Dhamma
ถั่วในกำมือ
Wednesday, August 6th, 2008ถั่วในกำมือ
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า..
จิตของคนเรานั้น เหมือนกับลิง
เราจึงเรียนรู้เรื่องของจิตใจของเราได้มากมายจากพฤติกรรมของลิง
ลิงนั้นเกลียดกะปิ ถ้ากะปิถูกมือมันเมื่อใด
มันจะถูนิ้วกับพื้นจนเลือดไหลเต็มมือจนกว่ากลิ่นกะปิจะหายในที่สุด
จนกลายเป็นว่า “กะปิ” ถึงจะร้าย ก็ไม่ร้ายเท่า “ความเกลียดกะปิ”
ที่มือลิงเป็นแผลเหวอะหวะ ไม่ใช่เพราะกะปิ
หากเป็นเพราะความจงเกลียดจงชังกะปิต่างหาก
สิ่งที่เราเกลียดนั้น
บ่อยครั้งไม่น่ากลัวเท่ากับความเกลียดชังในจิตใจเรา
ความเกลียดชัง หรือพูดให้ถูกก็คือความรู้สึกอยากผลักไส
ซึ่งรวมทั้งความโกรธและความกลัว
แต่นั่นเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของความจริงเท่านั้น
นอกจากความอยากผลักไสแล้ว
ความยึดติดเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องระวังไม่แพ้กัน
กลับมาที่ลิงจอมซนอีกที
ในอินเดีย ลิงเป็นไม้เบื่อไม้เมากับชาวบ้าน
เพราะชอบขโมยผลไม้ในสวน ชาวบ้านจึงคิดวิธีจับลิง
โดยใช้กล่องไม้ซึ่งมีฝาด้านหนึ่งเจาะรูเล็กๆ พอให้ลิงสอดมือเข้าไปได้
ในกล่องมีถั่วซึ่งเป็นของโปรดของลิง วางไว้เป็นเหยื่อล่อ
วันดีคืนดี ลิงมาที่สวน
เห็นถั่วอยู่ในกล่อง ก็เอามือล้วงเข้าไปหยิบถั่ว
แต่พอถอนมือออกมาก็ติดฝากล่อง
เพราะกำมือของลิงนั้นใหญ่กว่าฝากล่องที่เจาะไว้
ลิงพยายามดึงมือเท่าไรก็ไม่ออก
พอชาวบ้านมาจับ ก็ปีนหนีขึ้นต้นไม้ไม่ได้
เพราะมีมือเปล่าอยู่ข้างเดียว
สุดท้ายก็ถูกคนจับได้
ลิงหาได้เฉลียวใจไม่ว่า เพียงแค่มันคลายมือออกเท่านั้น
มันก็เอาตัวรอดได้
แต่เพราะยึดถั่วไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย จึงต้องเอาชีวิตเข้าแลก
มีหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตที่เราใฝ่ฝันอยากได้
จนถึงกับยึดไว้อย่างเหนียวแน่น
เวลาประสบปัญหา
เพียงแค่คลายสิ่งที่ติดยึดนั้นเสียบ้าง ปัญหาก็คลี่คลาย
แต่เป็นเพราะเราไม่ยอมปล่อย
จึงเกิดผลเสียตามมาอย่างมากมาย..ไม่คุ้มกับสิ่งที่ติดยึด
ปัญหาทั้งหลายในชีวิตนั้น
ถ้าเรารู้จักปล่อยวางเสียบ้าง
มันก็จะบรรเทาไปได้เยอะ
บ่อยครั้งการปล่อยวางไม่เพียงแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาเท่านั้น
หากแต่เป็นทางออกจากปัญหาเลยทีเดียว
ความจริงการอยากผลักไสอะไรสักอย่าง
ก็เป็นการติดยึดอีกแบบหนึ่ง
ทั้งๆ ที่ลิงพยายามถูกำจัดกลิ่นกะปิไปจากมือ
ก็อดไม่ได้ที่จะดึงมือมาดมหากลิ่นกะปิซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในหลายๆกรณี ความทุกข์ไม่ได้มาจากไหน
หากมาจากการยึดติดไม่ยอมปล่อย
ดั่งเจ้าลิงหวงถั่ว.
คติธรรมท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต
Monday, July 7th, 2008คำว่า “ไม่สบายใจ” อย่าใช้ และอย่าให้มีขึ้นในใจต่อไป “Let it go, and get it out!”
ก่อนมันจะเกิด ต้อง “Let it go” ปล่อยให้มันผ่านไป อย่ารับเอาความไม่สบายใจไว้
ที่จะทำอะไรไม่ผิดนั้น ข้อสำคัญอยู่ที่สติ ถ้ามีสติคุ้มครองกาย วาจา ใจ อยู่ทุกขณะ จะทำอะไรไม่ผิดพลาดเลย ที่ผิดพลาดเพราะขาดสติ คือ เผลอ เหม่อ เลินเล่อ ประมาท ระเริง หลงลืมจึงผิดพลาด จงนึกถึงคติพจน์ว่า “กุมสติต่างโล่ป้องอาจแกล้วกลางสนาม” ต้องฝึกหัดแก้ไขปรับปรุงจิตใจเสียใหม่ ทั้งก่อนที่จะทำอะไร หรือกำลังทำอยู่ และเมื่อกระทำเสร็จแล้ว ต้องหัดให้จิตใจแช่มชื่นรื่นเริง เกิดปีติปราโมทย์ เป็นสุขสบายอยู่เสมอ เป็นเหตุให้เกิดกำลังกาย กำลังใจ “Enjoy living” มีชีวิตอยู่ด้วยความเบิกบาน สมองจึงจะเบิกบาน จะศึกษาเล่าเรียนก็เข้าใจง่าย เหมือนดอกไม้ที่แย้มบานต้อนรับหยาดน้ำค้าง และอากาศอันบริสุทธิ์
ฉะนั้น “จงเลือกทำแต่กรรมที่ดีๆ น่ะ” เป็นคำแทนคำอวยพรอย่างสูงสุด ประกอบด้วยเหตุผล เมื่อทำกรรมดีแล้ว ไม่ให้พรก็ต้องดี เมื่อทำชั่วแล้ว จะมาเสกสรรปั้นแต่งอวยพรอย่างไร ก็ดีไม่ได้ ทำชั่วเหมือนก้อนหินจะต้องจมทันที ไม่มีผู้วิเศษใดๆ จะมาเสกเป่าอวยพร ขอให้หินลอยขึ้นมาได้ ทำกรรมชั่วแล้วต้องล่มจม ป่นปี้ เสียราศีเกียรติคุณชื่อเสียง เหมือนก้อนหินหนักจมลงไปอยู่กับโคลนใต้น้ำ
วิธีอยู่กับคนที่เราไม่ชอบ (ว.วชิรเมธี)
Thursday, June 26th, 2008เราเกิดมาสู่โลกนี้ เพื่อทำในสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะทำ
วิธีอยู่กับคนที่เราไม่ชอบ (ว.วชิรเมธี)
รู้ไหมว่า…เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้คนละกี่ปี
ชีวิตนั้นสั้นยิ่งกว่าหยดน้ำค้างเสียอีก
จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า
ถ้าเราใช้เวลาอันแสนสั้นนี้ไปมัวหลับๆ ตื่นๆ
อยู่ในความรัก โลภ โกรธ หลง
หมั่นไส้คนนั้น ปลาบปลื้มคนนี้
ริษยาเจ้านาย ใส่ไคล้ลูกน้อง
ปกป้องภาพลักษณ์ (อัตตา) กด (หัว)
คนรุ่นใหม่หลงใหลเปลือกของชีวิต โดยลืมไปเลยว่า
อะไร คือ สิ่งที่ตนควรทำอย่างแท้จริง
คิดดูเถิดว่า เราจะขาดทุนขนาดไหน
ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ เขียนบทกวีไว้ว่า
‘น้ำไหลอายุขัยก็ไหลล่วง
ใบไม้ร่วงชีพก็ร้างอย่างความฝัน
ฆ่าชีวา คือ พร่าค่าคืนวัน จะกำนัลโลกนี้มีงานใด’
คนเราไม่ควรพร่าเวลาอันสูงค่าด้วยการปล่อยตัวปล่อยใจ
ให้ตกเป็นทาสของความชอบ ความชัง มากนัก
เพราะถ้าเราวิ่งตามกิเลส
กิเลสก็จะพาเราวิ่งทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ต่อไปไม่รู้จบ
กิเลสไม่เคยเหนื่อย
แต่ใจคนเราสิจะเหนื่อยหนักหนาสาหัสไม่รู้กี่เท่า
ควรคิดเสียใหม่ว่า เราไม่ได้เกิดมา
เพื่อที่จะชอบ หรือไม่ชอบใคร
หรือเพื่อที่จะให้ใครมาชอบ หรือมาชัง
แต่เราเกิดมาสู่โลกนี้
เพื่อทำในสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะทำ
เอาเวลาที่รู้สึกแย่ๆ กับคนอื่นนั้น
หันกลับมามองตัวเองดีกว่า
ชีวิตนี้เรามีอะไรบ้างที่เป็นแก่นสาร
มีงานอะไรบ้างที่เราควรทำ
นอกจากนั้นก็ควรมองกว้างออกไปอีกว่า
เราได้ทำอะไรไว้ให้แก่โลกบ้างแล้วหรือยัง
คนทุกคนนั้นต่างก็มีดีมีเสียอยู่ในตัวเอง
ถ้าเราเลือกมองแต่ด้านเสียของเขา
จิตใจของเราก็เร่าร้อน หม่นไหม้
เวลาที่เสียไปเพราะมัวแต่สนใจด้านไม่ดีของคนอื่น
ก็เป็นเวลาที่ถูกใช้ไปอย่างไร้ค่า
บางที่ คนที่เราลอบมอง ลอบรู้สึกไม่ดีกับเขานั้น
เขาไม่เคยรู้สึกอะไรไปด้วยกันกับเราเลย
เราเผาตัวเราเองอยู่ฝ่ายเดียว
ด้วยความหงุดหงิด ขัดเคืองและอารมณ์เสีย
วันแล้ววันเล่า สภาพจิตใจแบบนี้
ไม่เคยทำให้ใครมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นมาได้เลย
ลองเปลี่ยนวิธีคิด วิธีมองโลกเสียใหม่ดีกว่า
คิดเสียว่าคนเราไม่มีใครดีพร้อม
หรือ เลวไม่มีที่ติไปเสียทั้งหมดหรอก
เราอยู่ในโลกกันคนละไม่กี่ปี
ประเดี๋ยวเดียวก็จะล้มหายตายจากกันไปหมดแล้ว
มาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระทำไม
อะไรที่ควรทำก็รีบทำเถิดปล่อยวางเสียบ้าง
ความโกรธ ความเกลียดนั้น ละวางบ้างก็ดี
ธรรมะของพระอาจารย์ชยสาโร
Sunday, June 22nd, 2008
สะเก็ดธรรม
เด็กวัด
…เราเห็นทุกข์แล้วเราก็มีโอกาสประพฤติปฏิบัติ ความทุกข์เป็นอาจารย์ของเรา แต่ความทุกข์ทางกายก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของสังขาร แต่ความทุกข์ทางใจเกิดจากความคิดผิด ความเห็นผิด เกิดจากมุมมองที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง
…
นับเป็นบุญของชาวไทยในเบลเยียมที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ ได้อาราธนานิมนต์พระอาจารย์ชยสาโรภิกขุ พระฝรั่งชาวอังกฤษศิษย์หลวงพ่อชา อดีตเจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ มาแสดงธรรมให้พวกเราฟัง เมื่อวันเสาร์ที่ ๗ มิ.ย. ๒๕๕๑ ฯพณฯ พิศาล มาณวพัฒน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ พร้อมครอบครัว ข้าราชการสถานเอกอัครราชทูต และผู้ใฝ่ธรรมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ต่างฝ่าสายฝนที่ประพรมเหมือนน้ำพระพุทธมนต์ที่พระอาจารย์ชยสาโรนำมาฝากพวกเราทั้งหลายนอกจากพระธรรมเทศนาที่สะอาดบริสุทธิ์ ใสเหมือนดวงแก้ว ละเอียดลึกซึ้งเข้าไปในดวงจิตของพุทธศาสนิกชน
ช่วงเช้าท่านได้บรรยายธรรมเป็นภาษาอังกฤษ ถึงความเป็นมาของพุทธศาสนา และรูปแบบหรือลักษณะของพุทธศาสนาในประเทศไทย ท่านได้กล่าวว่า ธรรมะในพุทธศาสนามีจำนวนมากถึง ๘๔๐๐๐ พระธรรมขันธ์ นั้นบางครั้งก็เป็นการยากสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาค้นคว้าว่าจะเริ่มต้นศึกษาที่จุดไหนหรือเล่มไหน แต่มีพุทธพจน์บทหนึ่งว่า น้ำทะเลมีรสเค็มเท่าเทียมกันทั่วทุกมหาสมุทรฉันใด ธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนก็เป็นไปเพื่อความหลุดพ้นเพียงรสเดียวฉันนั้น (All the sea water has a flavor of salt; all the teaching of Buddha has only one flavor that is the liberation.) หลังจากนั้น ท่านได้ตอบคำถามที่ผู้สนใจชาวต่างชาติและชาวไทยซักถาม โดยท่านได้กรุณาอธิบายให้อย่างชัดเจน เช่น มีคำถามว่า การที่ท่านดำรงตนเป็นสมณะเพศสามารถสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้อย่างไร ท่านตอบว่า พระพุทธศาสนาตั้งมั่นอยู่ได้กว่า ๒๕๐๐ ปี เพราะมีพระสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ยังศึกษาค้นคว้ายึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และเผยแพร่สั่งสอนตลอดมาจึงทำให้ธรรมะของพระองค์ยังคงเป็นหลักปฏิบัติและแนวทางในการดำเนินชีวิตสำหรับพุทธศาสนิกชนได้สืบเนื่องตลอดมา ไม่หายสาบสูญไปเหมือนลัทธิหรือความเชื่อ เหมือนกับการศึกษาเล่าเรียนในทางโลก หากไม่มีผู้ที่ศึกษาและดำรงตนเป็นครูบาอาจารย์ทำการสั่งสอนเผยแพร่ให้กับเยาวชน นักเรียน นักศึกษาอย่างต่อเนื่องแล้ว วิชาการทางโลกทั้งหลายก็อาจจะหยุดชะงักและสูญหายไป
หลังจากที่พระอาจารย์ฉันภัตตาหารเพลเสร็จแล้ว จึงได้แสดงพระธรรมเทศนาเป็นภาษาไทยที่มีความไพเราะชัดเจนแจ่มแจ้งเหมือนการเปิดของที่ปิดอยู่หรือการหงายของคว่ำ เป็นธรรมที่เป็นแก่นแท้ของพุทธศาสนาเฉกเช่นที่พระอาจารย์ชา พระอุปัชฌาย์ของท่านเคยแสดงไว้ ท่านแสดงถึงการศึกษาธรรมะของท่านเป็นการศึกษาการการกระทำที่มีอาจารย์เป็นต้นแบบ มิได้ศึกษาค้นคว้าจากพระสูตรหรือไตรปิฎกเป็นหลัก ท่านถือหลักว่า “การกระทำดังกว่าคำพูด” โดยได้เปรียบเทียบครูบาอาจารย์ผู้สอนพระพุทธศาสนาว่ามี ๔ อย่างด้วยกันคือ
๑. ฟ้าไม่ร้อง ฝนไม่ตก หมายถึง ผู้ที่มิได้ทำการสั่งสอนธรรมะและมิได้ทำการปฏิบัติธรรมเพื่อให้ถึงความหลุดพ้น
๒. ฟ้าไม่ร้อง ฝนตก หมายถึง ผู้ที่มิได้ทำการสั่งสอนธรรมะ แต่ได้ขวนขวายปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น
๓. ฟ้าร้อง ฝนไม่ตก หมายถึง ผู้ที่ได้ทำการสั่งสอนธรรมะ แต่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น
๔. ฟ้าร้อง ฝนตก หมายถึง ผู้ที่ได้ทำการสั่งสอนธรรมะ และได้ปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ด้วยพระองค์เองเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นการพิสูจน์ให้เป็นถึงศักยภาพของมนุษย์ ทุกคน ทุกชาติ สามารถทำได้จนบรรลุถึงเป้าหมายคือ ความหลุดพ้นได้จริง เราคุ้นเคยกับการแบ่งพุทธศาสนาเป็นเถรวาท มหายาน และวัชระยาน แต่ในข้อเท็จจริงแล้วพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาวิริยะวาท คือ ศาสนาที่มุ่งเน้นความเพียร การควบคุมการกระทำที่ถูกต้องทางกาย วาจา และใจ ของตนเอง เป็นความเพียรพยายามที่จะทำสิ่งที่ดีที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็ให้คงทนอยู่ และให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป เป็นสิ่งที่ยากที่จะต้องอาศัยความเพียรเป็นปัจจัยสนับสนุน
คนที่เป็นโรคจิตหรือโรคซึมเศร้า เพราะคิดว่า ชีวิตไม่มีความหมาย ต้องพยายามทำให้ชีวิตมีคุณค่า มีความหมาย มิใช่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ ต้องมองสิ่งต่างๆ ว่า เราสามารถปรุงแต่งได้ กาแฟที่มีรสขมและไม่อร่อย เราสามารถเติมน้ำตาล เติมนม เพื่อให้ได้รสชาติตามที่เราต้องการหรือชอบใจ แต่ถ้าแก้ไขปรับปรุงไม่ได้แล้วไซร้ ก็คงต้องยอมรับในความจริงที่ว่า ทุกสิ่งไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน เป็นอนิจจังคือมีความเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา และเป็นอนัตตาไม่มีอะไรที่ควรแก่การยึดมั่นถือมั่น ทุกอย่างเป็นความว่างในที่สุด ทุกคนรู้ว่า จุดสุดท้ายของชีวิตเราคือ ความตาย ที่เราไม่รู้ว่าจะตายแบบไหน เมื่อไหร่ เป็นสิทธิของความเสมอภาคในชีวิตที่ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง การแก้โรคซึมเศร้าคือ ต้องแก้ความคิดผิด เป็นความคิดที่ยึดติดกับเรื่องเก่าๆ ความคิดที่เหมือนแผ่นเสียงตกร่อง ต้องระวังมีสติกับความคิด และรู้จักปล่อยวางความคิด คิดในสิ่งที่เป็นประโยชน์และละวางหรือปลดปล่อยจากความคิดที่ไร้ประโยชน์หรือนอกเหนือความควบคุมของตนเอง มิติใหม่ของความคิด คือ ไม่คิด
คนเราเมื่อมีความทุกข์ก็เหมือนกับคนป่วยหรือไม่สบาย ที่ต้องกินยาเพื่อรักษาโรค มิใช่ว่าเมื่อได้รับยามาแล้วก็เอามาแขวนคอหรือวางไว้บนหิ้งบูชา ยารักษาโรคต้องกินโรคจึงจะหาย การปฏิบัติธรรมเป็นวิธีที่จะทำให้โรคร้ายหรือความทุกข์ของชีวิตหายได้ เป็นการควบคุมกิเลสมิให้เกิด หรือเมื่อเกิดแล้วก็พยายามกำจัดให้หมดสิ้นไปหรือหลงเหลืออยู่น้อยที่สุด เช่น ความโกรธ เมื่อมีโทสะเกิด พยายามควบคุมไว้ พอจะแสดงออกโทสะหรือความโกรธนั้นก็ลดน้อยถอยลงจนเกือบจะไม่รู้สึกโกรธเลย พระอริยะสงฆ์ที่รู้จักกันดีเช่น พระอาจารย์มั่น หรือพระอาจารย์ชา ท่านได้ศึกษาทางโลกจบ ป.๔ หรือ ป.๑ เท่านั้น แต่ท่านบรรลุธรรมะชั้นสูงจากการปฏิบัติจนเกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริง เข้าใจในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า สามารถกำจัดกิเลสได้จริง คนที่ได้รับการศึกษาสูงจนจบปริญญาตรี ปริญญาเอก กิเลสก็จะจบปริญญาตรี ปริญญาเอกด้วย นั่นคือ ความอยากก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ทั้งความโลภ ความโกรธ และความหลง คิดว่าตนเองเก่ง มีความรู้ความสามารถมากกว่าคนอื่น ก็จะต้องได้อะไรต่อมิอะไรมากกว่าคนอื่น
มีวัดสาขาวัดป่านานาชาติอำเภอโขงเจียมที่ตั้งอยู่บนชะง่อนเขาสูง มองลงไปเห็นแม่น้ำโขงไหลผ่าน สวยงามมาก เมื่อมองลงไปจะเห็นน้ำหรือเรือที่แล่นอยู่ในแม่น้ำที่ไหลไปอย่างเชื่องช้า รู้สึกว่าเพลิดเพลิน แต่ถ้าลงไปอยู่ใกล้หรือติดกับแม่น้ำโขง เราจะเป็นกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก และเรือก็แล่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว นั่นคือ เมื่อมองจากที่สูง เราจะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเบื้องล่างเคลื่อนไหวช้ามาก ในชีวิตคนเราก็เช่นกัน เมื่อมีปัญหาก็ถอนใจออกจากสิ่งที่เราพบเห็น เราก็จะเห็นว่าสิ่งทั้งหลายเป็นไปอย่างเชื่องช้าเช่นกัน ทำให้เรามีเวลาที่จะคิด มีสติที่จะพิจารณาหาทางแก้ไขปัญหาหรือสามารถหาทางเลือกแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องมั่นคง เหมือนนักกีฬาที่มีความสามารถเป็นอัจฉริยะ เมื่อเล่นก็จะเล่นอย่างช้าๆ สบายๆ เหมือนกับว่ามีเวลามาก ทั้งที่มีเวลาเท่ากับคู่ต่อสู้ เรียกว่า มีสติมีทางเลือกมาก ขาดสติทางเลือกน้อย
พระพุทธเจ้าได้สอนว่า “ขอให้ดำเนินชีวิตอย่างสม่ำเสมอบนเส้นทางที่ไม่สม่ำเสมอ” สัตว์หลายชนิดที่เกิดมาไม่นานก็ช่วยตัวเองได้ เดินได้ บินได้ มีสัญชาติญาณในการดำรงชีวิตที่เฉลียวฉลาดมากกว่าคนเรา แต่มนุษย์เราแตกต่างจากสัตว์อื่นคือ ฝึกฝนได้ทั้งที่เมื่อเกิดมาแล้วกว่าจะยืนได้หรือกินได้ เดินได้ด้วยตัวเองต้องใช้เวลามากกว่าสัตว์อื่น ไม่มีใครเป็นพุทธโดยกำเนิด คนไทยส่วนใหญ่จะพูดว่า ตนเองเป็นพุทธโดยกำเนิด ทั้งที่ไม่รักษาศีลห้า ไม่เข้าใจ ไม่ศึกษาพุทธศาสนาและพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าให้รู้แจ้งเห็นจริง แต่จะพูดว่า เป็นพุทธโดยกำเนิด เปรียบกับ ชายคนหนึ่งเดินทางไปที่โรงพยาบาลขอสมัครทำงานเป็นหมอ เมื่อถูกถามว่า จบการศึกษาด้านการแพทย์จากที่ไหนก็ไม่ได้จบ ไม่ได้เรียนอะไรเลย แต่เป็นแพทย์โดยกำเนิด คือ บิดามารดาเป็นแพทย์ ปู่ย่า ตายายก็เป็นแพทย์ ถามว่า เขาจะสามารถทำหน้าที่แพทย์หรือเป็นหมอรักษาคนไข้ได้หรือไม่ ไม่มีใครเป็นพุทธโดยกำเนิด แต่ต้องเป็นพุทธโดยการกระทำ เป็นพุทธต้องรู้จักปล่อยวางในผล แต่ไม่ปล่อยวางในเหตุ พระพุทธเจ้ามีความเพียรพยายามก่อนตรัสรู้ และไม่สันโดษในคุณธรรมที่พระองค์ตรัสรู้ เพียงแต่ขอให้สันโดษในปัจจัย ๔ มีให้พอเพียงเท่านั้น มิใช่ สวรรค์อยู่ที่ห้องรก นรกอยู่ที่ห้องว่าง คือ พยายามหาสิ่งของเพื่อสนองความต้องการนำเข้ามาเก็บไว้ในห้องแล้วคิดว่าเป็นความสุข พอไม่มีทรัพย์สินสิ่งของหรือห้องว่างแล้วก็เป็นทุกข์เหมือนตกนรก
การทำความดีต้องทำทีละน้อย ค่อยๆ ทำ ไม่ต้องหวังว่าจะต้องทำความดีให้ครบถ้วนทั้งหมดภายในเวลาอันสั้น เปรียบเหมือนเรื่องเล่าว่า มีชายคนหนึ่งเดินออกไปชายหาดเห็นปลาดาวลอยมาติดอยู่บนหาดทรายจำนวนนับหมื่นตัว เขาก็รู้สึกสงสาร เลยจับปลาดาวทีละตัวโดยลงไปในทะเล เพื่อนเขาเดินตามออกมาพบจึงถามว่า ทำอะไรอยู่ เขาตอบว่า ช่วยชีวิตปลาดาวอยู่ เพื่อนเขาบอกว่า อย่าไปเสียเวลาทำอยู่เลย ปลาดาวมีจำนวนเป็นหมื่นตัว ช่วยอย่างไรก็ช่วยได้ไม่หมดหรอก เขาบอกว่า ไม่เป็นไร เมื่อเขาจับโยนลงไปในทะเลตัวหนึ่งก็พูดว่า ช่วยตัวนี้ได้แล้ว ช่วยตัวนี้ได้อีกตัวแล้ว ทำไปเรื่อยๆ เหมือนการทำความดีที่ต้องทำเรื่อยๆ ไม่ต้องคิดว่าจะทำให้ได้สำเร็จในวันเดียว การทำความดีจะมีเป้าหมายคือการพัฒนาชีวิต เพื่อความสุขของตนเอง ครอบครัว และสังคมส่วนรวม ที่จะตัองทำการพัฒนาทั้ง ๔ ส่วน ประกอบกันคือ
๑. การพัฒนากาย คือ การดูแลตนเองโดยการให้อาหารที่เหมาะสม ออกกำลังเพื่อรักษาสุขภาพ ดูแลทรัพย์สินสิ่งแวดล้อมที่ตนเองมีอยู่เพื่อการดำรงชีพ การกำหนดกาย วาจา ให้อยู่ในขอบเขตของศีล
๒. การพัฒนาจิตใจ คือ การเจริญภาวนา ทำให้มีสติตั้งมั่น มีสมาธิในการดำรงชีวิตโดยชอบด้วยธรรม
๓. การพัฒนาปัญญา คือ การสร้างความรู้ความเข้าใจในธรรมะที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนไว้ให้เข้าใจในหลักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มองเห็นหลักการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปตามเหตุและปัจจัย
๔. การพัฒนาความสัมพันธ์กับมนุษย์ สร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน อันเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้สังคมสงบสุข อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ไม่มีความขัดแย้งสงคราม
การแสดงธรรมะจากพระอาจารย์ชยสาโรมีความชัดเจน แจ่มแจ้ง ลึกซึ้ง ทั้งในเบื้องต้น ในท่ามกลาง และในที่สุด เป็นการกระตุ้นเตือนให้เหล่าพุทธศาสนิกชนและชาวต่างชาติได้เข้าใจ ยึดถือเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต รวมทั้งการปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้นตามแนวทางที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ แม้เวลาจะน้อยไปสักหน่อยแต่กระแสธรรมที่ได้รับนั้นคุ้มค่าทุกนาทีที่ผ่านไป ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในอนาคตคงจะได้มีโอกาสฟังธรรมจากพระอาจารย์ชยสาโร พระสุปฏิปันโน ผู้เป็นศิษย์เอกของพระอาจารย์ชาอีก ไม่ว่าจะเป็นในเบลเยียมหรือเมืองไทย
ประวัติท่านชยสาโรภิกขุ นามเดิม ฌอน ชิเวอร์ตัน ( Shaun Chiverton ) พ.ศ. ๒๕๐๑ เกิดที่ประเทศอังกฤษ เกิดที่ประเทศอังกฤษ เมื่อยังเล็กมีสุขภาพไม่ดี มีอาการหอบหืด ต้องหยุดโรงเรียนบ่อย จึงใช้เวลาในการศึกษาด้วยตนเอง ท่านสนใจว่าอะไรคือสิ่งสูงสุดที่เราจะได้จากการเป็นมนุษย์ อะไรคือความจริงสากลที่ไม่ขึ้นอยู่กับสมมุติของแต่ละสังคม ทำไมคนเราอยากจะอยู่อย่างเป็นมิตรแต่กลับรบราฆ่าฟันกันอยู่เรื่อยไป เมื่อไปโรงเรียน เป็นนักเรียนที่ช่างคิด ช่างค้นคว้า และมีผลการเรียนที่ดีเยี่ยมจนโยมบิดามีความหวังให้เข้าสอบชิงทุนเพื่อเรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในประเทศอังกฤษ เมื่อศึกษาอยู่ได้อ่านหนังสือมากมายหลากหลาย จนกระทั่งพบคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาว่าเป็น “สัจธรรมความจริง” ที่กำลังแสวงหาอยู่ จึงสนใจการฝึกจิตและศึกษาหาความรู้ทางพุทธศาสนาตั้งแต่อยู่ในวัยรุ่น ท่านทำงานเก็บเงินระหว่างที่กำลังเรียน และออกเดินทางหาประสบการณ์ในประเทศต่างๆ ตั้งแต่อายุ ๑๗ ปี ใช้เวลา ๒ ปี จนแน่ใจว่าการศึกษาและปฏิบัติธรรม เป็นหนทางที่ต้องการแทนการเรียนต่อในมหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๒๑ ได้พบกับท่านอาจารย์ สุเมโธ ที่วิหารแฮมสเตด ประเทศอังกฤษ ถือเพศเป็นอนาคาริก (ปะขาว) อยู่กับท่านอาจารย์ สุเมโธ เป็นเวลา ๑ พรรษา แล้วเดินทางมายังประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๒ บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี พ.ศ. ๒๕๒๓ อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ที่วัดหนองป่าพง โดยมีหลวงพ่อชา สุภัทโท (พระโพธิญาณเถร) เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ. ๒๕๔๐-๔๔ รักษาการณ์เจ้าอาวาส วัดป่านานาชาติ จ.อุบลราชธานี ปัจจุบัน พำนัก ณ อาศรมชนะมาร อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ท่านพระอาจารย์ ชยสาโร เป็นชาวอังกฤษ ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่แสดงธรรมเทศนาโดยใช้ภาษาไทยได้อย่างสละสลวยเข้าใจง่าย
ก่อนเดินทางมาประเทศไทย ท่านได้ตั้งใจว่าจะอยู่ที่วัดหนองป่าพง ให้ครบ ๕ ปี โดยไม่มีเงื่อนไขเพื่อศึกษาปฏิบัติธรรม เมื่อมาพบหลวงพ่อชา ก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในปฏิปทาและความเป็นครูที่มีทั้งเมตตา และปัญญาในการสอนอย่างลึกซึ้ง จึงสามารถทนต่อความยากลำบากในการปรับตัวให้เข้ากับการใช้ชีวิตแบบพระวัดป่า ที่เข้มงวดในวินัย และการฝึกปฏิบัติตามรอยพระพุทธเจ้า และการอยู่ร่วมกับคณะสงฆ์ชาวไทยจนเกิดความก้าวหน้าและเบิกบานในธรรม แนวการสอนของหลวงพ่อชาเน้นการปฏิบัติการรักษาศีล และข้อวัตร ความอดทน ความเพียร การใคร่ครวญหลักธรรม และน้อมมาสู่ใจให้เฝ้าสังเกตจนรู้ทันอารมณ์ของตนเอง และสามารถใช้สติปัญญาในการสร้างประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่นพร้อมกันไป
ที่สุดในชีวิตเรา
Sunday, June 1st, 2008น่าเสียดาย
Saturday, March 1st, 2008คิดบวก ชีวิตบวก Positive Thinking, Positive Life
Sunday, February 24th, 2008การใส่บาตร เป็นการทำบุญด้วยการให้ทาน
Thursday, January 24th, 2008ทางพ้นทุกข์
Monday, January 21st, 2008หนังสือชื่อ ทางพ้นทุกข์ เป็นคำบรรยายธรรมะของอาจารย์สุภีร์ ทุมทอง ซึ่งทุกคนสามารถนำมาใช้ปฎิบัติเพื่อแก้ความทุกข์ได้








