"Dhamma"

คุณสามารถถามปัญหาเรื่องลูกได้ที่นี้ โดยอาจจะถามในเว็บโดยตรงที่ช่องข้างขวามือ หรือส่งมาทางอีเมล์ที่ info@psycholoogpraktijk.nl ก็ได้ค่ะ

พระจะงามก็ยามบิณฑบาตร Q&A – ไขข้อสนใจจากไพศาล 
วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ เวลา ๑๑:๓๓ น. 

     ถาม :  ดิฉันเป็นชาวพุทธ ไปวัดเป็นประจำ ได้เห็นบางวัดพระไม่บิณฑบาตร แต่หุงหาอาหารฉันเอง อยากทราบว่าการไม่บิณฑบาตรนั้นถูกต้องหรือไม่ พระภิกษุควรบิณฑบาตรหรือไม่ และการบิณฑบาตรมีผลอะไรบ้าง
 
     ตอบ  :   การบิณฑบาตรเป็นวัตรปฏิบัติสำคัญที่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาต้องปฏิบัติ เป็นพุทธบัญญัติมาแต่ครั้งพุทธกาล การไม่บิณฑบาตรไม่ถึงกับผิดวินัยร้ายแรง แต่ไม่เป็นไปตามสมณะสารูป ยิ่งการหุงหาอาหารฉันเองอาจเป็นความผิดตามพระวินัย เพราะมีพระวินัยห้ามมิให้เก็บของขบฉัน บางชนิดก็ห้ามเก็บข้ามวันข้ามคืน บางชนิดก็เก็บได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ๆ การเก็บของขบฉันเป็นผลร้ายอย่างหนึ่งเพราะทำให้เกิดความรู้สึกหวงแหน ยึดถือ ยึดมั่น ไม่ใช่วิสัยของผู้ครองพรหมจรรย์ในพระธรรมวินัยของพระตถาคตเจ้า

     เพราะเหตุนี้พระภิกษุทุกรูป ไม่ว่าจะมีสมณศักดิ์ชั้นไหน ๆ หรือมีภูมิธรรมขั้นไหน ๆ จะต้องออกบิณฑบาตรตามแบบอย่างที่พระพุทธองค์ทรงประพฤติปฏิบัติตลอดพระชนม์ ชีพ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงบิณฑบาตรสม่ำเสมอทุกวัน จะมีเว้นบ้างก็เฉพาะเวลาประชวร หรือออกบิณฑบาตรไม่ได้จริง ๆ เท่านั้น เช่น ติดงานรับกิจนิมนต์ไปฉันภัตตาหารตามที่มีผู้นิมนต์ไว้ เป็นต้น

     ในพระธรรมวินัยแห่งพระตถาคตเจ้านั้น พระภิกษุมีความงามมากเป็นพิเศษใน 2 อริยาบถ คือในยามออกบิณฑบาตรและในยามนั่งสมาธิภาวนา เป็นความงามเพราะมีความสำรวมพร้อมอยู่ในศีล อยู่ในพระวินัย และอยู่ในธรรม ความตั้งมั่นอยู่ในศีล อยู่ในพระวินัย และอยู่ในธรรม คือความงามของพระสงฆ์ในพระธรรมวินัยของพระอริยเจ้า ซึ่งพระอริยเจ้าทั้งหลายล้วนสรรเสริญ

     ในเวลาออกบิณฑบาตรนั้น พระสงฆ์ที่ทรงศีล ทรงวินัย ทรงธรรม จะแสดงให้ประจักษ์แก่สายตาชาวโลกถึงความงามของศีล ของพระวินัย และของพระธรรม มีความสำรวมพร้อมด้วยกาย วาจา ใจ มีความสงบร่มเย็นที่แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็ยังสังเกตได้ เมื่อครั้งที่ผมบวช เวลาออกบิณฑบาตรต้องเดินผ่านทุ่งนาเป็นระยะทางไกล ๆ ปรากฏว่าบรรดานกเขานาที่เคยบินหนีตอนเดินผ่านเมื่อครั้งที่ยังไม่ได้บวช กลับไม่หนีและยังคงหากินตามปกติ แสดงให้เห็นว่าสัตว์เดรัจฉานเช่นนกก็สัมผัสได้ถึงความร่มเย็น ถึงความสงบ และความปลอดภัยของผู้มีศีลในพระธรรมวินัยของพระอริยเจ้า

     การบิณฑบาตรนั้นในปัจจุบันนี้ บรรดานักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยก็ได้ยอมรับนับถือตรงกันว่ามีผลมาก มีอานิสงส์มาก ยกมาพรรณนาได้เป็นประการต่าง ๆ ดังนี้

     1.  ทำให้ได้อาหารมาขบฉัน โดยไม่ต้องสั่งสมอาหารหรือหุงหาอาหารฉันเอง ทำให้ไม่ติดในธุระเหมือนกับคฤหัสถ์ผู้มีเพศอันต่ำ เป็นผู้ว่างสงบ สามารถประพฤติปฏิบัติในพรหมจรรย์ได้อย่างเต็มที่ เป็นที่พึ่งได้ของเวไนยสัตว์

     2.  ทำให้เวไนยสัตว์ที่ใส่บาตรค่อย ๆ กล่อมเกลาและสั่งสมอบรมจิตตนให้รู้จักความเสียสละ ให้คุ้นเคยกับความเสียสละ ความปล่อยวาง ความไม่ยึดมั่นถือมั่น และมีใจเจือเคล้าด้วยปีติและสุขตามประสาโลกียชน ซึ่งเป็นยาวิเศษชนิดหนึ่งที่จะป้องกันรักษาโรคทางจิตได้หลายอย่าง เช่น โรคเครียด โรคซึมเศร้า หรือความเศร้าหมองต่าง ๆ เหตุนี้พระสงฆ์จึงได้ชื่อว่าเป็นเนื้อนาบุญของโลก และได้ชื่อว่าการออกบิณฑบาตรนั้นคือการออกโปรดสัตว์อันเป็นสมณวิสัยที่จะทำ ให้ชาวโลกบรรเทาเบาบางสร่างคลายหายจากทุกข์เป็นลำดับ ๆ ไป

     3.  การออกบิณฑบาตรเป็นการออกกำลังกายชนิดหนึ่ง เทียบได้กับการออกกำลังกายที่เขานิยมเรียกกันว่า morning walk ซึ่งมีแต่ให้คุณประโยชน์สถานเดียว ต่างกับการออกกำลังกายอื่น ๆ ที่หากมากเกินไปหรือไม่เหมาะสมกับสภาพร่างกายก็อาจเป็นอันตรายถึงตายก็ได้ ทำให้ร่างกายแข็งแรง เป็นปกติอยู่ทุกเมื่อ การที่พระภิกษุอุ้มบาตรไว้ตรงทรวงอกบริเวณหน้าท้อง ทำให้ระบบทางเดินอาหารและระบบย่อยอาหารได้ออกกำลังกายโดยอัตโนมัติ เพราะในขณะที่อุ้มบาตร มีข้าวอุ่น ๆ อยู่ในบาตร และมีการกระเพื่อมไหวในขณะเดิน มีผลเป็นการนวดคลึงบริเวณทรวงอกและท้องน้อย ทำให้เลือดลมเดินเป็นปกติ ทำให้ระบบต่าง ๆ เป็นปกติ มีผลทำให้อายุยืนยาว

     4.  มีผลเป็นการบิณฑบาตรคน ทำให้คนเลื่อมใสในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อครั้งที่หลวงปู่ชาส่งพระลูกศิษย์รูปหนึ่งไปประกาศพระศาสนาที่อังกฤษ ก็กำชับให้ออกบิณฑบาตรทุกเช้า แต่ไม่เคยได้ข้าวเลย วันหนึ่งพระรูปนั้นกลับประเทศไทย ได้ไปถามหลวงปู่ชาว่าบิณฑบาตรมาระยะหนึ่งแล้ว ไม่เคยได้ข้าว ยังจะต้องบิณฑบาตรต่อไปหรือไม่ หลวงปู่ชาบอกว่าต้องบิณฑบาตรต่อไป เพราะการออกบิณฑบาตรนั้นไม่เพียงแต่ต้องการได้อาหารมาดำรงชีวิตอย่างเดียว แต่ต้องบิณฑบาตรคนด้วย หลังจากกลับอังกฤษคราวนั้น พระรูปนั้นก็ปฏิบัติตามคำสอนอย่างสม่ำเสมอ ปรากฏต่อมาว่าในการออกเดินบิณฑบาตรทุกเช้ามีตาแก่ฝรั่งคนหนึ่งสงสัยว่าคนหัว โล้นห่มเหลืองเดินทุกเช้าอยู่ทำไม แต่ไม่กล้าเข้าไปถาม ครั้นนานวันเข้าก็เข้าไปเดินใกล้ ๆ แล้วเลียบเคียงถาม จากนั้นก็ค่อย ๆ สนทนากันไปวันแล้ววันเล่า จนมีความซาบซึ้งในพระธรรมวินัยแล้วเปิดเผยว่าตนเองเป็นเจ้าของที่ดินใน บริเวณนั้น เพื่ออำนวยประโยชน์ให้แก่เพื่อนมนุษย์ได้สัมผัสกับรสพระธรรม จึงถวายที่ดินให้เป็นที่ตั้งวัดและกลายเป็นวัดไทยที่มีชื่อเสียงในอังกฤษ พระรูปนั้นคือพระสุเมโธในปัจจุบันนี้

     หรือเมื่อครั้งที่หลวงปู่มั่นเดินทางไปโปรดชาวเขาเผ่าหนึ่งในพื้นที่ภาค เหนืออันเป็นถิ่นทุรกันดาร มีความขาดแคลน ล้าหลัง และไม่รู้จักพระพุทธศาสนาเลย ท่านก็ไปปักกลดอยู่ใกล้ ๆ หมู่บ้านอันเป็นที่สัมปายะคือเป็นที่สงบแต่ไม่ไกลจากชุมชนตามที่พระวินัย บัญญัติไว้ ทุกเช้าก็ออกบิณฑบาตร ชาวเขาเผ่านั้นไม่รู้จัก และไม่รู้ว่าเป็นอะไร ก็ได้แต่แอบซ่อนดูอยู่ในบ้าน และระแวงว่าอาจจะเป็นเสือสมิงแปลงกายมา จึงตั้งกองเวรยามคอยเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหว พวกชาวเขาที่เป็นกองเวรยามเฝ้าตามอยู่ทุกวันก็เห็นหลวงปู่มั่นหลังจากกลับ บิณฑบาตรแล้วไม่ได้ข้าวปลาอาหารก็เก็บหาผลไม้มาขบฉัน แล้วก็นั่งหลับตา จากนั้นก็เดินไปเดินมา อดรนทนความสงสัยไม่ไหวจึงเข้าไปไต่ถามว่าที่เดินเข้าไปในหมู่บ้านทุกวันนั้น ไปทำอะไร

     หลวงปู่มั่นก็บอกว่าไปขอข้าวกิน ชาวเขาก็สงสารจึงเอาข้าวสารหรือข้าวเหนียวใส่บาตร เพราะเข้าใจว่าหลวงปู่มั่นจะต้องหุงหาอาหารกินเอง แต่ทำไม่ได้ตามพระวินัย หลวงปู่มั่นก็ยังเก็บผลไม้มาฉันอยู่เหมือนเดิม ชาวเขาก็สงสัยอีก เข้าไปถามว่าในเมื่อไปขอข้าวและชาวบ้านให้ข้าวแล้ว ทำไมไม่เอามาหุงกิน หลวงปู่มั่นก็อธิบายว่าหุงกินเองไม่ได้ ต้องเป็นข้าวหุงแล้ว จากนั้นชาวเขาก็ใส่บาตรข้าวสุก จึงทำให้พระอาจารย์มั่นมีข้าวสุกฉันเป็นครั้งแรก แต่ชาวเขาก็ยังคงหวาดระแวง เฝ้าติดตามดูอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่รู้สึกว่าเมื่อเข้าไปใกล้หลวงปู่มั่นรู้สึกร่มเย็นกว่าปกติ จึงเปลี่ยนจากการเรียกหลวงปู่ว่าเสือเป็นเสือเย็น และเรียกหลวงปู่มั่นว่าเสือเย็น และในที่สุดก็สงสัยต่อไปว่าเมื่อได้ข้าวมากินแล้ว ทำไมจึงไม่ไปเสียทีหนึ่ง ทำไมจึงต้องนั่ง ๆ เดิน ๆ จึงเข้าไปถามหลวงปู่มั่นว่าตุ๊เจ้า มานั่ง ๆ เดิน ๆ อยู่ที่นี่ทำไม หลวงปู่มั่นตอบว่าเราทำของสำคัญหายไป จึงมาพยายามค้นหา ชาวเขาถามว่าตุ๊เจ้าทำอะไรหาย

     หลวงปู่มั่นบอกว่าทำพุทโธหายไป เราได้รับพุทโธมาจากอาจารย์ของเรา เมื่อหายไปก็ต้องหาให้พบ ชาวเขาถามว่าพุทโธเป็นอะไร หลวงปู่มั่นตอบว่าเป็นอะไรก็วัดได้หลายอย่าง เป็นของศักดิ์สิทธิ์ ชาวเขาถามว่าถ้าศักดิ์สิทธิ์จริงจะป้องกันผีได้หรือไม่ หลวงปู่มั่นตอบว่าแค่ได้ยินคำว่าพุทโธผีก็หนีหมดแล้ว ชาวเขาก็ตกตะลึงแล้วถามว่าตัวพุทโธนี้ป้องกันเสือได้หรือไม่ หลวงปู่มั่นตอบว่าเมื่อเสือเข้าใกล้พุทโธก็จะเชื่องเหมือนกับแมว ชาวเขาจึงถามว่าแล้วจะหาพุทโธได้ที่ไหน อยู่ในดิน หรืออยู่ที่ต้นไม้ หลวงปู่มั่นตอบว่าอยู่ที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น ชาวเขาจึงถามอีกว่าถ้าอย่างนั้นพวกเราช่วยตุ๊เจ้าหาพุทโธได้หรือไม่ หลวงปู่มั่นก็ว่าได้ พวกชาวเขาก็ถามอีกว่าพวกผู้หญิงและเด็กจะช่วยหาได้หรือไม่จะได้เร็วขึ้น หลวงปู่มั่นก็ตอบว่าได้ จะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย เด็กหรือคนแก่ก็ได้ทั้งนั้น

     ชาวเขาจึงถามว่าแล้ววิธีจะหาพุทโธนั้นจะต้องทำอย่างไร หลวงปู่มั่นจึงบอกวิธีหาพุทโธว่าให้นั่งนิ่ง ๆ เวลาหายใจเข้าก็ให้ออกเสียงหรือนึกในใจว่าพุท เวลาหายใจออกก็ให้ออกเสียงหรือนึกในใจว่าโธ ชาวเขาบอกว่าอย่างนี้ก็ง่าย หลายๆ คนช่วยกันประเดี๊ยวก็พบ แต่บางคนก็สงสัยว่านั่งนิ่งๆ แล้วทำอย่างนั้นก็เมื่อย แล้วถ้ายังไม่พบจะต้องทำอย่างไร หลวงปู่มั่นก็บอกว่าถ้าเมื่อยก็ลุกขึ้นเดินหาบ้าง เดินจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง ในระยะราว ๆ ช่วงต้นไม้ที่ชี้ให้ดู ชาวเขาเหล่านั้นจึงพร้อมใจกันค้นหาพุทโธวันแล้ววันเล่า แล้วไปเล่ารายงานผลให้หลวงปู่มั่นฟังว่าเป็นอย่างไรบ้าง หลวงปู่มั่นก็แนะนำวิธีการหาพุทโธให้มีความแน่วแน่มากขึ้น ให้มีความสงบนิ่งมากขึ้น ไม่ให้วอกแวกคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ จะทำให้หาพุทโธไม่พบ ถ้าเห็นอะไร รู้สึกอย่างไรก็ให้รู้ตัวว่าเห็นอย่างนั้น รู้สึกอย่างนั้น แต่นั่นไม่ใช่พุทโธ ต้องหาต่อไป เมื่อเมื่อยก็ลุกขึ้นเดินหาตามวิธีการอย่างเดียวกัน ชาวเขาเหล่านั้นช่วยกันค้นหาพุทโธ ระยะหนึ่งก็รู้สึกว่ามีความสุข มีความสบาย มีความร่มเย็นมากขึ้น ก็ไปบอกหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นก็บอกว่าใกล้จะพบพุทโธแล้วจึงเป็นอย่างนั้น ชาวเขาเหล่านั้นก็ช่วยกันค้นหาพุทโธต่อไป

     ไม่นานเท่าใดนัก หนึ่งในกลุ่มชาวเขานั้นก็ได้บรรลุธรรม สำเร็จในอธิจิต แล้วไปกราบรายงานหลวงปู่มั่นทราบ หลวงปู่มั่นท่านทราบอยู่ก่อนแล้ว จึงบอกให้ชาวเขารูปนั้นช่วยสอนเพื่อนชาว เขาให้รู้จักพุทโธที่ค้นพบแล้ว จากนั้นชาวเขาทั้งหมู่บ้านก็ประกาศตนเป็นพุทธมามกะและหลายคนก็อุปสมบท หลวงปู่มั่นก็จากไป

     เหล่านี้คืออานิสงส์ของการบิณฑบาตรที่มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ทั้งแก่ตนและแก่ท่าน เป็นกิริยาอาการที่งามสง่าของพระสงฆ์ และเป็นฐานะที่ทำให้พระสงฆ์เป็นเนื้อนาบุญของโลก.

มาสร้างบุญบารมีกันเถอะ
1. นั่งสมาธิ   อย่างน้อยวันละ 15 นาที(หรือเดินจงกรมก็ได้)
     อานิสงส์ — เพื่อสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดขึ้นทั้งภพนี้และภพหน้า
                เพื่อจิตใจที่สว่างผ่อนปรนจากกิเลส ปล่อยวางได้ง่าย
                จิตจะรู้วิธีแก้ปัญหาชีวิตโดยอัตโนมัติ
                ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองไม่มีวันอับจน
                ผิวพรรณผ่องใส สุขภาพกายและจิตแข็งแรง
               เจ้ากรรมนายเวรและญาติมิตรที่ล่วงลับจะได้บุญกุศล
 
2. สวดมนต์ด้วยพระคาถาต่างๆอย่างน้อยวันละครั้งก่อนนอน
      อานิสงส์ — เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง
                 ชีวิตหน้าที่การงานเจริญก้าวหน้า
                 เงินทองไหลมาเทมา แคล้วคลาดจากอุปสรรคทั้งปวง จิตจะเป็นสมาธิได้เร็ว
                  แนะนำพระคาถาพาหุงมหากา , พระคาถาชินบัญชร ,
                  พระคาถายอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก เป็นต้น
                 เมื่อสวดเสร็จต้องแผ่เมตตาทุกครั้ง
 
3. ถวายยารักษาโรคให้วัด , ออกเงินค่ารักษาให้พระตามโรงพยาบาลสงฆ์
     อานิสงส์ — ก่อให้เกิดสุขภาพร่มเย็นทั้งครอบครัว โรคที่ไม่หายจะทุเลา
                          สุขภาพกายจิตแข็งแรง อายุยืนทั้งภพนี้และภพหน้า
                           ถ้าป่วยก็จะไม่ขาดแคลนการรักษา
 
4. ทำบุญตักบาตรทุกเช้า
     อานิสงส์— ได้ช่วยเหลือศาสนาต่อไปทั้งภพนี้และภพหน้า ไม่ขาดแคลนอาหาร
                        ตายไปไม่หิวโหย อยู่ในภพที่ไม่ขาดแคลน ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์
 
5.. ทำหนังสือหรือสื่อต่างๆเกี่ยวกับธรรมะแจกฟรีแก่ผู้คนเป็นธรรมทาน
      อานิสงส์ — เพราะธรรมทานชนะการให้ทานทั้งปวง ผู้ให้ธรรมจึงสว่างไปด้วยลาภยศ
                      สรรเสริญ ปัญญา และบุญบารมีอย่างท่วมท้น เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรมให้
                      ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองอย่างไม่คาดฝัน
 
6. สร้างพระถวายวัด
     อานิสงส์ — ผ่อนปรนหนี้กรรมให้บางเบา ให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง
                        สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง แคล้วคลาดจากอุปสรรคทั้งปวง ครอบครัวเป็นสุข
                         ได้เกิดมาอยู่ในร่มโพธิ์ของพุทธศาสนาตลอดไป
 
7. แบ่งเวลาชีวิตไปบวชชีพรามณ์หรือบวชพระอย่างน้อย 9 วันขึ้นไป
     อานิสงส์ — ได้ตอบแทนคุณพ่อแม่อย่างเต็มที่
                         ผ่อนปรนหนี้กรรมอุทิศผลบุญให้ญาติมิตรและเจ้ากรรมนายเวร
                         สร้างปัจจัยไปสู่นิพพานในภพต่อๆไป ได้เกิดมาอยู่ในร่มโพธิ์ของพุทธศาสนา
                        จิตเป็นกุศล
 
8. บริจาคเลือดหรือร่างกาย
      อานิสงส์ — ผิวพรรณผ่องใส สุขภาพแข็งแรง ช่วยต่ออายุ
                        ต่อไปจะมีผู้คอยช่วยเหลือไม่ให้ตกทุกข์ได้ยาก เทพยดาปกปักรักษา
                       ได้เกิดมามีร่างกายที่งดงามในภพหน้า ส่วนภพนี้ก็จะมีราศีผุดผ่อง
 
9. ปล่อยปลาที่ซื้อมาจากตลาดรวมทั้งปล่อยสัตว์ไถ่ชีวิตสัตว์ต่างๆ
   อานิสงส์ — ช่วยต่ออายุ ขจัดอุปสรรคในชีวิต
                      ชดใช้หนี้กรรมให้เจ้ากรรมนายเวรที่เคยกินเข้าไป ให้ทำมาค้าขึ้น
                      หน้าที่การงานคล่องตัวไม่ติดขัด ชีวิตที่ผิดหวังจะค่อยๆฟื้นคืนสภาพที่สดใส
                      เป็นอิสระ
 
10. ให้ทุนการศึกษา , บริจาคหนังสือหรือสื่อการเรียนต่างๆ , อาสาสอนหนังสือ
   อานิสงส์ — ทำให้มีสติปัญญาดี ในภพต่อๆไปจะฉลาดเฉลียวมีปัญญา
                       ได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนอย่างรอบรู้ สติปัญญาสมบูรณ์พร้อม
 
11. ให้เงินขอทาน , ให้เงินคนที่เดือดร้อน(ไม่ใช่การให้ยืม)
   อานิสงส์ — ทำให้เกิดลาภไม่ขาดสายทั้งภพนี้และภพหน้า ไม่ตกทุกข์ได้ยาก
                       เกิดมาชาติหน้าจะร่ำรวยและไม่มีหนี้สิน ความยากจนในชาตินี้จะทุเลาลง
                      จะได้เงินทองกลับมาอย่างไม่คาดฝัน
 
12. รักษาศีล 5 หรือศีล 8
   อานิสงส์ — ไม่ต้องไปเกิดเป็นเปรตหรือสัตว์นรก
                      ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐครบบริบูรณ์ ชีวิตเจริญรุ่งเรือง
                        กรรมเวรจะไม่ถ่าโถม ภัยอันตรายไม่ย่างกราย เทวดานางฟ้าปกปักรักษา
อานิสงส์ 10 ข้อของการไม่กินเนื้อสัตว์

1. เป็นที่รักของบรรดาเทพ พรหม ตลอดจนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย
2. จิตอันเป็นมหาเมตตาย่อมบังเกิดขึ้น
3. สามารถตัดขาดความอาฆาต ดับอารมณ์เหี้ยมโหดเคียดแค้นในใจลงได้
4. ปราศจากโรคภัยร้ายแรงมาเบียดเบียนร่างกาย
5. มีอายุมั่นขวัญยืน
6. ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากเทพทั้งปวง
7. ยามหลับนิมิตเห็นแต่สิ่งที่ดีงามเป็นสิริมงคล
8. ย่อมระงับการจองเวร สลายความอาฆาตแค้นซึ่งกันและกัน
9. สามารถดำรงอยู่ในกระแสพระนิพพาน ไม่พลัดหลงตกลงสู่อบายภูมิ
10. ทันทีที่ละสังขารจากโลกนี้ จิตจะมุ่งสู่สุคติภพ
อานิสงส์การจัดสร้างพระพุทธรูปหรือสิ่งพิมพ์อันเกี่ยวกับพระธรรมคำสอนเป็นกุศลดังนี้
1. อกุศลกรรมในอดีตชาติแต่ปางก่อน จะเปลี่ยนจากหนักเป็นเบา จากเบาเป็นสูญ
2. สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง สรรพภยันตรายสลาย ปวงภัยไม่มี คนคิดร้ายไม่สำเร็จ
3. เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติแต่ปางก่อน เมื่อได้รับส่วนบุญไปแล้วก็จะเลิกจองเวรจองกรรม
4.. เหล่ายักษ์ผีรากษส งูพิษเสือร้าย ไม่อาจเป็นภัยอยู่ในที่ใดก็แคล้วคลาดจากภัย
5. จิตใจสงบ ราศีผ่องใส สุขภาพแข็งแรง กิจการงานเป็นมงคล รุ่งเรืองก้าวหน้าผู้คนนับถือ
6. มั่นคงในคุณธรรม ความอุดมสมบูรณ์ปรากฏ (เกินความคาดฝัน) ครอบครัวสุขสันต์ วาสนายั่งยืน
7. คำกล่าวเป็นสัจจ์ ฟ้าดินปราณี ทวยเทพยินดี มิตรสหายปรีดา หนี้สินจะหมดไป
8. คนโง่สิ้นเขลา คนเจ็บหายได้ คนป่วยหายดี ความทุกข์หายเข็ญ สตรีจะได้เกิดเป็นชายเพื่อบวช
9. พ้นจากมวลอกุศล เกิดใหม่บุญเกื้อหนุน มีปัญญาล้ำเลิศ บุญกุศลเรืองรอง
10. สิ่งที่สร้างจะบังเกิดเป็นกุศลจิตแก่ทุกคนที่ได้พบเห็นเป็นเนื้อนาบุญอย่างเอนกทุกชาติของผู้สร้างที่เกิดจะได้ฟังธรรมจากพระอริยเจ้าปัญญาในธรรมแก่กล้าสามารถได้อภิญญาหก สำเร็จโพธิญาณ
 
อานิสงส์การบวชพระบวชชีพรามณ์    ( บวชชั่วคราวเพื่อสร้างบุญ , อุทิศให้พ่อแม่เจ้ากรรมนายเวร )
1. หน้าที่การงานจะเจริญรุ่งเรือง ได้ลาภ ยศ สรรเสริญตามปรารถนา
2. เจ้ากรรมนายเวรจะอโหสิกรรม หนี้กรรมในอดีตจะคลี่คลาย
3. สุขภาพแข็งแรง สติปัญญาแจ่มใส ปัญหาชีวิตคลี่คลาย
4. เป็นปัจจัยสู่พระนิพพานในภพต่อๆไป
5. สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง โพยภัยอันตรายผ่อนหนักเป็นเบา
6. จิตใจสงบ ปล่อยวางได้ง่าย มองเห็นสัจธรรมแห่งชีวิต
7. เป็นที่รักที่เมตตามหานิยมของมวลมนุษย์มวลสัตว์และเหล่าเทวดา
8. ทำมาค้าขึ้น ไม่อับจน การเงินไม่ขาดสายไม่ขาดมือ
9. โรคภัยของตนเอง ของพ่อแม่ และของคนใกล้ชิดจะเบาบางและรักษาหาย
10. ตอบแทนพระคุณของพ่อแม่ได้เต็มที่สำหรับผู้ที่บวชไม่ได้เพราะติดภาระกิจต่างๆ  ก็สามารถได้รับอานิสงส์เหล่านี้ได้ด้วยการสร้าง
คนให้ได้บวชสนับสนุนส่งเสริมอาสา การให้คนได้บวช

         ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างบุญที่ยกขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นถึงอานิสงส์ที่ท่านพึงจะได้รับจงเร่งทำบุญเสียแต่วันนี้ เพราะเมื่อท่านล่วงลับท่านไม่สามารถสร้างบุญได้อีกจนกว่าจะได้เกิด หากท่านไม่มีบุญมาหนุนนำแรงกรรมอาจดึงให้ท่านไปสู่ภพเดรัจฉาน ภพเปรต ภพสัตว์นรกที่ไม่อาจสร้างบุญสร้างกุศลได้ต่อให้ญาติโยมทำบุญอุทิศให้ก็อาจไม่ได้รับบุญดังนั้นท่านจงพึ่งตนเองด้วยการสร้างสมบุญบารมีซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ท่านจะนำติดตัวไปได้ทุกภพทุกชาติเสียแต่วันนี้ด้วยเทอญ

ใครที่ไม่ได้ไปนั่งฟังการบรรยายธรรมะโดยท่าน ว.วชิรเมธี มีพี่ๆ ที่รู้จักไปนั่งฟังมา ท่านได้ให้พร 4 ข้อ ดังนี้

1. อย่าเป็นนักจับผิด
คนที่คอยจับผิดคนอื่น แสดงว่า หลงตัวเองว่าเป็นคนดีกว่าคนอื่น ไม่เห็นข้อบกพร่องของตนเอง กิเลสฟูท่วมหัว ยัง ไม่รู้จักตัวอีก’  คนที่ชอบจับผิด จิตใจจะหม่นหมอง ไม่มีโอกาส ‘จิตประภัสสร’ ฉะนั้น จงมองคน มองโลกในแง่ดี’แม้ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ถ้ามองเป็น ก็เป็นสุข’

2. อย่ามัวแต่คิดริษยา
‘แข่งกันดี ไม่ดีสักคน  ผลัดกันดี ได้ดีทุกคน’
คนเราต้องมีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

คนที่เราริษยาเป็นการส่วนตัว มีชื่อว่า ‘เจ้ากรรมนายเวร’  ถ้าเขาสุข เราจะทุกข์ ฉะนั้น เราต้องถอดถอนความริษยาออกจากใจเรา เพราะไฟริษยา เป็น ‘ไฟสุมขอน’ (ไฟเย็น) เราริษยา 1 คน เราก็มีทุกข์ 1 ก้อน   เราสามารถถอดถอนความริษยาออกจากใจเราโดยใช้วิธี ‘แผ่เมตตา’ หร ือ ซื้อโคมมา แล้วเขียนชื่อคนที่เราริษยา แล้วปล ่อยให้ลอยไป

3. อย่าเสียเวลากับความหลัง
90% ของคนที่ทุกข์ เกิดจากการย้ำคิดย้ำทำ ‘ปล่อยไม่ลง ปลงไม่เป็น’
มนุษย์ที่สลัดความหลังไม่ออก เหมือนมนุษย์ที่เดินขึ้นเขาพร้อมแบกเครื่องเคราต่างๆ ไว้ที่หลังขึ้นไปด้วย   ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว จงปล่อยมันซะ ‘อย่าปล่อยให้คมมีดแห่งอดีต มากรีดปัจจุบัน’     ‘อยู่กับปัจจุบันให้เป็น’  ให้กายอยู่กับจิต จิตอยู่กับกาย คือมี ‘สติ’ กำกับตลอดเวลา

4. อย่าพังเพราะไม่รู้จักพอ
‘ตัณหา’ ที่มีปัญหา คือ ความโลภ ความอยากที่เกินพอดี เหมือนทะเลไม่เคยอิ่มด้วยน้ำ ไฟไม่เคยอิ่มด้วยเชื้อ ธรรมชาติของตัณหา คือ ‘ยิ่งเติมยิ่งไม่เต็ม’
ทุกอย่างต้องดูคุณค่าที่แท้ ไม่ใช่ คุณค่าเทียม  เช่น คุณค่าที่แท้ของนาฬิกา คืออะไร คือ ไว้ดูเวลา ไม่ใช่มีไว้ใส่เพื่อความโก้หรู  คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์มือถือ คืออะไร คือไว้สื่อสาร แต่องค์ประกอบอื่นๆ ที่เสริมมาไม่ใช่คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์

 เราต้องถามตัวเองว่า ‘เิกิดมาทำไม’ ‘คุณค่าที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ตรงไหน ‘ตา มหา ‘แก่น’ ของชีวิตให้เจอ  ‘ คำว่า ‘พอดี’  คือ ถ้า ‘พอ’ แล้วจะ ‘ดี’    รู้จัก ‘พอ’ จะมีชีวิตอย่างมีความสุข’

ถั่วในกำมือ

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า..
จิตของคนเรานั้น เหมือนกับลิง
เราจึงเรียนรู้เรื่องของจิตใจของเราได้มากมายจากพฤติกรรมของลิง
ลิงนั้นเกลียดกะปิ ถ้ากะปิถูกมือมันเมื่อใด
มันจะถูนิ้วกับพื้นจนเลือดไหลเต็มมือจนกว่ากลิ่นกะปิจะหายในที่สุด
จนกลายเป็นว่า “กะปิ” ถึงจะร้าย  ก็ไม่ร้ายเท่า “ความเกลียดกะปิ”
ที่มือลิงเป็นแผลเหวอะหวะ ไม่ใช่เพราะกะปิ
หากเป็นเพราะความจงเกลียดจงชังกะปิต่างหาก
สิ่งที่เราเกลียดนั้น
บ่อยครั้งไม่น่ากลัวเท่ากับความเกลียดชังในจิตใจเรา
ความเกลียดชัง หรือพูดให้ถูกก็คือความรู้สึกอยากผลักไส
ซึ่งรวมทั้งความโกรธและความกลัว
แต่นั่นเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของความจริงเท่านั้น
นอกจากความอยากผลักไสแล้ว
ความยึดติดเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องระวังไม่แพ้กัน
กลับมาที่ลิงจอมซนอีกที
ในอินเดีย ลิงเป็นไม้เบื่อไม้เมากับชาวบ้าน
เพราะชอบขโมยผลไม้ในสวน ชาวบ้านจึงคิดวิธีจับลิง
โดยใช้กล่องไม้ซึ่งมีฝาด้านหนึ่งเจาะรูเล็กๆ พอให้ลิงสอดมือเข้าไปได้
ในกล่องมีถั่วซึ่งเป็นของโปรดของลิง วางไว้เป็นเหยื่อล่อ
วันดีคืนดี ลิงมาที่สวน
เห็นถั่วอยู่ในกล่อง ก็เอามือล้วงเข้าไปหยิบถั่ว
แต่พอถอนมือออกมาก็ติดฝากล่อง
เพราะกำมือของลิงนั้นใหญ่กว่าฝากล่องที่เจาะไว้
ลิงพยายามดึงมือเท่าไรก็ไม่ออก
พอชาวบ้านมาจับ ก็ปีนหนีขึ้นต้นไม้ไม่ได้
เพราะมีมือเปล่าอยู่ข้างเดียว
สุดท้ายก็ถูกคนจับได้
ลิงหาได้เฉลียวใจไม่ว่า เพียงแค่มันคลายมือออกเท่านั้น
มันก็เอาตัวรอดได้
แต่เพราะยึดถั่วไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย  จึงต้องเอาชีวิตเข้าแลก
มีหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตที่เราใฝ่ฝันอยากได้
จนถึงกับยึดไว้อย่างเหนียวแน่น
เวลาประสบปัญหา
เพียงแค่คลายสิ่งที่ติดยึดนั้นเสียบ้าง ปัญหาก็คลี่คลาย
แต่เป็นเพราะเราไม่ยอมปล่อย
จึงเกิดผลเสียตามมาอย่างมากมาย..ไม่คุ้มกับสิ่งที่ติดยึด
ปัญหาทั้งหลายในชีวิตนั้น
ถ้าเรารู้จักปล่อยวางเสียบ้าง
มันก็จะบรรเทาไปได้เยอะ
บ่อยครั้งการปล่อยวางไม่เพียงแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาเท่านั้น
หากแต่เป็นทางออกจากปัญหาเลยทีเดียว
ความจริงการอยากผลักไสอะไรสักอย่าง
ก็เป็นการติดยึดอีกแบบหนึ่ง
        ทั้งๆ ที่ลิงพยายามถูกำจัดกลิ่นกะปิไปจากมือ
ก็อดไม่ได้ที่จะดึงมือมาดมหากลิ่นกะปิซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในหลายๆกรณี ความทุกข์ไม่ได้มาจากไหน
หากมาจากการยึดติดไม่ยอมปล่อย
ดั่งเจ้าลิงหวงถั่ว.

คำว่า “ไม่สบายใจ” อย่าใช้ และอย่าให้มีขึ้นในใจต่อไป “Let it go, and get it out!”
ก่อนมันจะเกิด ต้อง “Let it go” ปล่อยให้มันผ่านไป อย่ารับเอาความไม่สบายใจไว้
ที่จะทำอะไรไม่ผิดนั้น ข้อสำคัญอยู่ที่สติ ถ้ามีสติคุ้มครองกาย วาจา ใจ อยู่ทุกขณะ จะทำอะไรไม่ผิดพลาดเลย ที่ผิดพลาดเพราะขาดสติ คือ เผลอ เหม่อ เลินเล่อ ประมาท ระเริง หลงลืมจึงผิดพลาด จงนึกถึงคติพจน์ว่า “กุมสติต่างโล่ป้องอาจแกล้วกลางสนาม” ต้องฝึกหัดแก้ไขปรับปรุงจิตใจเสียใหม่ ทั้งก่อนที่จะทำอะไร หรือกำลังทำอยู่ และเมื่อกระทำเสร็จแล้ว ต้องหัดให้จิตใจแช่มชื่นรื่นเริง เกิดปีติปราโมทย์ เป็นสุขสบายอยู่เสมอ เป็นเหตุให้เกิดกำลังกาย กำลังใจ “Enjoy living” มีชีวิตอยู่ด้วยความเบิกบาน สมองจึงจะเบิกบาน จะศึกษาเล่าเรียนก็เข้าใจง่าย เหมือนดอกไม้ที่แย้มบานต้อนรับหยาดน้ำค้าง และอากาศอันบริสุทธิ์
ฉะนั้น “จงเลือกทำแต่กรรมที่ดีๆ น่ะ” เป็นคำแทนคำอวยพรอย่างสูงสุด ประกอบด้วยเหตุผล เมื่อทำกรรมดีแล้ว ไม่ให้พรก็ต้องดี เมื่อทำชั่วแล้ว จะมาเสกสรรปั้นแต่งอวยพรอย่างไร ก็ดีไม่ได้ ทำชั่วเหมือนก้อนหินจะต้องจมทันที ไม่มีผู้วิเศษใดๆ จะมาเสกเป่าอวยพร ขอให้หินลอยขึ้นมาได้ ทำกรรมชั่วแล้วต้องล่มจม ป่นปี้ เสียราศีเกียรติคุณชื่อเสียง เหมือนก้อนหินหนักจมลงไปอยู่กับโคลนใต้น้ำ

เราเกิดมาสู่โลกนี้ เพื่อทำในสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะทำ

 
วิธีอยู่กับคนที่เราไม่ชอบ (ว.วชิรเมธี)

รู้ไหมว่า…เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้คนละกี่ปี
ชีวิตนั้นสั้นยิ่งกว่าหยดน้ำค้างเสียอีก
จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า
ถ้าเราใช้เวลาอันแสนสั้นนี้ไปมัวหลับๆ ตื่นๆ
อยู่ในความรัก โลภ โกรธ หลง
หมั่นไส้คนนั้น ปลาบปลื้มคนนี้
ริษยาเจ้านาย ใส่ไคล้ลูกน้อง
ปกป้องภาพลักษณ์ (อัตตา) กด (หัว)
คนรุ่นใหม่หลงใหลเปลือกของชีวิต โดยลืมไปเลยว่า
อะไร คือ สิ่งที่ตนควรทำอย่างแท้จริง
คิดดูเถิดว่า เราจะขาดทุนขนาดไหน
ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ เขียนบทกวีไว้ว่า
‘น้ำไหลอายุขัยก็ไหลล่วง
ใบไม้ร่วงชีพก็ร้างอย่างความฝัน
ฆ่าชีวา คือ พร่าค่าคืนวัน จะกำนัลโลกนี้มีงานใด’
คนเราไม่ควรพร่าเวลาอันสูงค่าด้วยการปล่อยตัวปล่อยใจ
ให้ตกเป็นทาสของความชอบ ความชัง มากนัก
เพราะถ้าเราวิ่งตามกิเลส
กิเลสก็จะพาเราวิ่งทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ต่อไปไม่รู้จบ
กิเลสไม่เคยเหนื่อย
แต่ใจคนเราสิจะเหนื่อยหนักหนาสาหัสไม่รู้กี่เท่า
ควรคิดเสียใหม่ว่า เราไม่ได้เกิดมา
เพื่อที่จะชอบ หรือไม่ชอบใคร
หรือเพื่อที่จะให้ใครมาชอบ หรือมาชัง
แต่เราเกิดมาสู่โลกนี้
เพื่อทำในสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะทำ
เอาเวลาที่รู้สึกแย่ๆ กับคนอื่นนั้น
หันกลับมามองตัวเองดีกว่า
ชีวิตนี้เรามีอะไรบ้างที่เป็นแก่นสาร
มีงานอะไรบ้างที่เราควรทำ
นอกจากนั้นก็ควรมองกว้างออกไปอีกว่า
เราได้ทำอะไรไว้ให้แก่โลกบ้างแล้วหรือยัง
คนทุกคนนั้นต่างก็มีดีมีเสียอยู่ในตัวเอง
ถ้าเราเลือกมองแต่ด้านเสียของเขา
จิตใจของเราก็เร่าร้อน หม่นไหม้
เวลาที่เสียไปเพราะมัวแต่สนใจด้านไม่ดีของคนอื่น
ก็เป็นเวลาที่ถูกใช้ไปอย่างไร้ค่า
บางที่ คนที่เราลอบมอง ลอบรู้สึกไม่ดีกับเขานั้น
เขาไม่เคยรู้สึกอะไรไปด้วยกันกับเราเลย
เราเผาตัวเราเองอยู่ฝ่ายเดียว
ด้วยความหงุดหงิด ขัดเคืองและอารมณ์เสีย
วันแล้ววันเล่า สภาพจิตใจแบบนี้
ไม่เคยทำให้ใครมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นมาได้เลย
ลองเปลี่ยนวิธีคิด วิธีมองโลกเสียใหม่ดีกว่า
คิดเสียว่าคนเราไม่มีใครดีพร้อม
หรือ เลวไม่มีที่ติไปเสียทั้งหมดหรอก
เราอยู่ในโลกกันคนละไม่กี่ปี
ประเดี๋ยวเดียวก็จะล้มหายตายจากกันไปหมดแล้ว
มาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระทำไม
อะไรที่ควรทำก็รีบทำเถิดปล่อยวางเสียบ้าง
ความโกรธ ความเกลียดนั้น ละวางบ้างก็ดี
 

 
สะเก็ดธรรม

เด็กวัด

…เราเห็นทุกข์แล้วเราก็มีโอกาสประพฤติปฏิบัติ ความทุกข์เป็นอาจารย์ของเรา แต่ความทุกข์ทางกายก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของสังขาร แต่ความทุกข์ทางใจเกิดจากความคิดผิด ความเห็นผิด เกิดจากมุมมองที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง

นับเป็นบุญของชาวไทยในเบลเยียมที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ ได้อาราธนานิมนต์พระอาจารย์ชยสาโรภิกขุ พระฝรั่งชาวอังกฤษศิษย์หลวงพ่อชา อดีตเจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ มาแสดงธรรมให้พวกเราฟัง เมื่อวันเสาร์ที่ ๗ มิ.ย. ๒๕๕๑ ฯพณฯ พิศาล มาณวพัฒน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ พร้อมครอบครัว ข้าราชการสถานเอกอัครราชทูต และผู้ใฝ่ธรรมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ต่างฝ่าสายฝนที่ประพรมเหมือนน้ำพระพุทธมนต์ที่พระอาจารย์ชยสาโรนำมาฝากพวกเราทั้งหลายนอกจากพระธรรมเทศนาที่สะอาดบริสุทธิ์ ใสเหมือนดวงแก้ว ละเอียดลึกซึ้งเข้าไปในดวงจิตของพุทธศาสนิกชน

ช่วงเช้าท่านได้บรรยายธรรมเป็นภาษาอังกฤษ ถึงความเป็นมาของพุทธศาสนา และรูปแบบหรือลักษณะของพุทธศาสนาในประเทศไทย ท่านได้กล่าวว่า ธรรมะในพุทธศาสนามีจำนวนมากถึง ๘๔๐๐๐ พระธรรมขันธ์ นั้นบางครั้งก็เป็นการยากสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาค้นคว้าว่าจะเริ่มต้นศึกษาที่จุดไหนหรือเล่มไหน แต่มีพุทธพจน์บทหนึ่งว่า น้ำทะเลมีรสเค็มเท่าเทียมกันทั่วทุกมหาสมุทรฉันใด ธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนก็เป็นไปเพื่อความหลุดพ้นเพียงรสเดียวฉันนั้น (All the sea water has a flavor of salt; all the teaching of Buddha has only one flavor that is the liberation.) หลังจากนั้น ท่านได้ตอบคำถามที่ผู้สนใจชาวต่างชาติและชาวไทยซักถาม โดยท่านได้กรุณาอธิบายให้อย่างชัดเจน เช่น มีคำถามว่า การที่ท่านดำรงตนเป็นสมณะเพศสามารถสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้อย่างไร ท่านตอบว่า พระพุทธศาสนาตั้งมั่นอยู่ได้กว่า ๒๕๐๐ ปี เพราะมีพระสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ยังศึกษาค้นคว้ายึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และเผยแพร่สั่งสอนตลอดมาจึงทำให้ธรรมะของพระองค์ยังคงเป็นหลักปฏิบัติและแนวทางในการดำเนินชีวิตสำหรับพุทธศาสนิกชนได้สืบเนื่องตลอดมา ไม่หายสาบสูญไปเหมือนลัทธิหรือความเชื่อ เหมือนกับการศึกษาเล่าเรียนในทางโลก หากไม่มีผู้ที่ศึกษาและดำรงตนเป็นครูบาอาจารย์ทำการสั่งสอนเผยแพร่ให้กับเยาวชน นักเรียน นักศึกษาอย่างต่อเนื่องแล้ว วิชาการทางโลกทั้งหลายก็อาจจะหยุดชะงักและสูญหายไป

หลังจากที่พระอาจารย์ฉันภัตตาหารเพลเสร็จแล้ว จึงได้แสดงพระธรรมเทศนาเป็นภาษาไทยที่มีความไพเราะชัดเจนแจ่มแจ้งเหมือนการเปิดของที่ปิดอยู่หรือการหงายของคว่ำ เป็นธรรมที่เป็นแก่นแท้ของพุทธศาสนาเฉกเช่นที่พระอาจารย์ชา พระอุปัชฌาย์ของท่านเคยแสดงไว้ ท่านแสดงถึงการศึกษาธรรมะของท่านเป็นการศึกษาการการกระทำที่มีอาจารย์เป็นต้นแบบ มิได้ศึกษาค้นคว้าจากพระสูตรหรือไตรปิฎกเป็นหลัก ท่านถือหลักว่า “การกระทำดังกว่าคำพูด” โดยได้เปรียบเทียบครูบาอาจารย์ผู้สอนพระพุทธศาสนาว่ามี ๔ อย่างด้วยกันคือ

๑. ฟ้าไม่ร้อง ฝนไม่ตก หมายถึง ผู้ที่มิได้ทำการสั่งสอนธรรมะและมิได้ทำการปฏิบัติธรรมเพื่อให้ถึงความหลุดพ้น

๒. ฟ้าไม่ร้อง ฝนตก หมายถึง ผู้ที่มิได้ทำการสั่งสอนธรรมะ แต่ได้ขวนขวายปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น

๓. ฟ้าร้อง ฝนไม่ตก หมายถึง ผู้ที่ได้ทำการสั่งสอนธรรมะ แต่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น

๔. ฟ้าร้อง ฝนตก หมายถึง ผู้ที่ได้ทำการสั่งสอนธรรมะ และได้ปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ด้วยพระองค์เองเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นการพิสูจน์ให้เป็นถึงศักยภาพของมนุษย์ ทุกคน ทุกชาติ สามารถทำได้จนบรรลุถึงเป้าหมายคือ ความหลุดพ้นได้จริง เราคุ้นเคยกับการแบ่งพุทธศาสนาเป็นเถรวาท มหายาน และวัชระยาน แต่ในข้อเท็จจริงแล้วพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาวิริยะวาท คือ ศาสนาที่มุ่งเน้นความเพียร การควบคุมการกระทำที่ถูกต้องทางกาย วาจา และใจ ของตนเอง เป็นความเพียรพยายามที่จะทำสิ่งที่ดีที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็ให้คงทนอยู่ และให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป เป็นสิ่งที่ยากที่จะต้องอาศัยความเพียรเป็นปัจจัยสนับสนุน

คนที่เป็นโรคจิตหรือโรคซึมเศร้า เพราะคิดว่า ชีวิตไม่มีความหมาย ต้องพยายามทำให้ชีวิตมีคุณค่า มีความหมาย มิใช่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ ต้องมองสิ่งต่างๆ ว่า เราสามารถปรุงแต่งได้ กาแฟที่มีรสขมและไม่อร่อย เราสามารถเติมน้ำตาล เติมนม เพื่อให้ได้รสชาติตามที่เราต้องการหรือชอบใจ แต่ถ้าแก้ไขปรับปรุงไม่ได้แล้วไซร้ ก็คงต้องยอมรับในความจริงที่ว่า ทุกสิ่งไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน เป็นอนิจจังคือมีความเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา และเป็นอนัตตาไม่มีอะไรที่ควรแก่การยึดมั่นถือมั่น ทุกอย่างเป็นความว่างในที่สุด ทุกคนรู้ว่า จุดสุดท้ายของชีวิตเราคือ ความตาย ที่เราไม่รู้ว่าจะตายแบบไหน เมื่อไหร่ เป็นสิทธิของความเสมอภาคในชีวิตที่ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง การแก้โรคซึมเศร้าคือ ต้องแก้ความคิดผิด เป็นความคิดที่ยึดติดกับเรื่องเก่าๆ ความคิดที่เหมือนแผ่นเสียงตกร่อง ต้องระวังมีสติกับความคิด และรู้จักปล่อยวางความคิด คิดในสิ่งที่เป็นประโยชน์และละวางหรือปลดปล่อยจากความคิดที่ไร้ประโยชน์หรือนอกเหนือความควบคุมของตนเอง มิติใหม่ของความคิด คือ ไม่คิด

คนเราเมื่อมีความทุกข์ก็เหมือนกับคนป่วยหรือไม่สบาย ที่ต้องกินยาเพื่อรักษาโรค มิใช่ว่าเมื่อได้รับยามาแล้วก็เอามาแขวนคอหรือวางไว้บนหิ้งบูชา ยารักษาโรคต้องกินโรคจึงจะหาย การปฏิบัติธรรมเป็นวิธีที่จะทำให้โรคร้ายหรือความทุกข์ของชีวิตหายได้ เป็นการควบคุมกิเลสมิให้เกิด หรือเมื่อเกิดแล้วก็พยายามกำจัดให้หมดสิ้นไปหรือหลงเหลืออยู่น้อยที่สุด เช่น ความโกรธ เมื่อมีโทสะเกิด พยายามควบคุมไว้ พอจะแสดงออกโทสะหรือความโกรธนั้นก็ลดน้อยถอยลงจนเกือบจะไม่รู้สึกโกรธเลย พระอริยะสงฆ์ที่รู้จักกันดีเช่น พระอาจารย์มั่น หรือพระอาจารย์ชา ท่านได้ศึกษาทางโลกจบ ป.๔ หรือ ป.๑ เท่านั้น แต่ท่านบรรลุธรรมะชั้นสูงจากการปฏิบัติจนเกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริง เข้าใจในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า สามารถกำจัดกิเลสได้จริง คนที่ได้รับการศึกษาสูงจนจบปริญญาตรี ปริญญาเอก กิเลสก็จะจบปริญญาตรี ปริญญาเอกด้วย นั่นคือ ความอยากก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ทั้งความโลภ ความโกรธ และความหลง คิดว่าตนเองเก่ง มีความรู้ความสามารถมากกว่าคนอื่น ก็จะต้องได้อะไรต่อมิอะไรมากกว่าคนอื่น

มีวัดสาขาวัดป่านานาชาติอำเภอโขงเจียมที่ตั้งอยู่บนชะง่อนเขาสูง มองลงไปเห็นแม่น้ำโขงไหลผ่าน สวยงามมาก เมื่อมองลงไปจะเห็นน้ำหรือเรือที่แล่นอยู่ในแม่น้ำที่ไหลไปอย่างเชื่องช้า รู้สึกว่าเพลิดเพลิน แต่ถ้าลงไปอยู่ใกล้หรือติดกับแม่น้ำโขง เราจะเป็นกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก และเรือก็แล่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว นั่นคือ เมื่อมองจากที่สูง เราจะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเบื้องล่างเคลื่อนไหวช้ามาก ในชีวิตคนเราก็เช่นกัน เมื่อมีปัญหาก็ถอนใจออกจากสิ่งที่เราพบเห็น เราก็จะเห็นว่าสิ่งทั้งหลายเป็นไปอย่างเชื่องช้าเช่นกัน ทำให้เรามีเวลาที่จะคิด มีสติที่จะพิจารณาหาทางแก้ไขปัญหาหรือสามารถหาทางเลือกแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องมั่นคง เหมือนนักกีฬาที่มีความสามารถเป็นอัจฉริยะ เมื่อเล่นก็จะเล่นอย่างช้าๆ สบายๆ เหมือนกับว่ามีเวลามาก ทั้งที่มีเวลาเท่ากับคู่ต่อสู้ เรียกว่า มีสติมีทางเลือกมาก ขาดสติทางเลือกน้อย

พระพุทธเจ้าได้สอนว่า “ขอให้ดำเนินชีวิตอย่างสม่ำเสมอบนเส้นทางที่ไม่สม่ำเสมอ” สัตว์หลายชนิดที่เกิดมาไม่นานก็ช่วยตัวเองได้ เดินได้ บินได้ มีสัญชาติญาณในการดำรงชีวิตที่เฉลียวฉลาดมากกว่าคนเรา แต่มนุษย์เราแตกต่างจากสัตว์อื่นคือ ฝึกฝนได้ทั้งที่เมื่อเกิดมาแล้วกว่าจะยืนได้หรือกินได้ เดินได้ด้วยตัวเองต้องใช้เวลามากกว่าสัตว์อื่น ไม่มีใครเป็นพุทธโดยกำเนิด คนไทยส่วนใหญ่จะพูดว่า ตนเองเป็นพุทธโดยกำเนิด ทั้งที่ไม่รักษาศีลห้า ไม่เข้าใจ ไม่ศึกษาพุทธศาสนาและพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าให้รู้แจ้งเห็นจริง แต่จะพูดว่า เป็นพุทธโดยกำเนิด เปรียบกับ ชายคนหนึ่งเดินทางไปที่โรงพยาบาลขอสมัครทำงานเป็นหมอ เมื่อถูกถามว่า จบการศึกษาด้านการแพทย์จากที่ไหนก็ไม่ได้จบ ไม่ได้เรียนอะไรเลย แต่เป็นแพทย์โดยกำเนิด คือ บิดามารดาเป็นแพทย์ ปู่ย่า ตายายก็เป็นแพทย์ ถามว่า เขาจะสามารถทำหน้าที่แพทย์หรือเป็นหมอรักษาคนไข้ได้หรือไม่ ไม่มีใครเป็นพุทธโดยกำเนิด แต่ต้องเป็นพุทธโดยการกระทำ เป็นพุทธต้องรู้จักปล่อยวางในผล แต่ไม่ปล่อยวางในเหตุ พระพุทธเจ้ามีความเพียรพยายามก่อนตรัสรู้ และไม่สันโดษในคุณธรรมที่พระองค์ตรัสรู้ เพียงแต่ขอให้สันโดษในปัจจัย ๔ มีให้พอเพียงเท่านั้น มิใช่ สวรรค์อยู่ที่ห้องรก นรกอยู่ที่ห้องว่าง คือ พยายามหาสิ่งของเพื่อสนองความต้องการนำเข้ามาเก็บไว้ในห้องแล้วคิดว่าเป็นความสุข พอไม่มีทรัพย์สินสิ่งของหรือห้องว่างแล้วก็เป็นทุกข์เหมือนตกนรก

การทำความดีต้องทำทีละน้อย ค่อยๆ ทำ ไม่ต้องหวังว่าจะต้องทำความดีให้ครบถ้วนทั้งหมดภายในเวลาอันสั้น เปรียบเหมือนเรื่องเล่าว่า มีชายคนหนึ่งเดินออกไปชายหาดเห็นปลาดาวลอยมาติดอยู่บนหาดทรายจำนวนนับหมื่นตัว เขาก็รู้สึกสงสาร เลยจับปลาดาวทีละตัวโดยลงไปในทะเล เพื่อนเขาเดินตามออกมาพบจึงถามว่า ทำอะไรอยู่ เขาตอบว่า ช่วยชีวิตปลาดาวอยู่ เพื่อนเขาบอกว่า อย่าไปเสียเวลาทำอยู่เลย ปลาดาวมีจำนวนเป็นหมื่นตัว ช่วยอย่างไรก็ช่วยได้ไม่หมดหรอก เขาบอกว่า ไม่เป็นไร เมื่อเขาจับโยนลงไปในทะเลตัวหนึ่งก็พูดว่า ช่วยตัวนี้ได้แล้ว ช่วยตัวนี้ได้อีกตัวแล้ว ทำไปเรื่อยๆ เหมือนการทำความดีที่ต้องทำเรื่อยๆ ไม่ต้องคิดว่าจะทำให้ได้สำเร็จในวันเดียว การทำความดีจะมีเป้าหมายคือการพัฒนาชีวิต เพื่อความสุขของตนเอง ครอบครัว และสังคมส่วนรวม ที่จะตัองทำการพัฒนาทั้ง ๔ ส่วน ประกอบกันคือ

๑. การพัฒนากาย คือ การดูแลตนเองโดยการให้อาหารที่เหมาะสม ออกกำลังเพื่อรักษาสุขภาพ ดูแลทรัพย์สินสิ่งแวดล้อมที่ตนเองมีอยู่เพื่อการดำรงชีพ การกำหนดกาย วาจา ให้อยู่ในขอบเขตของศีล

๒. การพัฒนาจิตใจ คือ การเจริญภาวนา ทำให้มีสติตั้งมั่น มีสมาธิในการดำรงชีวิตโดยชอบด้วยธรรม

๓. การพัฒนาปัญญา คือ การสร้างความรู้ความเข้าใจในธรรมะที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนไว้ให้เข้าใจในหลักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มองเห็นหลักการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปตามเหตุและปัจจัย

๔. การพัฒนาความสัมพันธ์กับมนุษย์ สร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน อันเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้สังคมสงบสุข อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ไม่มีความขัดแย้งสงคราม

การแสดงธรรมะจากพระอาจารย์ชยสาโรมีความชัดเจน แจ่มแจ้ง ลึกซึ้ง ทั้งในเบื้องต้น ในท่ามกลาง และในที่สุด เป็นการกระตุ้นเตือนให้เหล่าพุทธศาสนิกชนและชาวต่างชาติได้เข้าใจ ยึดถือเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต รวมทั้งการปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้นตามแนวทางที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ แม้เวลาจะน้อยไปสักหน่อยแต่กระแสธรรมที่ได้รับนั้นคุ้มค่าทุกนาทีที่ผ่านไป ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในอนาคตคงจะได้มีโอกาสฟังธรรมจากพระอาจารย์ชยสาโร พระสุปฏิปันโน ผู้เป็นศิษย์เอกของพระอาจารย์ชาอีก ไม่ว่าจะเป็นในเบลเยียมหรือเมืองไทย

ประวัติท่านชยสาโรภิกขุ นามเดิม ฌอน ชิเวอร์ตัน ( Shaun Chiverton ) พ.ศ. ๒๕๐๑ เกิดที่ประเทศอังกฤษ เกิดที่ประเทศอังกฤษ เมื่อยังเล็กมีสุขภาพไม่ดี มีอาการหอบหืด ต้องหยุดโรงเรียนบ่อย จึงใช้เวลาในการศึกษาด้วยตนเอง ท่านสนใจว่าอะไรคือสิ่งสูงสุดที่เราจะได้จากการเป็นมนุษย์ อะไรคือความจริงสากลที่ไม่ขึ้นอยู่กับสมมุติของแต่ละสังคม ทำไมคนเราอยากจะอยู่อย่างเป็นมิตรแต่กลับรบราฆ่าฟันกันอยู่เรื่อยไป เมื่อไปโรงเรียน เป็นนักเรียนที่ช่างคิด ช่างค้นคว้า และมีผลการเรียนที่ดีเยี่ยมจนโยมบิดามีความหวังให้เข้าสอบชิงทุนเพื่อเรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในประเทศอังกฤษ เมื่อศึกษาอยู่ได้อ่านหนังสือมากมายหลากหลาย จนกระทั่งพบคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาว่าเป็น “สัจธรรมความจริง” ที่กำลังแสวงหาอยู่ จึงสนใจการฝึกจิตและศึกษาหาความรู้ทางพุทธศาสนาตั้งแต่อยู่ในวัยรุ่น ท่านทำงานเก็บเงินระหว่างที่กำลังเรียน และออกเดินทางหาประสบการณ์ในประเทศต่างๆ ตั้งแต่อายุ ๑๗ ปี ใช้เวลา ๒ ปี จนแน่ใจว่าการศึกษาและปฏิบัติธรรม เป็นหนทางที่ต้องการแทนการเรียนต่อในมหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๒๑ ได้พบกับท่านอาจารย์ สุเมโธ ที่วิหารแฮมสเตด ประเทศอังกฤษ ถือเพศเป็นอนาคาริก (ปะขาว) อยู่กับท่านอาจารย์ สุเมโธ เป็นเวลา ๑ พรรษา แล้วเดินทางมายังประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๒ บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี พ.ศ. ๒๕๒๓ อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ที่วัดหนองป่าพง โดยมีหลวงพ่อชา สุภัทโท (พระโพธิญาณเถร) เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ. ๒๕๔๐-๔๔ รักษาการณ์เจ้าอาวาส วัดป่านานาชาติ จ.อุบลราชธานี ปัจจุบัน พำนัก ณ อาศรมชนะมาร อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ท่านพระอาจารย์ ชยสาโร เป็นชาวอังกฤษ ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่แสดงธรรมเทศนาโดยใช้ภาษาไทยได้อย่างสละสลวยเข้าใจง่าย

ก่อนเดินทางมาประเทศไทย ท่านได้ตั้งใจว่าจะอยู่ที่วัดหนองป่าพง ให้ครบ ๕ ปี โดยไม่มีเงื่อนไขเพื่อศึกษาปฏิบัติธรรม เมื่อมาพบหลวงพ่อชา ก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในปฏิปทาและความเป็นครูที่มีทั้งเมตตา และปัญญาในการสอนอย่างลึกซึ้ง จึงสามารถทนต่อความยากลำบากในการปรับตัวให้เข้ากับการใช้ชีวิตแบบพระวัดป่า ที่เข้มงวดในวินัย และการฝึกปฏิบัติตามรอยพระพุทธเจ้า และการอยู่ร่วมกับคณะสงฆ์ชาวไทยจนเกิดความก้าวหน้าและเบิกบานในธรรม แนวการสอนของหลวงพ่อชาเน้นการปฏิบัติการรักษาศีล และข้อวัตร ความอดทน ความเพียร การใคร่ครวญหลักธรรม และน้อมมาสู่ใจให้เฝ้าสังเกตจนรู้ทันอารมณ์ของตนเอง และสามารถใช้สติปัญญาในการสร้างประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่นพร้อมกันไป

ที่สุดในชีวิตเรา

น่าเสียดาย