฟฟิสได้โดยตรงที่ http://www.bia.homeoffice.gov.uk/
7. สำหรับท่านที่มีความจำเป็นต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายเข้าเมือง ผู้เขียนขอแนะนำองค์กรต่อไปนี้

1. Immigration Advisory Service (IAS)
Head Office
County House
190 Great Dover Street
London
SE1 4YB
Tel: 0844 974 4000 (หมายเลขนี้จะส่งให้ท่านได้ไปพูดกับสาขาที่ใกล้ที่สุดของท่าน)
E-mail: advice@iasuk.org
http://www.iasuk.org/non-profit-fee-paying-service.aspx

องค์กรนี้ให้คำปรึกษาเรื่องกฎหมายเข้าเมืองทั่วไป และมีสาขาหลายแห่ง ท่านสามารถหาข้อมูลได้จากเว็บไซต์ขององค์กร หากท่านที่มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์ของรัฐเพื่อช่วยเหลือค่าทนาย (Legal aid) จะได้รับคำปรึกษาฟรี แต่หากท่านไม่มีสิทธิดังกล่าว ท่านก็อาจต้องจ่ายเงินค่าปรึกษา แต่องค์กรนี้เป็นองค์กรการกุศล ไม่ใช่หน่วยงานที่ค้ากำไร ดังนั้นค่าปรึกษาจะถูกกว่าของทนายความทั่วไป และที่สำคัญ เป็นองค์กรที่ท่านไว้ใจได้ว่าเป็นองค์กรที่มีความรู้ในเรื่องกฎหมายเข้าเมืองจริงและดีกว่าที่อื่นๆ แต่ปัญหาก็คือ มีคนใช้บริการมาก ดังนั้นท่านต้องพยายามติดต่อกับองค์กรนี้ให้ได้ ถึงแม้จะต้องโทรหลายๆ ครั้งก็ตาม ท่านควรติดต่อแต่เนิ่นๆ เพื่อนัดพบ และเมื่อไปพบเจ้าหน้าที่ ท่านต้องเตรียมเอกสารมาให้ครบถ้วน พร้อมทั้งนำเพื่อนที่จะช่วยแปลมาด้วย หากภาษาอังกฤษของท่านยังไม่คล่อง

2 UK Council for International Student Affairs (UKCISA)
9-17 St Alban’s Place
London N1 ONX
แฟกซ์: 020 7288 4360
เว็บไซต์: www.ukcisa.org.uk

องค์กรนี้ช่วยเหลือนักเรียนต่างชาติและมีแผ่นพับที่น่าสนใจเกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ ของนักเรียนหลายอย่าง นักเรียนที่ต้องการคำปรึกษา ควรติดต่อกับสำนักงาน NUS ที่โรงเรียนก่อน หรือในกรณีจำเป็นจริง ๆ ท่านติดต่อหมายเลขโทรศัพท์สายกลางที่ 020 7107 9922 ได้ (สายเปิดวันจันทร์ ถึงวันศุกร์ เวลา 13.00 น ถึง 16.00 น)

3 ศูนย์กฎหมาย (Law Centres)

ในอังกฤษ และเวลส์
Law Centres’ Federation
Third Floor
293-299 Kentish Town Road
London, NW5 2TJ
Tel: 020 7428 4400
Fax: 020 7428 4401
Email: info@lawcentres.org.uk
Website: www.lawcentres.org.uk
ในสก๊อตแลนด์
Secretary
Scottish Association of Law Centres (SALC)
c/o Govan Law Centre
47 Burleigh Street
Govan, Glasgow, G51 3LB
Tel: 0141 440 2503
Email: m@govanlc.com
Website: www.govanlc.com
ในไอร์แลนด์เหนือ
Law Centre (NI) Central Office
124 Donegal Street
Belfast, BT1 2GY
Tel: 028 9024 4401
Fax: 028 9023 6340
Email: admin.belfast@lawcentreni.org.uk
Website: www.lawcentreni.org
ใน (NI) Western Area Office
9 Clarendon Street
Derry, BT48 7EP
Tel: 028 7126 2433
Fax: 028 7126 2343
Email: admin.derry@lawcentreniwest.org.uk
ศูนย์กฎหมายมักจะมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายเข้าเมือง แต่ศูนย์กฎหมายอาจรับปรึกษาได้เฉพาะคนที่ทำงานหรืออาศัยอยู่ในเขตของเขาเท่านั้น ดังนั้นท่านต้องติดต่อกับศูนย์กฎหมายใกล้บ้านก่อนว่าเขาจะรับเรื่องของท่านได้หรือไม่ หากได้ เขาก็จะให้คำปรึกษาฟรี

ประกันความรับผิดชอบของนายจ้าง (ต่อลูกจ้าง) (Employers’ Liability Compulsory Insurance)

Friday, September 11th, 2009

ประกันความรับผิดชอบของนายจ้าง (ต่อลูกจ้าง) (Employers’ Liability Compulsory Insurance)

คำแนะนำสำหรับนายจ้าง
ตามกฎหมายนายจ้างจำเป็นต้องมีประกันความรับผิดชอบให้กับลูกจ้างในกรณีเกิดการบาดเจ็บ หรือเจ็บป่วย เพราะทำงานให้นายจ้าง

ประกันความรับผิดชอบของนายจ้าง (Employers’ Liability Compulsory Insurance) คืออะไร
นายจ้างจะต้องรับผิดชอบต่อภัยอันตรายที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของลูกจ้างและความปลอดภัยในที่ทำงาน ระหว่างที่ลูกจ้างทำงานให้นายจ้าง ลูกจ้างอาจจะได้รับบาดเจ็บในที่ทำงาน หรือเกิดอาการเจ็บป่วยเพราะงานที่ทำให้นายจ้าง และถึงแม้ลูกจ้างจะได้ออกจากงานนั้นไปแล้ว ลูกจ้างก็อาจจะร้องเรียนให้นายจ้างจ่ายเงินชดเชยให้ได้ หากนายจ้างมีส่วนรับผิดชอบ ประกันความรับผิดชอบของนายจ้างนี้ก็หมายความว่า นายจ้างจะต้องมีกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งจะจ่ายเงินค่าชดเชยเหล่านี้ให้แก่ลูกจ้าง ในขั้นต่ำสุดที่กฎหมายกำหนดไว้

ประกันความรับผิดชอบนี้จะทำให้นายจ้างสามารถจ่ายเงินค่าชดเชยให้ลูกจ้างได้ ไม่ว่าอาการบาดเจ็บ หรือเจ็บป่วยจะเกิดขึ้นใน หรือนอกสถานที่ทำงาน แต่อย่างไรก็ตามหากลูกจ้างประสบอุบัติเหตุเกี่ยวกับรถยนต์ในระหว่างที่ทำงานให้นายจ้าง ประกันภัยของรถยนต์อาจจะครอบคลุมในกรณีนั้น

ประกันความรับผิดชอบต่อสาธารณชน (Public Liability Insurance) ต่างจากประกันความรับผิดชอบของนายจ้าง ตรงที่ประกัน ฯ ต่อสาธารณชนจะคุ้มครองในกรณีที่บุคคลภายนอก หรือ กิจการอื่น ๆ ฟ้องร้องนายจ้าง แต่ไม่คุ้มครองในกรณีลูกจ้างเป็นผู้ฟ้อง กฎหมายไม่ได้บังคับให้นายจ้างมีประกัน ฯ ต่อสาธารณชน แต่นายจ้างจำเป็นต้องมีประกัน ฯ ต่อลูกจ้าง นายจ้างผู้ใดไม่มีประกันภัย ฯ ต่อลูกจ้าง ซึ่งยังไม่หมดอายุ และมีผลบังคับตามกฎหมาย นายจ้างผู้นั้นก็อาจโดนปรับได้

ซื้อประกันภัยได้จากบริษัทไหน
ท่านจะต้องซื้อกรมธรรม์ประกัน ฯ ต่อลูกจ้าง จากบริษัทประกันที่ได้รับอนุญาตแล้วเท่านั้น ไม่เช่นนั้นจะถือว่าเป็นการผิดกฎหมาย ท่านต้องสอบถามกับบริษัทประกันของท่านว่าเขาได้รับอนุญาตหรือไม่ ก่อนที่จะซื้อประกันชนิดนี้ บริษัทประกันที่ได้รับอนุญาตคือผู้ที่ประกอบการภายใต้การควบคุมของ Financial Services Authority: FSA ผู้ซึ่งมีบัญชีรายชื่อบริษัทประกันที่ได้รับอนุญาตแล้ว ท่านอาจตรวจสอบได้ว่าบริษัทประกันของท่านได้รับอนุญาตหรือไม่ที่ www.fsa.gov.uk หรือโทรศัพท์ไปที่ FSA หมายเลข 0845 606 1234

กรมธรรม์ประกัน ฯ จะมีข้อแม้ได้หรือไม่
หากท่านซื้อกรมธรรม์ ฯ ท่านจำเป็นต้องตกลงกับบริษัทประกันว่าเขาจะจ่ายเงินค่าชดเชยให้ลูกจ้างในกรณีใดบ้าง เช่นกรมธรรม์ ฯ จะครอบคลุมถึงการงานประเภทใดในกิจการของท่านบ้าง แต่ท่านไม่มีสิทธิที่จะตกลงกับบริษัทประกัน และเขาก็ไม่มีสิทธิบังคับให้ท่านรับเงื่อนไขที่อาจลดเงินค่าชดเชยที่จ่ายให้ลูกจ้างได้ และท่านจำเป็นต้องตรวจสอบว่ากรมธรรม์ประกัน ฯ ของท่านไม่มีเงื่อนไขดังต่อไปนี้

บริษัทประกันไม่อาจปฏิเสธการจ่ายเงินค่าชดเชยเพียงเพราะเหตุผลดังต่อไปนี้

• ท่านไม่ได้จัดหาอุปกรณ์ที่สมควรเพื่อป้องกันการบาดเจ็บหรือการเจ็บป่วยให้แก่ลูกจ้าง
• ท่านไม่ได้เก็บรักษาประวัติข้อมูลของลูกจ้าง และไม่สามารถให้ข้อมูลเหล่านี้แก่บริษัทประกัน ฯ ได้
• ท่าน (หรือลูกจ้างอื่น ๆ ของท่าน) ได้ประพฤติปฏิบัติบางสิ่งบางอย่างที่บริษัทประกันได้ห้ามท่านไว้แล้ว เช่น ห้ามไม่ให้ท่านเอ่ยวาจารับผิดชอบแก่ผู้ใด
• ท่านไม่ได้กระทำบางสิ่งบางอย่างที่บริษัทประกัน ได้แจ้งให้ท่านทำ เช่น ทำการแจ้งต่อหน่วยงานต่าง ๆ เมื่อมีอาการบาดเจ็บเกิดขึ้น
• ท่านไม่ได้กระทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ในเรื่องการป้องกันภัยอันตรายอันอาจเกิดขึ้นต่อลูกจ้าง

แม้ท่านจะยังได้รับความคุ้มครองจากการประกันภัย ในกรณีที่ไม่ได้ทำหน้าที่ของตนเองในการปกป้องภัยอันตรายต่อสุขภาพของลูกจ้างตามที่กฎหมายระบุไว้ เช่น ท่านมีหน้าที่

• ประเมินความเสี่ยงต่อภัยอันตรายอย่างพอเพียงและเหมาะสม
• ดำเนินการทุกอย่างที่เหมาะสมเพื่อป้องกันอันตรายต่อลูกจ้าง และ
• รายงานเรื่องราวเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น

แต่ในกรณีที่บริษัทประกัน คิดว่าท่านไม่ได้ทำหน้าที่ตามกฎหมายในการป้องกันอันตรายต่อสุขภาพของลูกจ้าง และการละเมิดหน้าที่ของท่านทำให้บริษัทประกันต้องจ่ายเงินค่าชดเชยแก่ลูกจ้างแล้ว กรมธรรม์ประกันภัยก็จะอนุญาตให้บริษัทประกันฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากท่านได้

บริษัทประกัน ฯ จะบังคับให้ท่านจ่ายเงินส่วนหนึ่งของค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างได้หรือไม่
บริษัทประกัน ฯ ต้องจ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามที่บริษัท ฯ ได้ตกลงกับลูกจ้าง หรือตามคำสั่งของศาล บริษัทประกัน ฯ ไม่มีสิทธิสร้างเงื่อนไขให้ท่านในฐานะนายจ้าง หรือให้ตัวลูกจ้างเองจ่าย เงินค่าชดเชยส่วนหนึ่ง แต่ท่านมีสิทธิที่จะตกลงกับบริษัทประกัน ฯ ว่าท่านจะจ่ายเงินส่วนหนึ่งที่บริษัทต้องจ่ายให้ลูกจ้างคืนให้บริษัท ฯ ซึ่งก็จะทำให้ค่าธรรมเนียมสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยลด

ท่านจะต้องมีประกันภัยเป็นวงเงินเท่าไร
กฎหมายบังคับให้นายจ้างมีประกันเป็นวงเงินอย่างน้อย 5 ล้านปอนด์ แต่ท่านควรจะพิจารณาให้ดีถึงความเสี่ยงต่าง ๆ ว่าท่านควรมีประกันมากกว่านั้นหรือไม่ เพราะ วงเงิน 5 ล้านปอนด์นี้ต้องรวมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการฟ้องศาลด้วย และ 5 ล้านปอนด์อาจไม่เพียงพอในกรณีที่มีการเสียหายมาก ตามปกติบริษัทประกันจะขายประกันเป็นวงเงินอย่างน้อย 10 ล้านปอนด์

ท่านจำเป็นต้องบอกลูกจ้างหรือไม่ว่าท่านมีประกันภัย ฯ
เมื่อเวลาที่ท่านซื้อหรือ ต่อกรมธรรม์ประกันภัย บริษัทประกันจะให้ใบสำคัญการประกันภัย (Certificate of insurance) มาให้ ซึ่งจะแสดงวงเงินประกัน และชื่อของผู้ประกัน ท่านต้องติดประกาศใบสำคัญนี้ในสถานที่ที่ลูกจ้างสามารถเห็นได้ชัดเจน

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2008 เป็นต้นมา กฎหมายอนุญาตให้ท่านแสดงใบสำคัญการประกันนี้ทางคอมพิวเตอร์ได้ แต่นายจ้างผู้เลือกที่จะแสดงใบสำคัญโดยวิธีนี้ จะต้องมั่นใจว่าลูกจ้างทุกคนมีคอมพิวเตอร์ในที่ทำงาน และทุกคนรู้วิธีที่จะหาและเปิดดูเอกสารนี้ได้

กฎหมายนี้มีผลบังคับกับนายจ้างผู้ใดบ้าง
นายจ้างที่ไม่ต้องมีประกันภัยนี้คือ

• หน่วยงานราชการ
• กิจการในครอบครัว คือกิจการที่ลูกจ้างทุกคนเป็นสมาชิกใกล้ชิดภายในครอบครัวของนายจ้าง คือ คู่สมรสต่างเพศหรือเพศเดียวกัน บิดามารดา บิดามารดาเลี้ยง ปู่ย่าตายาย บุตรธิดา บุตรธิดาเลี้ยง หลาน พี่น้องพ่อแม่เดียวกันหรือต่างบิดาหรือต่างมารดา แต่หากกิจการในครอบครัวนี้จดทะเบียนในรูปแบบบริษัทจำกัด (limited companies) บริษัทนี้จำเป็นต้องมีประกันภัยความรับผิดชอบของนายจ้างนี้
• บริษัทที่มีลูกจ้างเพียงคนเดียว และลูกจ้างผู้นี้มีหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไป ในบริษัท

ท่านต้องมีประกันภัยสำหรับพนักงานทุกคนหรือไม่
ท่านจำเป็นต้องมีประกันภัยสำหรับพนักงานที่เป็นลูกจ้าง หรือเป็นผู้กำลังฝึกงาน (Apprentice) แต่ไม่ต้องมีประกันสำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ (self-employed) การที่พนักงานผู้หนึ่งจะเป็นลูกจ้างหรือเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ ไม่สำคัญว่าท่านจะเรียกเขาว่าลูกจ้างหรือเขาทำงานให้ตนเอง หรือ มีสถานะทางภาษีอย่างไร แต่ขึ้นอยู่กับลักษณะที่แท้จริงของความสัมพันธ์ และการควบคุมการทำงาน ของนายจ้างต่อพนักงานผู้นี้ หากท่านไม่แน่ใจว่าพนักงานผู้ใดเป็นลูกจ้างหรือเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ ข้อมูลข้างล่างนี้อาจช่วยให้ท่านตัดสินใจได้

ท่านจำเป็นต้องมีประกันภัยให้กับพนักงานผู้ที่มีลักษณะต่อไปนี้
• ท่านหักเงินค่าประกันสังคม และภาษีเงินได้จากเงินค่าจ้างของพนักงานผู้นี้
• ท่านมีสิทธิควบคุมว่าพนักงานผู้นี้จะทำงานที่ไหน เมื่อไร และอย่างไร
• ท่านเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์และเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำงานให้แก่พนักงาน
• ท่านมีสิทธิในกำไรที่พนักงานผู้นี้นำมา แต่ท่านก็อาจตกลงแบ่งบันกำไรบางส่วนให้กับพนักงานในรูปแบบค่านายหน้า โบนัส หรือหุ้นในบริษัทนายจ้าง
• ท่านต้องการให้พนักงานผู้นี้ทำงานให้ท่าน และเขาไม่มีสิทธิจ้างคนอื่นมาทำงานแทน หากเขาทำงานให้ท่านไม่ได้
• ท่านปฏิบัติต่อพนักงานผู้นี้เหมือนกับลูกจ้างอื่น ๆ เช่น เขาทำงานอย่างเดียวกัน และภายใต้เงื่อนไขเดียวกันกับลูกจ้างอื่น ๆ ของท่าน

ท่านไม่จำเป็นต้องมีประกันภัยให้กับพนักงานผู้ที่มีลักษณะต่อไปนี้
• พนักงานผู้นี้ไม่ได้ทำงานให้ท่านแต่ผู้เดียว เขาทำงานในลักษณะผู้รับเหมาอิสระ (independent contractor)
• พนักงานผู้นี้จัดหาอุปกรณ์และเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำงานของเขาเองเป็นส่วนใหญ่
• พนักงานผู้นี้ทำกิจการงานโดยหวังผลกำไรของตัวเอง
• เขามีสิทธิจ้างผู้อื่นให้มาทำงานแทน หากเขาไม่สามารถมาทำงานให้ท่านได้
• ท่านไม่ได้หักเงินค่าประกันสังคม และภาษีเงินได้จากเงินค่าจ้างของพนักงานผู้นี้ แต่อย่างไรก็ตามแม้พนักงานผู้หนึ่งจะเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระทางด้านภาษี เขาอาจจะถูกนับเป็นลูกจ้างในด้านอื่น และท่านจำเป็นจะต้องมีประกันภัยเพื่อคุ้มครองเขาด้วย

ในบางกรณี ท่านไม่จำเป็นต้องมีประกันเพิ่มเติมให้แก่
• อาสาสมัคร
• นักศึกษาที่มาทำงานให้ท่านโดยไม่ได้ค่าจ้าง
• ผู้อื่นที่ท่านไม่ได้รับเป็นลูกจ้าง แต่มาทำการฝึกงานกับท่าน หรือ
• นักเรียนหรือนักศึกษาที่มาดูงาน (work experience)

โดยปกติ บริษัทประกันจะคุ้มครองบุคคลเหล่านี้รวมอยู่ในกรมธรรม์ประกันภัยของท่าน ดังนั้นท่านไม่ต้องแจ้งให้บริษัท ฯ ทราบหากท่านมีบุคคลเหล่านี้มาทำงานให้ แต่ท่านควรแจ้งบริษัทประกัน หากเขาจะต้องมาทำงานเป็นระยะเวลานาน หรือทำงานประเภทที่ไม่ใช่งานปกติสำหรับกิจการของท่าน และท่านควรคำนึงถึงความเสี่ยงต่าง ๆ ที่บุคคลเหล่านี้ อาจประสบในระหว่างทำงานให้ท่าน และท่านต้องประเมินความเสี่ยงพิเศษ หากมีผู้เยาว์มาทำงานให้ท่านและจัดการกับความเสี่ยงเหล่านั้น

แต่หากประกันความรับผิดชอบของนายจ้างที่ท่านมีไม่ครอบคลุมถึงบุคคลเหล่านี้ ท่านต้องปรึกษาบริษัทประกัน ฯ ก่อนที่ท่านจะรับบุคคลเหล่านี้เข้าทำงาน

สำหรับลูกจ้างที่ทำงานบ้านของท่าน โดยทั่วไปแล้วท่านไม่จำเป็นต้องมีประกัน ฯ คุ้มครองให้บุคคลเหล่านี้ โดยเฉพาะบุคคลจำพวก คนทำสวน พนักงานทำความสะอาด หากเขาทำงานให้นายจ้างหลาย ๆ คน แม้ผู้ดูแลเด็กเป็นครั้งคราวก็ไม่จำเป็นต้องมีประกันให้ แต่หากบุคคลเหล่านี้ทำงานให้ท่านแต่ผู้เดียว ท่านอาจจะต้องมีประกันคุ้มครองให้เขาด้วย

ท่านจำเป็นต้องเก็บรักษากรมธรรม์เก่าที่หมดอายุแล้วหรือไม่
ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2008 กฎหมายไม่บังคับให้ท่านเก็บรักษากรมธรรม์เก่า ๆ ที่หมดอายุอีกต่อไป แต่นายจ้างก็สมควรที่จะต้องเก็บประวัติการประกันภัยของตนไว้ให้ครบชุด เพราะโรคเจ็บป่วยบางอย่างใช้เวลานานหลังจากที่บุคคลได้ประสบกับเหตุที่ทำให้ก่อโรค ก่อนที่อาการของโรคจะปรากฎ ดังนั้นลูกจ้างที่ออกไปนานแล้วอาจจะย้อนกลับมาฟ้องร้องสำหรับช่วงระยะเวลาที่เขาได้ทำงานให้ท่านและประสบกับเหตุของโรคนั้นในที่ทำงานของท่านก็ได้

นายจ้างที่ไม่ได้เก็บรักษาประวัติการประกันภัยเก่า ๆ ของตน อาจเสี่ยงต่อการที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างจากทรัพย์สินของตนเอง

อะไรจะเกิดขึ้นหากนายจ้างไม่มีประกันความรับผิดชอบของนายจ้าง
คณะกรรมการจัดการสุขภาพและความปลอดภัย (Health and Safety Executive) มีหน้าที่ดูแลการบังคับกฎหมายในเรื่องนี้ และผู้ตรวจการของคณะกรรมการ ฯ ก็อาจตรวจสอบได้ว่าท่านมีประกันความรับผิดชอบของนายจ้างกับบริษัทประกันที่ได้รับอนุญาตแล้วในวงเงินไม่น้อยกว่า 5 ล้านปอนด์หรือไม่ ผู้ตรวจการอาจขอดูใบกรมธรรม์และเอกสารการประกันภัยอื่น ๆ ของท่านได้

หากท่านไม่มีประกันภัยชนิดนี้ ท่านอาจถูกปรับไม่เกิน 2,500 ปอนด์ต่อวัน และหากท่านไม่ได้ติดประกาศใบสำคัญการประกันนี้ไว้ หรือไม่ยอมแสดงใบสำคัญนี้ให้ผู้ตรวจการเมื่อมีการร้องขอ ท่านอาจถูกปรับไม่เกิน 1,000 ปอนด์

ท่านจะหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ไหน
หากท่านต้องการคำปรึกษาทางกฎหมาย ในกรณีที่ท่านไม่แน่ใจว่าพนักงานของท่านเป็นลูกจ้างที่ท่านจำเป็นต้องมีประกันไว้คุ้มครองหรือไม่ ท่านอาจปรึกษาทนายความ หรือขอคำแนะนำได้จาก ศูนย์กฎหมาย (Law Centre) หรือ ศูนย์ปรึกษากฎหมายของประชาชน (Citizen Advice Bureau)

หากท่านต้องการข้อมูลอื่น ๆ ท่านติดต่อได้ที่

สำนักงานของคณะกรรมการจัดการสุขภาพและความปลอดภัย (Health and Safety Executive) ใกล้บ้าน โดยสามารถหาที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ได้จากสมุดโทรศัพท์ ภายใต้ชื่อ Health and Safety Executive

สายด่วนของคณะกรรมการ ฯ (HSE’s Infoline) คือ 0845 345 0055
แฟกซ์ 0845 408 9566
อีเมล์ hse.infoline@natbrit.com
เว็บไซต์ www.hse.gov.uk

หรือเขียนจดหมายไปที่

HSE Information Services,
Caerphilly Business Park
Caerphilly CF83 3GG

หางานอย่างไร? โดย คุณอดิศักดิ์ เพ็ชรสงค์

Friday, September 11th, 2009

หางานอย่างไร? โดย คุณอดิศักดิ์ เพ็ชรสงค์

หางานอย่างไร??
มีเพื่อนคนไทยหลายท่านที่อยู่ในสหราชอาณาจักรโดยไม่ได้เดินทางเข้ามาเพื่อทำงานโดยตรง แต่เดินทางเข้ามาด้วยสาเหตุอื่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเหตุผลทางครอบครัว เช่นแต่งงานกับชาวอังกฤษแล้วเดินทางมาอยู่กับคู่สมรส หรือติดตามคู่สมรสที่มาทำงานที่นี่ หากเดินทางเข้ามาเพื่อทำงานโดยตรง เช่นได้วีซ่าทำงานเข้ามา แน่นอนว่าเรื่องการหางานอาจจะไม่ใช่ปัญหาเลย เพราะท่านทราบแน่นอนว่าจะทำอะไร และที่ไหน แต่สำหรับผู้ที่เดินทางเข้ามาด้วยสาเหตุอื่นดังกล่าว การหางานอาจจะเป็นเรื่องที่ชวนปวดหัวอีกเรื่องหนึ่ง ด้วยสังคมใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่ และระบบใหม่ๆ ที่ยังไม่คุ้นเคยยิ่งทำให้การหางานในสหราชอาณาจักรดูเป็นเรื่องยากกว่าการหางานทำในเมืองไทยหลายเท่านัก เนื้อหาในส่วนนี้มีจุดประสงค์ที่จะให้ความรู้เบื้องต้นเพื่อเป็นแนวทางสำหรับการหางานในสหราชอาณาจักร ถึงแม้จะไม่ใช่สูตรสำเร็จในการหางาน แต่เชื่อว่าจะสามารถเป็นจุดเริ่มต้นให้แก่ท่านได้ ก่อนอื่นผู้เขียนขออนุญาตเริ่มต้นกล่าวถึงความสำคัญของภาษาอังกฤษ แล้วจึงตามด้วยข้อคิดก่อนที่จะลงมือหางานทำ หลังจากนั้นจะกล่าวถึงแหล่งงานต่างๆ ก่อนที่จะปิดท้ายด้วยความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการเขียนประวัติย่อ (CV)

ภาษาอังกฤษสำคัญที่สุด
ประการแรกที่ผู้เขียนอยากให้เป็นจุดเริ่มต้นของการหางานและใช้ชีวิตในต่างแดนก็คือ การพัฒนาตนเองด้านภาษาอังกฤษ ทันทีที่ท่านเดินทางเข้ามาในประเทศนี้ท่านอาจอยากจะเริ่มต้นหางานทำเพื่อให้ได้เงินมาจุนเจือครอบครัวหรือส่งไปช่วยเหลือครอบครัวที่เมืองไทยอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่เมื่อท่านตัดสินใจมาใช้ชีวิตอยู่ในที่นี่ในระยะยาว ภาษาอังกฤษย่อมเป็นเหมือนไฟส่องทางให้ท่านเดินก้าวไปในอนาคตได้อย่างมั่นคงและมั่นใจในทุกๆ ด้านรวมทั้งเรื่องงานด้วย และการหาความรู้ภาษาอังกฤษย่อมเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ก่อนอื่นควรสำรวจความรู้ภาษาอังกฤษของตัวท่านเองว่าอยู่ในระดับใด แล้วเลือกลงเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษที่เหมาะสม ท่านอาจจะติดต่อกับโรงเรียนใกล้บ้านเพื่อสมัครเรียน ซึ่งส่วนใหญ่ทางโรงเรียนจะให้ทำการทดสอบวัดความรู้ก่อน เพื่อจะได้แนะนำหลักสูตรให้เหมาะกับความรู้เดิม ผู้เขียนขอย้ำอีกครั้งว่า “ภาษาอังกฤษสำคัญที่สุด” สำหรับคุณแม่บ้านที่แต่งงานกับชาวอังกฤษแล้วย้ายมาอยู่ในสหราชอาณาจักรตามคู่สมรส ขอให้ใช้ช่วงเวลาที่เพิ่งย้ายมาใหม่ๆ เรียนรู้ภาษาอังกฤษให้เต็มที่ ผู้เขียนเห็นว่าช่วงนี้เป็นช่วงเวลาทองของการเรียนภาษาอังกฤษเพราะคู่สมรสของท่านคงยังไม่คาดหวังให้ท่านออกไปหางานทำเต็มเวลา หรือส่วนใหญ่อาจจะไม่คาดหวังให้ท่านออกไปหางานทำเลยซะด้วยซ้ำ แถมอาจจะยังไม่มีภาระอื่นๆ เช่นมีลูก เป็นต้น การที่ท่านตั้งใจศึกษาหาความรู้ภาษาอังกฤษ นอกจากจะเป็นการเพิ่มพูนทักษะให้กับตัวเองแล้ว ยังเป็นการแสดงให้คู่สมรสเห็นด้วยว่า ท่านมีความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเองให้ใช้ชีวิตอยู่ในสหราชอาณาจักรกับเขาและครอบครัวได้อย่างมีความสุข

การเรียนภาษาอังกฤษ ไม่จำเป็นต้องลงเรียนหลักสูตรที่ใช้เวลาเรียนเต็มเวลา หากมีภาระความรับผิดชอบหลายอย่างท่านอาจจะลงเรียนหลักสูตรซึ่งใช้เวลาเรียนซึ่งเหมาะสมกับชีวิตประจำวันได้ เช่นเรียนเฉพาะตอนเย็น หรือเรียนสัปดาห์ละหนึ่งหรือสองวัน เป็นต้น ข้อสำคัญคือไม่ควรอ้างว่า “ไม่มีเวลา” เพราะการเรียนเพียงสัปดาห์ละชั่วโมงหรือสองชั่วโมง คงไม่เป็นการยากเกินไป และก็เป็นการลงทุนที่จะให้ผลคุ้มค่าในอนาคตแน่นอน

คิด…ก่อนจะลงมือ
สำหรับท่านที่เห็นว่าการหางานทำจะดูเป็นเรื่องที่ชวนปวดหัว ยุ่งยาก และไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร การเริ่มต้นที่ตัวท่านเองน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด ท่านควรถามตัวเองด้วยคำถามต่างๆ เพื่อช่วยให้ท่านเข้าให้ทั้งตัวเองและงานที่อยากจะทำได้ดีขึ้น เมื่อเข้าใจแล้วการหางานก็จะง่ายขึ้นมาก

• งานหรืออาชีพ?
แม้ว่าคำว่างานและอาชีพ อาจจะฟังดูเหมือนกันสำหรับหลายๆ คน แต่ทั้งสองคำนี้ก็มีความแตกต่างกันอยู่ไม่น้อย ท่านต้องถามตัวเองว่าท่านมีความต้องการอะไรจากสิ่งที่ท่านจะทำ ต้องการทำงานเพียงเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว หรือต้องการมีอาชีพที่จะสามารถพัฒนาก้าวหน้าไปในอนาคต? อยากทำงานเหมือนที่เคยทำในเมืองไทย หรือต้องการทำงานที่แตกต่าง ท้าทาย? ท่านพร้อมที่จะรับผิดชอบในงานมากน้อยแค่ไหน?
ในช่วงแรกๆ ท่านอาจจะอยากทำแค่งานบางอย่างเพื่อให้ได้เงินมาพอใช้พอจ่าย ในช่วงที่ท่านกำลังปรับตัวให้เข้ากับสังคมใหม่และเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพิ่มเติม บางท่านอาจจะเลือกทำงานในร้านอาหารไทยไปก่อน หลังจากที่ความรู้ภาษาอังกฤษของท่านดีในระดับหนึ่งแล้ว ค่อยคิดที่จะขยับขยายต่อไป
แต่ไม่ว่าท่านจะเลือกทำงานชั่วคราวอะไรในช่วงแรกนี้ ผู้เขียนขออนุญาตย้ำอีกครั้งว่า ในขั้นนี้ท่านจะต้องไม่ลืมว่าจะต้องพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ พร้อมทั้งหาความรู้ด้านอื่นๆ เพิ่มเติม ผู้เขียนเห็นเพื่อนคนไทยหลายท่านเมื่อหางานทำได้แล้ว ก็ทำงานจนเพลินและลืมหรือไม่สนใจเรื่องการศึกษาหาความรู้ภาภาษาอังกฤษอีกแล้ว หลายปีผ่านไปท่านเหล่านั้นก็ยังทำงานเช่นเดิม ในตำแหน่งเดิม ไม่ว่าจะเป็นงานร้านอาหารไทย งานในโรงงาน หรืองานทำความสะอาด ผู้เขียนไม่ได้หมายความว่างานเหล่านั้นไม่ดีแต่อย่างใด แต่ในหลายกรณี ผู้เขียนรู้สึกเสียดายแทนเพื่อนคนไทยที่ได้พัฒนาความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในงานที่ตัวเองทำจนถึงขั้นเป็นหัวหน้างาน เป็นผู้จัดการ หรือผู้บริหารได้แล้ว แต่ความรู้ภาษาอังกฤษกลับเป็นตัวขัดขวางไม่ให้เขาก้าวหน้าในอาชีพอย่างที่เขาควรจะเป็น ซึ่งเป็นการน่าเสียดายอย่างยิ่ง

• ท่านชอบทำอะไร?
อาจเป็นการง่ายที่จะหางาน หากทราบว่าท่านชอบอะไร แล้วมีงานอะไรที่ตรงกับสิ่งที่ชอบบ้าง แต่หากปัญหาหนึ่งคือยังไม่แน่ใจว่างานไหนที่เหมาะกับตัวท่านหรือทำแล้วมีจะความสุข ก่อนจะลงมือหางานทำ จึงควรศึกษาถึงคำบรรยายลักษณะงาน (job profile) ของงานประเภทต่างๆ ว่ามีลักษณะและความรับผิดชอบอย่างไรบ้าง ต้องใช้ทักษะและมีความสนใจอะไรบ้าง แล้วค่อยพิจารณาว่าสิ่งเหล่านั้นเหมาะสมกับตัวท่านมากน้อยแค่ไหน โดยสามารถหาลักษณะของงานได้จากเว็บไซต์ต่างๆ เช่น http://careersadvice.direct.gov.uk/ หรือ http://www.prospects.ac.uk/ เป็นต้น

แต่หากลองศึกษาข้อมูลดังกล่าวแล้วยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ว่าสนใจงานประเภทไหนหรือยังไม่แน่ใจว่างานอะไรจะเหมาะกับท่านจริงๆ แล้วละก็ ลองใช้แบบทดสอบความสามารถและความสนใจ (skills and interests assessment) เพื่อเป็นเครื่องช่วยได้ แบบทดสอบเหล่านี้จะประเมินทักษะที่มี สำหรับทักษะบางอย่าง ตัวเองท่านเองก็อาจไม่เคยตระหนักว่ามีทักษะเหล่านี้อยู่เลยก็เป็นได้! นอกจากนี้แบบทดสอบยังสามารถจะเชื่อมโยงทักษะกับงานประเภทต่างๆ อย่างที่ท่านอาจจะคิดไม่ถึงมาก่อน! ลองทำแบบทดสอบเหล่านี้ได้ออนไลน์จาก:
http://northwest.careers-advice.org/helpwithyourcareer/skills/

หลังจากที่ลองทำแบบทดสอบแล้ว ท่านอาจจะได้ประเภทของงานที่อยากทำหรือมีความสนใจ ซึ่งจะช่วยให้สามารถกำหนดขอบเขตของงานที่จะมองหาต่อไปให้แคบลงมาได้ และยังช่วยให้ระบุคุณวุฒิและประสบการณ์ที่จำเป็นต่อทำงานนั้นๆ ได้ด้วย

สำหรับท่านที่เคยทำงานที่เมืองไทย และอยากทำงานในสาขาเดิมที่ประเทศอังกฤษ ควรหารายละเอียดต่างๆ ตรวจสอบดูว่าจะสามารถใช้คุณวุฒิและประสบการณ์ที่มีกับตำแหน่งงานในประเทศนี้ได้มากน้อยแค่ไหน โดยหากท่านมีคุณวุฒิมาจากเมืองไทย ท่านสามารถเปรียบเทียบคุณวุฒิดังกล่าวในมาตรฐานของประเทศอังกฤษได้ โดยใช้บริการของ National Academic Recognition Information Centre (NARIC) แล้วค่อยพิจารณาว่ามีความจำเป็นต้องหาความรู้เพิ่มเติมอะไรบ้างหรือไม่ อย่างไร

• เงินเดือนและเรื่องอื่นๆ ?
ท่านจะต้องมองหางานที่เหมาะกับไลฟ์ไสต์ของท่าน เช่น ชั่วโมงทำงาน ระดับค่าจ้างเงินเดือน หรือจะต้องเดินทางมากน้อย ใกล้ไกล แค่ไหน?

• ท่านอยากทำงานกับใคร?
การเลือกรูปแบบขององค์กร ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้สามารถตัดสินใจเลือกงานที่ทำ หรือช่วยให้จำกัดขอบเขตในการหางานให้แคบลงได้ อาจจะต้องคิดถึงสิ่งที่ท่านอยากได้จากที่ทำงาน หรือแม้กระทั้งสิ่งที่ไม่ต้องการ ยกตัวอย่างเช่น
1. ทำงานกับบริษัทใหญ่ๆ ที่สามารถเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่ได้ในอนาคต
2. ทำงานกับบริษัทเล็กๆ ที่ให้โอกาสเรียนรู้งานทุกๆ ด้านของบริษัท
3. ทำงานกับบริษัทที่มีชื่อเสียง
4. มีโอกาสได้ฝึกงาน
5. ทำงานกับบริษัทที่มีวัฒนธรรมในองค์กรที่ท่านชอบ
6. บริษัทนั้นอยู่ใกล้บ้าน สะดวกต่อการเดินทาง ฯลฯ
เมื่อหาคำตอบให้กับสิ่งต่างๆที่ท่านต้องการหรือไม่ต้องการจากที่ทำงานได้แล้ว ท่านอาจจะสามารถเลือกบริษัทหรือที่ที่คิดว่าอยากจะทำงานด้วยได้

• ตำแหน่งชั่วคราวหรือถาวร?
ท่านควรตัดสินใจว่าอยากจะทำงานในตำแหน่งชั่วคราวหรือถาวร โดยคำนึงถึงสถานการณ์ต่างๆ เช่น อาจจะอยากทำงานชั่วคราวเพราะมีแผนจะเดินทางกลับเมืองไทยในระยะเวลาอันใกล้ หรืออยากทำงานชั่วคราวเพราะจะได้ลองทำงานเพื่อให้ได้ประสบการณ์ในสาขาที่แตกต่างกัน เป็นต้น

จะหางานได้ที่ไหน?
หลังจากที่ตอบคำถามต่างๆ เกี่ยวกับงานที่อยากทำแล้วก็ถึงขั้นลงมือหางานจริงๆ ตำแหน่งงานมีประกาศไว้ในหลายๆ สื่อด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ ศูนย์จัดหางาน Jobcenter ทางอินเตอร์เน็ต ฯลฯ การมองหางานจาก หลายๆ สื่อจะยิ่งเพิ่มโอกาสในการหางานของท่านให้มากขึ้น

 หนังสือพิมพ์
ท่านอาจจะมองหาตำแหน่งงานได้จากหนังสือพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์รายวันที่ขายทั่วประเทศ เช่น The Times หรือ The Mirror หรือจะเป็นหนังสือพิมพ์ในท้องถิ่นซึ่งอาจจะเป็นรายวัน หรือรายสัปดาห์ โดยสามารถหารายละเอียดเกี่ยวกับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นได้จาก เว็บไซต์ของสมาคมหนังสือพิมพ์ที่ http://www.newspapersoc.org.uk/

 ศูนย์จัดหางาน (Jobcentres)
ศูนย์จัดหางานเป็นองค์กรของรัฐที่ช่วยเหลือประชาชนเกี่ยวกับการจัดหางานและให้บริการเกี่ยวกับสวัสดิการทางสังคม โดยมีบริการหลักๆ ที่เกี่ยวกับการหางานคือ
• ป้ายประกาศหางาน ซึ่งจะลงประกาศตำแหน่งว่างและรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับงานนั้นๆ
• ฐานข้อมูลตำแหน่งงาน (Jobpoints) ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์แบบจอสัมผัสที่รวบรวมตำแหน่งงานไว้ให้ท่านเลือก
• สายด่วนเพื่อคนหางาน (Jobseeker Direct) บริการทางโทรศัพท์ที่สามารถใช้เพื่อค้นหารายละเอียดของตำแหน่งงานว่าง ขอใบสมัคร หรือนัดวันสัมภาษณ์ได้ (โทร 0845 60 60 230)
เจ้าหน้าที่ที่ศูนย์จัดหางานสามารถให้ความรู้เกี่ยวกับตำแหน่งงานที่เหมาะกับความต้องการและคุณสมบัติของท่านได้ ไม่ว่าท่านจะหางานเป็นครั้งแรกหรือต้องการเปลี่ยนงานก็ตาม นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังสามารถให้ความรู้เกี่ยวกับโครงการฝึกอบรมต่างๆ ของรัฐบาลที่สามารถเข้าร่วมได้ พร้อมทั้งเรื่องอื่นๆ ที่อาจจะจำเป็นสำหรับการทำงาน ยกตัวอย่างเช่น บริการรับเลี้ยงเด็ก ระหว่างที่ท่านไปทำงาน โดยสามารถหารายละเอียดเกี่ยวกับศูนย์จัดหางานใกล้บ้านได้ที่ http://www.jobcentreplus.gov.uk/

 สำนักงานบริการด้านอาชีพ (Career Service)
สำนักงานบริการอาชีพมักจะลงประกาศตำแหน่งงานว่างให้กับนายจ้างในพื้นที่ให้บริการ ซึ่งบางครั้งอาจจะเป็นตำแหน่งที่ต้องการคนทำงานเร่งด่วนหรืองานที่เป็นการฝึกงาน nextstep เป็นสำนักงานบริการด้านอาชีพที่ท่านสามารถใช้บริการได้ ถึงแม้ว่าโดยส่วนใหญ่แล้วสำนักงานเหล่านี้จะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแหล่งรวบรวมตำแหน่งงานไว้โดยตรงอย่างเช่นศูนย์จัดหางาน แต่ส่วนใหญ่ทางสำนักงานจะมีการติดต่อกับบริษัทในพื้นที่อยู่เสมอ ดังนั้นจึงอาจจะมีข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่กำลังเปิดรับสมัครพนักงานใหม่ ท่านสามารถหาสำนักงาน nextstep ใกล้บ้านได้ที่ http://nextstep.direct.gov.uk/

 อินเตอร์เน็ต
อินเตอร์เน็ตนับเป็นแหล่งหางานที่สำคัญที่สุดอีกแหล่งหนึ่ง แต่ด้วยตำแหน่งที่มีอยู่มากมาย ทำให้การหางานในอินเตอร์เน็ตดูเหมือนการงมเข็มในมหาสมุทรสำหรับบางท่านเลยทีเดียว เพราะไม่รู้จะเริ่มต้นที่ไหนและอย่างไร แนวทางต่อไปนี้อาจจะทำให้การค้นหางานทางอินเตอร์เน็ตง่ายขึ้น

 เริ่มต้นด้วยเว็บไซต์จัดหางาน (Recruitment website)
เมื่อเริ่มต้นหางานทางอินเตอร์เน็ตครั้งแรก ท่านอาจจะลองตรวจสอบตำแหน่งงานจากเว็บไซต์หางานรายใหญ่ๆ ที่เป็นที่รู้จักกันดี เช่นเว็บไซต์ของ Jobcentre Plus, Reed, Adecco, Monster หรือ Total Jobs เพราะเว็บไซต์เหล่านี้จะมีตำแหน่งงานมากมายที่อาจจะตรงกับความต้องการของท่าน โดยจะจัดหมวดหมู่งานไว้อย่างเรียบร้อยชัดเจน ค้นหาง่าย และหากท่านมีความสนใจในงานหลายประเภทด้วยแล้ว เว็บไซต์เหล่านี้ก็จะสามารถให้ตัวเลือกได้มากกว่า

ข้อดีอีกประการหนึ่งของเว็บไซต์ใหญ่ๆ เหล่านี้ก็คือ ตำแหน่งงานจะได้รับการปรับปรุงอยู่เสมอ ดังนั้นท่านจะมั่นใจได้ว่าตำแหน่งงานที่ประกาศจะมีความเป็นปัจจุบัน ไม่ใช่เป็นตำแหน่งงานที่ประกาศไว้นานแล้วและทางบริษัทก็รับพนักงานไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเหมือนบางเว็บไซต์ ซึ่งหากท่านสนใจท่านอาจจะต้องเสียเวลาติดต่อโดยเปล่าประโยชน์ และอย่าลืมว่าเมื่อเจอเว็บไซต์ที่ท่านชอบ ควรบันทึกเว็บไซต์นั้นไว้ เพื่อที่จะได้กลับเข้าไปตรวจสอบตำแหน่งงานเป็นระยะๆ

 เยี่ยมชมเว็บไซต์ของบริษัทโดยตรง (Employer website)
หากท่านทราบว่าอยากจะทำงานกับบริษัทไหนเป็นพิเศษ ซึ่งอาจจะเป็นงานที่อยู่ใกล้บ้านหรือเป็นที่ทำงานที่ให้สวัสดิการดี ฯลฯ ท่านสามารถลองเข้าไปในเว็บไซต์ของบริษัทนั้นๆ แล้วมองหาส่วนที่เกี่ยวกับการประกาศรับสมัครงาน บางเว็บไซต์อนุญาตให้สมัครรับอีเมล์แจ้งเมื่อมีการเปิดรับพนักงาน เพื่อที่ว่าท่านจะได้ทราบทันทีเมื่อเขาเปิดรับสมัครพนักงานใหม่

 สมัครรับอีเมล์แจ้งเตือนตำแหน่งว่าง (email alerts)
เว็บไซต์จัดหางานหลายๆ แห่ง ให้บริการอีเมล์แจ้งเตือนตำแหน่งว่าง โดยจะส่งอีเมล์แจ้งให้ท่านทราบเมื่อมีการเปิดรับสมัครพนักงานในตำแหน่งงานที่ท่านสนใจและตรงกับคุณสมบัติของท่าน ซึ่งนับว่ามีประโยชน์อย่างมาก แต่สิ่งสำคัญคือท่านจะต้องระบุรายละเอียดเกี่ยวกับงานที่สนใจให้มากที่สุด หลายๆ เว็บไซต์อนุญาตให้ระบุข้อมูลต่างๆ รวมถึงตำแหน่งงานที่ต้องการ พื้นที่ที่อยากทำงาน และระดับเงินเดือน การให้ข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งงานที่ต้องการอย่างละเอียดชัดเจน จะทำให้ท่านได้รับเฉพาะมีเมล์ที่มีประโยชน์จริงๆ

 ตัวแทนจัดหางานเอกชน (Recruitment Agencies)
ตัวแทนจัดหางานเอกชนเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการหางาน บริษัทผู้ต้องการจ้างงานบางบริษัทใช้บริษัทจัดหางานเหล่านี้เป็นช่องทางของการรับสมัครพนักงานใหม่ ดังนั้นบ่อยครั้งที่ตัวแทนฯ เหล่านี้มีตำแหน่งงานซึ่งไม่ได้ประกาศไว้ที่อื่น ตัวแทนฯ จะประกาศตำแหน่งงานไว้ในเว็บไซต์ หรือบางครั้งก็มีสำนักงานตามแหล่งชุมชนด้วย ตัวแทนฯ แต่ละแห่งจะทำหน้าที่จัดหางานให้บริษัทหรือกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน ดังนั้นท่านควรจะเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ หรือไปที่สำนักงานของเขา แล้วดูว่าตัวแทนฯ นั้นๆ มีตำแหน่งงานในประเภทที่ท่านสนใจบ้างหรือไม่ แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเลือกใช้บริการของตัวแทนฯ ไหน
เมื่อท่านติดต่อกับตัวแทนฯ เหล่านี้ เขาจะสอบถามว่าท่านต้องการทำงานประเภทใดและมีคุณวุฒิและประสบการณ์อะไรบ้าง ท่านจะต้องเตรียมประวัติย่อ (CV) เพื่อที่ทางตัวแทนจะสามารถหางานที่เหมาะสมให้ท่านได้ นอกจากนี้เมื่อไปติดต่อที่สำนักงาน ท่านอาจจะถูกสัมภาษณ์หรือทดสอบในเบื้องต้น เช่นสมมติว่าท่านกำลังมองหางานในสำนักงานทั่วไป เขาอาจจะทดสอบเกี่ยวกับทักษะการพิมพ์ การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ทักษะการเขียนและพูด ฯลฯ หลังจากนั้นเขาอาจจะบอกได้ว่าจะสามารถหางานให้ได้หรือไม่ หากไม่ได้เขาอาจจะให้คำแนะนำว่าควรแก้ไขประวัติย่ออย่างไร ควรจะมีทักษะอะไรเพิ่มเติม หรืออาจจะแนะนำตัวแทนฯ อื่นที่อาจจะเป็นประโยชน์กับท่านได้
ตัวแทนฯ เหล่านี้มักจะรับสมัครพนักงานทั้งในตำแหน่งชั่วคราวและประจำ ดังนั้นถึงแม้ว่าท่านจะมองหางานประจำแต่ก็ไม่ควรมองข้ามงานชั่วคราว เพราะบ่อยครั้งผู้ที่เริ่มต้นทำงานในตำแหน่งชั่วคราว แต่ทำงานเป็นที่พอใจของผู้จ้าง จึงได้รับบรรจุเป็นพนักงานประจำ หรือเมื่อมีการรับพนักงานประจำ บริษัทก็จะให้โอกาสพนักงานชั่วคราวก่อนที่จะประกาศรับบุคคลภายนอก
ปกติตัวแทนเหล่านี้จะทำหน้าที่หาพนักงานให้กับบริษัทต่างๆ และจะคิดค่าบริการจากบริษัทเหล่านั้น ดังนั้นท่านจึงไม่ควรที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ในการติดต่อหางาน ท่านสามารถหารายชื่อตัวแทนฯ เหล่านี้ได้จาก http://www.alec.co.uk/jobsearch/recruitment_agency_uk.htm นอกจากนี้ยังสามารถหาตัวแทนฯ ในพื้นที่ของท่านได้จากสมุดหน้าเหลือง หรือจากหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น

 บอร์ดประกาศตามแหล่งชุมชน
หากท่านกำลังมองหางานชั่วคราว หรืองานที่ไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะสูง บอร์ดประกาศตามชุมชนก็อาจจะเป็นแหล่งงานที่ดีได้ บอร์ดเหล่านี้อาจจะมีอยู่ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ เช่น Tesco Asda หรือร้านขายของชำเล็กๆ ในชุมชนเช่น SPA ก็มีบริการบอร์ดประกาศนี้เช่นกัน งานส่วนมากจะเป็นงานประเภททำความสะอาด หรือดูแลผู้ใหญ่หรือเด็ก

ประวัติย่อ (Curriculum vitae หรือที่นิยมเรียกกันว่า CV)
เมื่อท่านต้องการสมัครงาน เอกสารที่จำเป็นที่สุดฉบับหนึ่งก็คือประวัติย่อ หรือที่รู้จักกันในนาม CV (ในที่นี้ผู้เขียนขออนุญาตใช้คำว่าซีวี แทน ประวัติย่อ) ท่านสามารถใช้ซีวีเพื่อส่งไปสมัครงานที่ต้องการสมัครโดยตรง หรืออาจจะใช้ยื่นให้ตัวแทนจัดหางาน เพื่อให้เขาตรวจดูว่ามีงานไหนที่เหมาะกับความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของท่านบ้าง ซีวีจะเป็นทั้งเอกสารที่แนะนำและโฆษณาตัวท่าน

 ส่วนประกอบของซีวี
ข้อมูลส่วนตัว
1. ชื่อ
2. ที่อยู่
3. หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ และ/หรือ อีเมล์
เนื่องจากสหราชอาณาจักรมีกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติที่เข้มงวด ท่านจึงไม่จำเป็นต้องระบุข้อมูลบางอย่าง เช่นวันเดือนปีเกิด อายุ สถานภาพสมรส สุขภาพ เพศ สัญชาติฯลฯ เพราะหากผู้จ้างพิจารณาข้อมูลเหล่านี้จะถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติซึ่งถือเป็นการผิดกฎหมาย ดังนั้นผู้จ้างจึงมักจะให้ความระมัดระวังและไม่ต้องการทราบข้อมูลดังกล่าว ยกเว้นว่าท่านมีเหตุผลที่ต้องระบุข้อมูลบางอย่างเพื่อประโยชน์ของตัวท่านเอง เช่นหากสัญชาติมีผลต่อการอนุญาตให้ทำงาน ก็ควรระบุให้ชัเจน ยกตัวอย่างเช่น ระบุว่าขณะนี้ยังถือสัญชาติไทย แต่ได้รับการอนุญาตให้ทำงานได้เต็มเวลา เป็นต้น มีบ่อยครั้งที่ผู้จ้างต้องการรับสมัครพนักงานหญิง แต่มีผู้ชายยื่นใบสมัคร เขาก็รับพิจารณาและหากผู้ชายท่านนั้นสามารถแสดงความสามารถให้เขาเห็นจนเป็นที่พอใจในวันสัมภาษณ์ ก็อาจจะได้งานนั้นก็เป็นได้ นอกจากนี้รูปถ่ายก็ถือเป็นข้อมูลส่วนตัวอีกอย่างหนึ่งที่ไม่จำเป็นต้องให้เช่นกัน ดังนั้นท่านไม่จำเป็นต้องติดรูปในซีวี หรือจดหมายสมัครงานแต่อย่างใด ยกเว้นว่าทางบริษัทผู้รับสมัครจะระบุไว้ (เนื่องจากสำหรับงานบางอย่างหน้าตามีความจำเป็นต่องาน เช่นงานการแสดง เป็นต้น)
เรื่องการให้ข้อมูลส่วนตัวเหล่านี้มีความแตกต่างจากประเทศไทยค่อนข้างมาก ท่านจึงควรตระหนักและปฏิบัติให้สอดคล้องกับแบบแผนการปฏิบัติของสหราชอาณาจักร

ประวัติการศึกษา
ควรไล่เรียงคุณวุฒิ โดยเริ่มต้นจากคุณวุฒิที่ได้รับล่าสุดก่อน ให้รายละเอียดเกี่ยวกับชื่อคุณวุฒิ วันที่ที่ได้รับคุณวุฒินั้นและชื่อสถานศึกษา (ไม่จำเป็นต้องให้ที่อยู่เต็มของสถานศึกษา เช่นอาจจะบอกเพียงว่า Chulalongkorn University, Bangkok, Thailand) อาจจะให้คำอธิบายเกี่ยวกับคุณวุฒิโดยคร่าวๆ หากเห็นว่ามีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่กำลังจะสมัคร

ประสบการณ์
เช่นเดียวกับประวัติการศึกษา ควรจะเรียงลำดับโดยเริ่มต้นจากประสบการณ์ทำงานล่าสุดก่อน อาจจะกล่าวถึงประสบการณ์ทำงาน งานอาสาสมัคร หรือประสบการณ์อื่นๆ โดยอาจจะมีทั้งประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับงานที่สมัคร แต่ควรจัดกลุ่มของประสบการณ์ให้น่าสนใจ ยกตัวอย่างเช่น จัดเป็นกลุ่มประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องโดยตรง และประสบการณ์อื่นๆ หรืออาจจะจัดกลุ่มงานที่เหมือนๆ กันเข้าไว้ด้วยกัน เป็นต้น
ในการเขียนถึงประสบการณ์ทำงานนี้ ควรอธิบายเกี่ยวกับงานนั้นๆ เล็กน้อยว่าในขณะที่ท่านทำงานนั้น ท่านมีหน้าที่และความรับผิดชอบอะไรบ้าง และได้พัฒนาทักษะอะไรจากงานที่ทำนั้นบ้าง พร้อมทั้งกล่าวถึงความสำเร็จหรือความรับผิดชอบสูงสุดในงานนั้นๆ ด้วย

ทักษะ
ส่วนนี้เป็นส่วนคำคัญอีกส่วนหนึ่งของซีวี ควรอธิบายถึงทักษะที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับงานที่ต้องการสมัคร ไม่ว่าทักษะนั้นจะได้มากจากการเรียน หรือจากประสบการณ์การทำงาน แต่ไม่ควรลืมว่า สิ่งที่จะกล่าวถึงในส่วนนี้ต้องไม่ซ้ำซ้อนกับสิ่งที่ได้กล่าวมาแล้วในส่วนของประสบการณ์ ท่านอาจจะกล่าวถึงทักษะทั้งที่เป็นทางการอย่างเช่น ความรู้เกี่ยวกับการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆ หรือทักษะอย่างอื่น เช่นการพูดต่อหน้าชุมชน หรือการทำงานเป็นทีม เป็นต้น

ความสนใจ ความรับผิดชอบ หรือความสำเร็จที่ผ่านมา
ส่วนนี้จะเป็นส่วนที่ทำให้ผู้อ่านรู้จักเจ้าของซีวีมากขึ้น ดังนั้นอย่าเพียงแต่ไล่เรียงความสนใจ ความรับผิดชอบ หรือความสำเร็จ เป็นข้อๆ ไป แต่ควรจะอธิบายถึงสิ่งเหล่านั้นโดยย่อ ชี้ให้ผู้อ่านเห็นว่าทำไมเขาควรจะจ้างท่าน

ผู้อ้างอิง (References)
โดยปกติแล้วควรจะมีผู้อ้างอิงสองท่าน ซึ่งอาจจะเป็นเจ้านายที่ทำงานเก่า และครูที่เคยสอนภาษาอังกฤษให้กับท่าน โดยให้รายละเอียดชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์และอีเมล์ของท่านเหล่านี้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดอย่าลืมขออนุญาตผู้อ้างอิงก่อนที่ท่านจะนำชื่อของเขาใส่ลงในซีวี

ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับซีวีเท่านั้น ยังมีความรู้เกี่ยวกับซีวีที่สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้อีกมากมาย ท่านสามารถหารายละเอียดเพิ่มเติมพร้อมทั้งตัวอย่างซีวีได้จากเว็บไซต์ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการหางานเช่น http://www.prospects.ac.uk, http://www.direct.gov.uk หรือเว็บไซต์จัดหางานใหญ่ๆ เช่น http://www.monster.co.uk/ โดยนอกจากจะให้ความรู้เกี่ยวกับการเขียนซีวีแล้ว บางเว็บไซต์ยังมีบริการตรวจสอบซีวีอีกด้วย

ถึงแม้ว่าการเขียนซีวีและดูเป็นเรื่องที่ยุ่งยากอีกเรื่องนึง แต่ซีวีก็เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการสมัครงาน ในระยะแรกท่านอาจจะขอร้องให้คู่สมรสหรือเพื่อนของท่านช่วยตรวจสอบหรือแม้แต่ช่วยเขียนซีวีของท่านก็ได้ หรือหากลงเรียนภาษาอังกฤษ ท่านอาจจะขอร้องให้ครูผู้สอนภาษาอังกฤษช่วยตรวจสอบให้ก็ได้เช่นกัน โดยปกติแล้วเขามักจะเต็มใจตรวจสอบให้และยังยินดีเป็นผู้อ้างอิงให้ด้วย

อย่างที่ผู้เขียนกล่าวแล้วว่าด้วยสังคมใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่ ในสหราชอาณาจักรอาจะทำให้การหางานทำดูเหมือนเป็นเรื่องยุ่งยากและชวนปวดหัว แต่หากท่านตั้งสติให้ดี ค่อยๆ คิด และค่อยๆ ทำไปทีละขั้นตอน ผู้เขียนมั่นใจว่าท่านจะต้องประสบความสำเร็จในการหางาน และได้งานที่จะทำให้ท่านมีความสุขอีกด้วย

การทำพินัยกรรมตามกฏหมายไทย

Friday, September 11th, 2009

การทำพินัยกรรมตามกฏหมายไทย

วิธีทำพินัยกรรมแบบธรรมดา

ต้องทำเป็นหนังสือ จะเขียนหรือพิมพ์ โดยจะให้ใครเขียนหรือพิมพ์ก็ได้ ต้องลงวันที่ เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรม ต้องมีข้อความแสดงว่าเป็นพินัยกรรม คือ มีข้อความระบุว่าจะยกทรัพย์สินหรือกิจการใดให้แก่ใคร เท่าใด ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อในพินัยกรรมต่อหน้าพยาน จะใช้ตราประทับ หรือเครื่องหมายอย่างอื่นแทนการลงลายมือชื่อไม่ได้ ถ้าลงลายมือชื่อไม่ได้ จะพิมพ์ลายนิ้วมือก็ได้ แต่ต้องมีพยานลงลายมือชื่อรับรองลายพิมพ์นิ้วมือ 2 คนในขณะนั้น พยานรับรองข้อความในพินัยกรรมต้องมี 2 คน พยานรับรองข้อความในพินัยกรรมทั้ง 2 คน ต้องลงลายมือชื่อในพินัยกรรม ผู้เขียนพินัยกรรม (ผู้พิมพ์พินัยกรรมถือว่าเป็นผู้เขียน) ถ้าเป็นพยานรับรองข้อความในพินัยกรรมด้วยก็ต้องระบุให้รู้ว่าเป็นทั้งผู้เขียนและพยาน ถ้ามีการขูดลบตก เติม หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงในพินัยกรรม จะต้องลงวัน เดือน ปี และลายมือชื่อกำกับต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คน พยานต้องลงลายมือชื่อด้วย ถ้าผู้อื่นเขียน ก็ให้ลงลายมือชื่อไว้ด้วย (ป.พ.พ. มาตรา 1656)

วิธีทำพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ

ผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนข้อความในพินัยกรรมด้วยตนเองตลอด จะให้ผู้อื่นเขียนหรือพิมพ์แทนไม่ได้ ต้องลงวันเดือนปีที่ทำพินัยกรรม ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อ จะใช้ตราประทับหรือใช้เครื่องหมายแทนการลงลายมือชื่อไม่ได้ จะมีพยานด้วยหรือไม่ก็ได้ ถ้ามีการขูด ลบ ตก เติม หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างไร ต้องลงลายมือชื่อกำกับไว้ [ป.พ.พ. มาตรา 1657]

ตัวอย่างพินัยกรรมแบบธรรมดา และแบบเขียนเองทั้งฉบับ
พินัยกรรมแบบธรรมดา (แบบที่หนึ่ง)
พินัยกรรม

ทำที่……………………………………………
วันที่……………เดือน………………………….พ.ศ………….

ข้าพเจ้า………………………………………………….อายุ…………ปี อยู่บ้านเลขที่ ………………หมู่ที่……….. ถนน…………………………………….ตำบล/แขวง…………………………………….อำเภอ/เขต……………………………. จังหวัด……………………..………….ได้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้นไว้เพื่อแสดงเจตนาว่า เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรมให้ทรัพย์สินของข้าพเจ้าทั้งหมดที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่จะมีต่อไปในอนาคตตกได้แก่………………………………………………………………………………………………………. แต่ผู้เดียว

ลงชื่อ…………………………………………ผู้ทำพินัยกรรม
(ลายพิมพ์นิ้วมือของ………………………………………..)

ข้าพเจ้าผู้มีนามข้างท้ายนี้ขอรับรองว่า……………………………………………………………ผู้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ได้ทำพินัยกรรมและพิมพ์นิ้วมือต่อหน้าข้าพเจ้า และได้สังเกตเห็นว่าผู้ทำพินัยกรรมมีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ทุกประการ ข้าพเจ้าจึงได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานไว้ในพินัยกรรม

ลงชื่อ………………………………………พยาน
(………………….…………………)
ลงชื่อ……………………………………..พยานและผู้เขียน
(………………………………)
พินัยกรรมแบบธรรมดา (แบบที่สอง)
พินัยกรรม

ทำที่…………………………………………..
วันที่……………เดือน………………………….พ.ศ. …………..

ข้าพเจ้า……………………………………………………อายุ………….ปี อยู่บ้านเลขที่……………หมู่ที่……….. ถนน………………………………………ตำบล/แขวง…………………………………อำเภอ/เขต……………..……………….. จังหวัด……………………………………….ได้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้นไว้เพื่อแสดงเจตนาว่า เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรมให้แบ่งทรัพย์สินของข้าพเจ้าทั้งหมด ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบัน และที่จะมีต่อไปในอนาคตให้แก่บุคคลที่มีชื่อต่อไปนี้ คนละหนึ่งส่วนเท่าๆ กันคือ

1. ……………………………………………………………………………
2. ……………………………………………………………………………
3. ……………………………………………………………………………
4. ……………………………………………………………………………

และขอให้…………………………………………………………เป็นผู้จัดการมรดกของข้าพเจ้าเพื่อจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามเจตนาของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าเห็นว่าพินัยกรรมฉบับนี้มีข้อความถูกต้องตรงตามเจตนาของข้าพเจ้าแล้ว จึงได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยาน
ลงชื่อ…………………………………………ผู้ทำพินัยกรรม

(ลายพิมพ์นิ้วมือของ………………………………………..)

ข้าพเจ้าผู้มีนามข้างท้ายนี้ขอรับรองว่า………………………………………………………ผู้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ได้ทำพินัยกรรมต่อหน้าข้าพเจ้า และได้สังเกตเห็นว่าผู้ทำพินัยกรรมมีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ทุกประการ ข้าพเจ้าจึงได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานไว้ในพินัยกรรม

ลงชื่อ……………………………………..พยาน
(…………………………………….)
ลงชื่อ……………………………………..พยานและผู้เขียน
(…………………………………….)

พินัยกรรมแบบธรรมดา (แบบที่3)
พินัยกรรม

ทำที่………………………………………….
วันที่…………เดือน……………………………พ.ศ…………

ข้าพเจ้า…………………………………………………….อายุ…………ปี อยู่บ้านเลขที่…..หมู่ที่……..ถนน………………………………….. ตำบล/แขวง……………………………..…..อำเภอ/เขต…………………..……………จังหวัด………………………………………..ได้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้นไว้เพื่อแสดงเจตนาว่า เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรมให้แบ่งทรัพย์สินต่างๆ ของข้าพเจ้าให้บุคคลดังต่อไปนี้

1. ที่ดินโฉนดเลขที่……………………………พร้อมสิ่งปลูกสร้างอยู่ที่ตำบล……………………………………..อำเภอ………………………….จังหวัด………………………….ขอมอบให้แก่……………………………………….
2. เงินสดจำนวน…………………………..บาท ซึ่งฝากไว้ที่ธนาคาร………………………………………………..สาขา…………………………………………..……. ตามสมุดเงินฝากประเภท……………………………………… หมายเลขบัญชี………………………………………. มอบให้แก่……………………………………………………….
3. เครื่องเพชร พลอย ทอง นาค เงิน (ทั้งหมดหรือบางส่วน) ขอมอบให้แก่…………………………………….…………………………………………………………………
4. ทรัพย์สินของข้าพเจ้านอกจากที่ระบุตามข้อ 1, 2, 3 นี้แล้ว ขอมอบให้แก่………………………………..……………………………………………………………………
5. ขอให้……………………………………………………………… เป็นผู้จัดการมรดกของข้าพเจ้า เพื่อจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามเจตนาของข้าพเจ้า
พินัยกรรมฉบับนี้ทำขึ้นเป็นจำนวน………………ฉบับ ทุกฉบับมีข้อความตรงกัน และข้าพเจ้าเห็นว่ามีข้อความถูกต้องตรงตามเจตนาของข้าพเจ้าแล้ว จึงได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยานและพยานทั้งสองได้ลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าข้าพเจ้า

ลงชื่อ…………………………………………ผู้ทำพินัยกรรม
(………………………………………….)
ลงชื่อ…………………………………………..พยาน
(………………………………………….)
ลงชื่อ……………………………………..พยานและผู้เขียน
(……………………………………..)

ข้าพเจ้านายแพทย์………………………..แพทย์ประจำโรงพยาบาล……………………… ขอรับรองว่าในขณะที่ทำพินัยกรรมนี้………………………………………………..ผู้ทำพินัยกรรมมีสติ สัมปชัญญะบริบูรณ์ทุกประการ จึงลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ

ลงชื่อ……………………………นายแพทย์และพยาน
(……………………………)

ข้อสังเกตในการทำพินัยกรรมแบบธรรมดา

1. การทำพินัยกรรมแบบนี้ จะทำโดยใช้วิธีเขียนหรือพิมพ์ก็ได้ หากใช้วิธีเขียนก็ต้องเขียนทั้งฉบับ หากใช้วิธีพิมพ์ก็ต้องพิมพ์ทั้งฉบับ
2. ผู้เขียนหรือผู้พิมพ์พินัยกรรม ใครจะเป็นผู้เขียน หรือผู้พิมพ์ก็ได้ แต่ในการเขียนต้องใช้คนๆ เดียวเขียนพินัยกรรมทั้งฉบับ และในการพิมพ์ก็ต้องใช้เครื่องพิมพ์เครื่องเดียวกันทั้งฉบับ เพื่อมิให้เกิดปัญหาแก่ทายาทเมื่อเจ้ามรดกตายแล้ว
3. ต้องลงวันเดือนปีขณะที่ทำพินัยกรรม ถ้าไม่ลงวันเดือนปีที่ทำพินัยกรรมแล้วย่อมไม่ถือว่าเป็นพินัยกรรมตามกฎหมาย
4. ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อในพินัยกรรมต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน
5. พยานทั้งสองคนตามข้อ 4 ต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมต่อหน้าผู้ทำพินัยกรรมและต่อหน้าพยานด้วยกันในขณะนั้นด้วย
6. พยานในพินัยกรรม จะต้องบรรลุนิติภาวะแล้วคืออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์หรือกรณีสมรสกันเมื่ออายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ กฎหมายก็ถือว่าบรรลุนิติภาวะแล้ว แม้อายุยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ และพยานดังกล่าวต้องไม่เป็นบุคคลวิกลจริต หรือบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ทั้งต้องไม่เป็นคนหูหนวก เป็นใบ้หรือตาบอดทั้งสองข้าง
7. ผู้เขียนและพยานในพินัยกรรม รวมทั้งคู่สมรสของผู้เขียนและพยานในพินัยกรรม จะเป็นผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมไม่ได้

พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ (แบบที่หนึ่ง)
พินัยกรรม

ทำที่……………………………….
วันที่…………เดือน……………………พ.ศ. …………

ข้าพเจ้า………………………………..……… อายุ…….…ปี อยู่บ้านเลขที่…….…….. หมู่ที่……….. ถนน…………………………….ตำบล/แขวง…………………………..อำเภอ/เขต…………………………………… จังหวัด…………………………………. ได้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้นไว้ เพื่อแสดงเจตนาว่า เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรมให้ทรัพย์สินของข้าพเจ้าทั้งหมด ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่จะมีต่อไปในอนาคตตกได้แก่………………………………… …………………………………………………..แต่ผู้เดียว
พินัยกรรมนี้ ข้าพเจ้าเขียนด้วยลายมือของข้าพเจ้าทั้งฉบับ ได้ทำไว้ 2 ฉบับ มีข้อความถูกต้องตรงกันทุกประการ ฉบับหนึ่งเก็บไว้ที่………………………………………….. อีกฉบับหนึ่งเก็บไว้ที่…………………………………
ขณะทำพินัยกรรมข้าพเจ้ามีสติสัมปชัญญะปกติ
ข้าพเจ้าได้อ่านและเข้าใจข้อความโดยตลอดแล้ว

ลงชื่อ…………………………………………ผู้ทำพินัยกรรม

พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ (แบบที่สอง)
พินัยกรรม

ทำที่……………………………………..
วันที่…………. เดือน…………………..พ.ศ. ………….

ข้าพเจ้า………………………………………อายุ………….ปี อยู่บ้านเลขที่……………หมู่ที่………. ถนน…………..….……..…..… ตำบล/แขวง……………………………..อำเภอ/เขต…………………………… ได้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้นไว้เพื่อแสดงเจตนาว่า เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรมให้แบ่งทรัพย์สินของข้าพเจ้าทั้งหมด ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบัน และที่จะมีต่อไปในอนาคตให้แก่บุคคลที่มีชื่อต่อไปนี้ คนละหนึ่งส่วนเท่า ๆ กันคือ

1. ………………………………………………………..
2. ………………………………………………………..
3. ………………………………………………………..
4. ………………………………………………………..
……………………………………………………………
……………………………………………………………
พินัยกรรมนี้ ข้าพเจ้าเขียนด้วยลายมือของข้าพเจ้าทั้งฉบับ ได้ทำไว้ 2 ฉบับ มีข้อความถูกต้องตรงกันทุกประการ ฉบับหนึ่งเก็บไว้ที่…………….………….………. อีกฉบับหนึ่งเก็บไว้ที่……………..……………….
ขณะทำพินัยกรรมข้าพเจ้ามีสติสัมปชัญญะปกติ
ข้าพเจ้าได้อ่านและเข้าใจข้อความโดยตลอดแล้ว

ลงชื่อ…………………………….……ผู้ทำพินัยกรรม

พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ (แบบที่สาม)
พินัยกรรม

ทำที่…………………………………….
วันที่………….เดือน……………………พ.ศ. …………

ข้าพเจ้า……………………..………………อายุ………..ปี อยู่บ้านเลขที่……………หมู่ที่……….. ถนน…………………………….. ตำบล/แขวง……………………………..อำเภอ/เขต……………………… จังหวัด…………………………… ได้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้นไว้เพื่อแสดงว่า เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรมให้แบ่งทรัพย์สินต่าง ๆ ของข้าพเจ้าให้บุคคลดังต่อไปนี้
1. ที่ดินโฉนดเลขที่……………….…อยู่ที่ตำบล………….…………..อำเภอ………………………….จังหวัด……………………………ขอมอบให้แก่……………………………………………………………………
2. ที่ดินโฉนดเลขที่………………………พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ที่ตำบล……………………………… อำเภอ……………………………จังหวัด……………………………ขอมอบให้แก่……………………………………….
3. เงินสดจำนวน……………………………..บาท ซึ่งฝากไว้ที่ธนาคาร ………………………………. สาขา…………………………………….ตามสมุดเงินฝากประเภท………………………………หมายเลขบัญชี………………………………………….
ขอมอบให้แก่……………………………………………………….
4. เงินสดจำนวน……………………………..บาท ซึ่งฝากไว้ที่ธนาคาร…………………… สาขา…………………………………….ตามสมุดเงินฝากประเภท………………………………หมายเลขบัญชี………………………………………….ขอมอบให้แก่……………………………………………………….
5. เครื่องเพชร พลอย ทอง นาค เงิน (ทั้งหมดหรือบางส่วน) ขอมอบให้แก่…………………………………………………………………………………………………
6. ทรัพย์สินของข้าพเจ้านอกจากที่ระบุตามข้อ 1,2,3,4,5 นี้แล้วขอมอบให้แก่…………….…………………………………………………………………………………
7. ขอให้………………………………………….เป็นผู้จัดการศพข้าพเจ้า โดยให้หักเงินค่าทำศพไว้จากทรัพย์สินในข้อ 6 จำนวน………………………….บาท มอบให้ผู้จัดการศพข้าพเจ้า
8. ขอให้…………………………………………….เป็นผู้จัดการมรดกของข้าพเจ้า เพื่อจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกของข้าพเจ้าตามที่ได้แสดงเจตนาไว้แล้วข้างต้น
พินัยกรรมนี้ ข้าพเจ้าเขียนด้วยลายมือของข้าพเจ้าทั้งฉบับ ได้ทำไว้ 2 ฉบับ มีข้อความถูกต้องตรงกันทุกประการ ฉบับหนึ่งเก็บไว้ที่………………………………..อีกฉบับหนึ่งเก็บไว้ที่………………………………
ขณะทำพินัยกรรมข้าพเจ้ามีสติสัมปชัญญะปกติ
ข้าพเจ้าได้อ่านและเข้าใจข้อความโดยตลอดแล้ว

ลงชื่อ………………………………….ผู้ทำพินัยกรรม

แก้ไขข้อผิดพลาดเกี่ยวกับการต่อวีซ่าของบุตรอายุเกิน 18 ปี

Friday, September 11th, 2009

แก้ไขข้อผิดพลาดเกี่ยวกับการต่อวีซ่าของบุตรอายุเกิน 18 ปี

ผู้ตอบคำถามในเว็บไซต์ของชมรมเพื่อนหญิงไทยจำเป็นต้องขออภัยและเรียนให้ผู้อ่านทุกท่านทราบถึงข้อผิดพลาดของคำตอบเกี่ยวกับการต่อวีซ่าของบุตรอายุเกิน 18 ปีที่ได้วีซ่าเป็นผู้ติดตามเข้ามาอยู่ในสหราชอาณาจักร ซึ่งเคยตอบไว้ก่อนหน้านี้ โดยผู้ตอบฯ เคยแจ้งว่า บุตรผู้มีคุณสมบัติเกิน 18 จะต่อวีซ่าเป็นผู้ติดตามไม่ได้และจะต้องขอวีซ่าในฐานะอื่น แต่ปรากฎว่าเมื่อผู้ตอบ ฯ ได้สอบถามผู้เชี่ยวชาญ และได้รับการยืนยันว่าในกรณีเช่นนี้มีการต่อวีซ่าได้ และมีผู้ที่เคยได้รับการต่อวีซ่าชนิดนี้ท้วงติงมา จึงต้องการแจ้งให้ผู้อ่านทุกท่านทราบกฎข้อบังคับที่ถูกต้องในเรื่องนี้ กล่าวคือบุตรที่เคยได้วีซ่าเป็นผู้ติดตามมีสิทธิต่อวีซ่าได้ แม้จะอายุเกิน 18 ปีแล้วก็ตาม หากบิดามารดาผู้รับรองยังสามารถเป็นผู้รับรองได้ และวีซ่าของบุตรที่จะได้รับการต่ออายุนี้ก็จะได้รับในระยะเวลาเท่ากันกับระยะเวลาวีซ่าของบิดามารดาผู้รับรอง

ในกรณีที่ผู้รับรองได้วีซ่าถาวรแล้ว แต่บุตรยังไม่มีสิทธิขอวีซ่าถาวร อาจเป็นเพราะยังไม่ได้สอบ Life in the UK หรือยังอยู่ในสหราชอาณาจักรไม่ครบกำหนดระยะเวลาที่จะขอวีซ่าถาวรได้ ก็จำเป็นต้องขอต่อวีซ่าชั่วคราวที่เรียกว่า further leave to remain โดยใช้แบบฟอร์ม FLR (O) ไปก่อน และเมื่ออยู่ในอังกฤษครบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ หรือมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะขอวีซ่าถาวรได้จึงค่อยยื่นขอวีซ่าถาวร และควรยื่นใบสมัครทันทีที่มีคุณสมบัติครบถ้วน โดยไม่จำเป็นต้องรอให้วีซ่าเก่าหมดอายุก่อน

อย่างไรก็ตามบุตรผู้มีอายุ เกิน 18 ปีไม่มีสิทธิขอวีซ่าเป็นผู้ติดตามเป็นครั้งแรกได้ กล่าวคือในการขอวีซ่าเป็นบุตรผู้ติดตามครั้งแรก บุตรนั้นจำเป็นจะต้องมีอายุต่ำกว่า 18 ปี